ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 318 เข้าใจดี
บทที่ 318 เข้าใจดี
ยามไป๋เย่หานกลับมาถึงห้อง ผู้เป็นภรรยายังคงวาดรูปอยู่
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “กลับมาแล้วหรือ? ชิงหนานยังอยู่หน้าบ้านหรือไม่?”
ไป๋เย่หานเลิกคิ้ว “พระชายาฉลาดเป็นกรดเพียงนี้ ว่าแต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าชิงหนาน…”
“ข้าเป็นพี่เขานะ!” ซ่งชิงหลันกลอกตาใส่ ก่อนวางมือจากพู่กัน “ความคิดอันน้อยนิดของเขาซ่อนไม่พ้นสายตาหลักแหลมของข้าหรอก”
ไป๋เย่หานโน้มตัวเข้าไป “เช่นนั้นข้าจะให้คุณหนูซุนอยู่ที่นี่ตามต้องการแล้วกัน แล้วอย่างนี้พระชายาอยากมอบรางวัลให้ข้าบ้างหรือไม่?”
ว่าจบก็เคลื่อนใบหน้าอันหล่อเหลามาตรงหน้านาง
ความหมายชัดเจน นี่มันขอจูบอยู่ไม่ใช่หรืออย่างไร?
ซ่งชิงหลันหรี่ตา นางเพิ่งรู้ตัวว่าช่วงนี้ไม่รู้ลมหอบอันใดให้ไป๋เย่หานทำออดอ้อนให้นางหวั่นไหวได้ทุกวัน ที่สำคัญคือมันไม่น่าขนลุกเลยสักนิด หาได้ยากยิ่ง
แต่นางไม่คิดจะตามใจเด็ดขาด
นางเอื้อมฝ่ามือออกไปสัมผัสดวงหน้าคู่นั้นอย่างแผ่วเบา แล้วยกยิ้ม “แค่ลูบ ๆ แล้วกัน”
แววตาชายหนุ่มเบิกกว้าง มองภรรยาแล้วพูดเสียงทุ้มต่ำ “แค่นี้เองหรือ?”
“พรืด!” ซ่งชิงหลันหัวเราะลั่น
“แล้วท่านต้องการเช่นใดเล่า? เอาเถิด อย่ารบกวนข้า ข้ายังต้องวาดรูปอยู่นะ”
“เหตุใดเจ้าเอาแต่วาดพวกนี้อยู่ทุกวี่ทุกวันเล่า”
ชายหนุ่มอยากปิดผนึกหัวนางเสียจริงจะได้ไม่ต้องคิดอันใดอีกให้มากมาย
ซ่งชิงหลันยกยิ้ม “วันนี้ข้าได้พบกับอิงหนิง ข้ารู้สึกว่านางช่างงดงามและดูสบายตายิ่งนัก จึงเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาเจ้าค่ะ เลยอยากวาดรังสรรค์ออกมา โอ๊ะ ใช่แล้ว พรุ่งนี้ข้ายังต้องไปร้านเสื้อชิงเยว่อีก ไปเลือกเสื้อผ้าตัวใหม่มาให้ท่านคงจะดี…”
“สองพี่น้องคู่นี้ช่างกระตือรือร้นดีนัก”
“สถานการณ์ของครอบครับอิงหนิงน่าเห็นใจเจ้าค่ะ พวกเราช่วยได้ก็ช่วยเถิด แต่ว่าท่าน…” นางใส่ไฟลงไปอีกครา มอบรอยยิ้มแปลก ๆ ให้อีกฝ่าย “คุณหนูหลิวจากจวนมหาเสนาบดีหลิวชอบพอท่านอ๋องมาก หากเกิดอันใดขึ้นกับมหาเสนาบดี คุณหนูคงมาขอความช่วยเหลือจากท่านก็เป็นได้”
ได้ยินเช่นนั้น ไป๋เย่หานพลันร้อนรนขึ้นมา เขาแสดงความสัตย์จริงออกไปโดยพลัน “ข้าได้ให้คำมั่นสัญญากับฟ้าดินแล้วว่าในใจของข้าจะมีซ่งชิงหลันเพียงผู้เดียว หากไม่เป็นเช่นนั้น คงต้อง…”
