ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 317 ข้าชอบท่านมาก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 317 ข้าชอบท่านมาก
บทที่ 317 ข้าชอบท่านมาก
เช่นนั้นแล้ว ซุนอิงหนิงและชุนหน่วนสาวใช้จึงพักอาศัยอยู่ที่จวนแม่ทัพ
ซ่งชิงหลันจัดเตียงให้ให้พวกนางด้วยตัวเอง แม้แต่ลูกทั้งสองยังตื่นเต้นจนแย่งกันทำ
เด็กหญิงสัมผัสเตียงอันราบเรียบแล้วพยักหน้าอย่างจริงจังเหมือนผู้ใหญ่อย่างไรอย่างนั้น “อืม ดูดีทีเดียวเจ้าค่ะ”
จากนั้นจึงโบกมือให้ซุนอิงหนิงอย่างมีความสุข “ท่านน้าอิงหนิงรีบมาดูเร็วเข้า ข้าจัดเตียงไว้ให้ท่านอย่างดีเลยน้า”
เจ้าหนูซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่เป็นที่ชื่นชอบต่อคนอื่นเสมอ
ครั้งแรกที่ซุนอิงหนิงพบสองแฝดที่แสนน่ารักน่าชังก็หลงทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง
จึงก้าวเข้าไปหาแล้วลูบศีรษะเล็กของเด็กหญิง ก่อนยิ้มแย้ม “ขอบคุณเจ้ามากเยว่เยว่”
ซ่งซิงเยว่หัวเราะคิก ๆ “ท่านน้าอิงหนิง ข้าชอบท่านมาก อยู่ที่นี่ตลอดไปเลยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
คำพูดของเด็กน้อยทำให้อู่เชียนเชียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เกิดความอิจฉา
นางเม้มปากขณะมองซ่งซิงเยว่ “สาวน้อยคนเก่ง ไหนก่อนหน้านี้บอกชอบข้านี่นา เหตุใดพออิงหนิงมาถึงเปลี่ยนใจเสียเล่า? ใจร้ายเสียจริง”
ซ่งซิงเฉินที่มองความคึกครื้นอยู่ข้าง ๆ ยักคิ้วหลิ่วตา “เยว่เยว่ เจ้าทำให้ท่านน้าเชียนเชียนโกรธแล้วนะ”
เด็กหญิงเหลือบตาไปมองก่อนวิ่งเข้าไปกอดแล้วพูดจาอย่างน่าเอ็นดู “ท่านน้าเชียนเชียน เยว่เยว่ก็ชอบท่านเหมือนกัน ข้าชอบทุกคนเลย! จริง ๆ นะ!”
ด้วยความกลัวอีกฝ่ายจะไม่เชื่อ จึงกระพริบตาปริบ ๆ ทำตาโตเป็นประกายให้ได้ชม
อู่เชียนเชียนเห็นท่าทางน่ารักก็หยิกแก้มกลมด้วยความมันเขี้ยว ก่อนยกยิ้ม “คนเก่ง ข้าให้เจ้าชนะแล้วกัน ฉลาดเกินไปแล้วนะ”
“แน่นอน เพราะข้าเป็นลูกสาวของท่านแม่อย่างไรเล่า” ซ่งซิงเยว่เงยหน้าพูดด้วยความโอ้อวด
ซ่งชิงหลันที่กำลังอธิบายเรื่องในจวนแม่ทัพให้ชุนหน่วนฟังก็หันมาเจอลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนอู่เชียนเชียน ทั้งยังทำตัวเป็นเด็ก ๆ อีกด้วย
นางยิ้มแล้วกวักมือเรียกลูก “เยว่เยว่ มานี่เถิด น้าของเจ้ายังบาดเจ็บอยู่นะ แล้วเจ้ากระดุกกระดิกไปมาเช่นนี้ประเดี๋ยวจะไปโดนแผลนางเอา”
“โอ๊ะโอ” เด็กหญิงหยุดสร้างปัญหาทันที ก่อนลงจากอ้อมแขนผู้เป็นน้าอย่างเชื่อฟัง
ซุนอิงหนิงมองผ้าพันแผลพวกนั้นโดยไม่รู้ตัว ก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ “เชียนเชียน ข้าขอโทษจากใจจริง ๆ เจ้าคงไม่บาดเจ็บหากไม่ได้เข้ามาช่วยพวกเราเอาไว้”
อู่เชียนเชียนไม่ใช่คนคิดอันใดอยู่แล้ว จึงโบกมือไม่ใส่ใจ “สิ่งสำคัญที่สุดของเหล่าลูกสาวลูกชายในโลกนี้คือความชอบธรรม ส่วนเรื่องบาดเจ็บเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย อีกสองสามวันก็หายดีแล้ว อิงหนิง หากเจ้ายังทำตัวสุภาพกับข้าอีก ข้าจะเบือนหน้าหนีแล้วนะ”
“เข้าใจแล้ว ๆ ข้าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว”
ว่าจบนางหันศีรษะไปมองซ่งชิงหลันอีกครั้ง นึกลังเลครู่หนึ่งถึงค่อยเอ่ยปาก “แม่นางซ่ง ขอบคุณเจ้ามากที่ดูแลพวกเรานะเจ้าคะ”
หลังจากคิดอยู่นานก็ตัดสินใจใช้สรรพนามเรียกเช่นนี้
ซ่งซิงเฉินกับซ่งซิงเยว่เป็นลูกของซ่งชิงหลัน ทว่านางเคยได้ยินพวกเขาเรียนท่านอ๋องว่าท่านพ่อ?
นางขบคิด แม้นางจะอาศัยอยู่ห่างไกลอย่างเมืองเปี้ยนเจียง แต่ไม่เคยได้ยินว่าหานอ๋องจะแต่งงานกับสนมมาก่อน
เช่นนั้นจึงไม่ใช่เรื่องดีหากนางจะสุ่มคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ และเรียกมันออกไป
หากแต่ซ่งชิงหลันเป็นคนหัวไว นางคาดเดาได้ในทันทีว่าซุนอิงหนิงกำลังเข้าไปพัวพันกับอันใดอยู่
นางจึงยกยิ้มอย่างใจดีให้ “ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก เป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้เราได้รู้จักกัน เจ้าเองอีกหน่อยคงเหมือนเชียนเชียน เรียกข้าว่าพี่ชิงหลันก็พอแล้ว ไม่ต้องมองว่าตนเป็นคนนอกหรอกกระมัง”
อู่เชียนเชียนส่งเสียงตามอย่างปรีดา “ใช่แล้ว! ใช่แล้ว! ต่อจากนี้ไปเจ้าจะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอีกนาน ต้องพบปะกันบ่อย ๆ ไม่ต้องเกรงใจไป”
เราสนทนากันครู่หนึ่ง จากนั้นซ่งชิงหลันและอู่เชียนเชียนก็จากไป
ส่วนข้าวของที่เหลืออีกนิดหน่อยก็ให้พวกนางได้จัดการกันต่อ
แต่กว่ารู้ตัวอีกทีก็ค่ำมืดเสียแล้ว
ชุนหน่วนคอยดูแลซุนอิงหนิงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชำระล้างร่างกาย ทั้งสองเดินทางกันมาหลายเดือน นานแล้วที่ไม่ได้ล้างหน้าล้างตาอย่างสงบสุขหน้ากระจกเช่นนี้
ยามมองเงาสะท้อนของตน ซุนอิงหนิงอดคิดถึงบ้านในเมืองเปี้ยนเจียงเสียมิได้ ทั้งยังนึกถึงบิดามารดาที่ล่วงลับจากไป ความโศกเศร้าอาลัยแผ่ซ่านอยู่ในใจและอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบา
ชุนหน่วนคอยรับใช้เจ้านายผู้นี้มาหลายปี จึงทราบดีว่านางคิดอันใด
นางหวีผมสีน้ำหมึกอย่างเบามือ แล้วเอ่ยพร่ำ “คุณหนูเจ้าคะ ท่านคิดถึงพวกคุณท่านหรือเจ้าคะ?”
“อืม…”
“คุณหนูไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ข้าว่าใต้เท้าซ่งน่าเชื่อถือมาก ท่านผู้นั้นจะไขความข้องใจให้นายท่านได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น” แว่วเสียงตอบรับแผ่วเบา
นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่ามหาเสนาบดีหลิวมีอำนาจเพียงใด คนเช่นนั้นรับมือไม่ง่ายนัก
หลังจากได้นั่งคิดอย่างสงบ ยามนี้กลับกลัวว่าจะทำให้ซ่งชิงซีมีปัญหา
“คุณหนูอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ หลายเดือนที่ผ่านมาท่านไม่ได้นอนพักผ่อนดี ๆ เลย วันนี้เข้านอนแต่หัวค่ำดีกว่าเจ้าค่ะ”
ซุนอิงหนิงพยักหน้า ก่อนปล่อยให้สาวใช้ข้างกายพาไปยังเตียง
ข้างนอกจวน
ซ่งชิงหนานเห็นว่าห้องของซุนอิงหนิงดับเทียนแล้ว จึงหมุนตัวเตรียมกลับ
หากแต่ในตอนที่หันไปกลับพบไป๋เย่หานยืนอยู่ข้างหลัง ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือก
เขาลูบหน้าอก “ท่านพี่เขย ท่านมาทำอันใดขอรับ? ยืนอยู่คนเดียวกลางดึก น่ากลัวเสียนี่กระไร”
ไป๋เย่หานยกมุมปากขึ้น พลางว่าติดตลก “เจ้ารู้จักกลัวด้วยหรือ? แล้วเจ้าล่ะออกมายืนทำอันใดคนเดียวกลางดึกเล่า?”
ซ่งชิงหนานเผยสีหน้าลำบากใจยามถูกจับได้ ก่อนแสร้งทำเป็นสงบใจแล้วพูดเสียงเรียบ “ที่นี่เป็นจวนของข้า ข้ามาแล้วมันจะเป็นอันใดหรือขอรับ?”
“เหตุใด? จวนของเจ้ายังต้องให้แม่ทัพลงทุนออกมาตรวจตราด้วยตนเองหรือ?”
ซ่งชิงหนานพูดไม่ออก ไม่รู้เหตุใดถึงไม่เคยเห็นท่านพี่เขยพูดมากเช่นนี้มาก่อน ตอนที่เดินทางกลับมายังเมืองหลวง อีกฝ่ายก็เอาแต่อยู่กับท่านพี่ของตน เห็นแล้วน่าขันยิ่งนัก
ไป๋เย่หานยกยิ้มก่อนก้าวเข้าไปหาอีกฝ่าย ตบ ๆ แขนแม่ทัพเจ้าของจวน “เจ้าเนี่ยน้า หากสนใจคุณหนูซุนจริง ๆ เข้าไปหานางตรง ๆ อย่ามาแอบซุ่มทำอันใดเช่นนี้เลย”
“ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าได้รับความไว้วางใจจากแม่ทัพหลิงมาก่อน และสัญญาว่าจะปกป้องคุณหนูซุนอย่างดีต่างหาก ท่านพี่เขย ท่านอย่างคิดมากเพียงนั้นเลย”
ไป๋เย่หานยิ้มกว้าง แววตาส่อนัยยะก่อนจะเดินตรงไปยังห้องของซ่งชิงหลัน
ฝั่งซ่งชิงหลันเห็นเงาผู้เป็นสามีก็ยกยิ้ม นางลอบคิดในใจ ‘แล้วมีการมาบอกว่าตนไม่ใช่คนเช่นนั้น แม้กระทั่งข้า ท่านยังจัดการไม่ได้ แต่มาค้างคืนที่จวนแม่ทัพทุกวันอย่างนั้นหรือ’