“โอ๊ย ๆ …พอเลย ๆ เจ้าค่ะ” หญิงสาวห้ามเขาไว้ “ข้าแค่หยอกท่านเท่านั้น ท่านดันจริงจังเสียได้”
ทว่าแววตาของสามีกลับหม่นหมองลง “อันที่จริงเรื่องของมหาเสนาบดีท่านนี้ ท่านพ่อข้ารู้แล้วล่ะ”
ซ่งชิงหลันอ้าปากค้างด้วยความตกใจ จากนั้นถึงเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้ม “ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นชิงซีคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปตรวจสอบ”
“แต่ไม้ใหญ่รากหยั่งลึก หากจะถอนโคนคงไม่ง่ายเช่นนั้น…”
ด้วยเหตุผลนี้ จิ่งกวงเยี่ยจึงเมินเฉยการกระทำของคนผู้นั้นมาโดยตลอด ทำได้แค่รอเวลาให้ผลของมันสุกงอมก็เท่านั้น
…
วันที่สอง
ซ่งชิงหลันเดินทางมาร้านเสื้อชิงเยว่แต่เช้าเพื่อเลือกเสื้อผ้าตัวใหม่ ๆ กลับไป
หากแต่มาถึงบริเวณหน้าประตูจวนแม่ทัพก็ได้พบกับอู่เชียนเชียนพอดี
นางมองด้วยความสับสน “เอ๊ะ? เชียนเชียน? เหตุใดถึงมาที่นี่ได้เล่า?”
อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ “ข้าไม่รู้อิงหนิงจะเบื่อหรือไม่เจ้าค่ะ เลยมาอยู่เป็นเพื่อนนางเสียหน่อย”
“เข้าใจแล้ว เจ้าเบื่อสินะ?” ซ่งชิงหลันยิ้ม
อู่เชียนเชียนไม่ปฏิเสธเพราะมันคือความจริง
นางเม้มริมฝีปาก “ซื่อโม่วกับท่านอาฉู่ขึ้นเขาไปวาดภาพวิวทิวทัศน์เจ้าค่ะ ส่วนพ่อข้าบอกข้ายังบาดเจ็บอยู่จึงไม่อนุญาตให้ฝึกอันใด ข้าอยู่แต่ในห้องก็เบื่อ จึงเหลือทางเดียวคืออยู่เป็นเพื่อนอิงหนิงเจ้าค่ะ”
ทั้งสองเดินสนทนาเข้ามาในจวนพร้อมกัน
วันนี้สองแฝดไม่จำเป็นต้องไปสำนักศึกษา ปกติจึงจะเห็นสองลิงวิ่งเล่นไปทั่วจวนอยู่เสมอ หากแต่วันนี้กลับไม่เห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ ทำให้ผู้เป็นแม่สงสัย ทว่าขณะที่ได้ไปยังห้องซุนอิงหนิงกลับได้ยินเสียงเด็กน้อยทั้งสองดังออกมากจากห้อง
ที่แท้ก็ซ่อนตัวอยู่นี่เอง
และในยามเดียวกันนั้นเสียงฉินอันไพเราะก็ดังออกมาจากห้องของนางเช่นกัน มันช่างไพเราะแต่ก็ยากที่จะบอกว่าเป็นบทเพลงอันใด
หลังจากจบเพลงซ่งชิงหลันเปิดประตูเดินเข้าไป
ก็พบสองแฝดนั่งเรียงแถวฟังเจ้าของห้องเล่นฉิน ซุนอิงหนิงดีดกู่ฉินอยู่ พวกเขาปรบมือแล้วเอ่ยพร้อมกัน “ไพเราะมากเลยเจ้าค่ะ! ขออีกเพลง ๆ!”
ซ่งชิงหลันมองลูก ๆ แล้วแสร้งทำเป็นไม่พอใจ “เฉินเฉิน เยว่เยว่ พวกเจ้าจะรบกวนคุณอาอิงหนิงเช่นนี้ไม่ได้!”
ซุนอิงหนิงรีบโบกมือ “ไม่เลยเจ้าค่ะ เพราะมีพวกเขาอยู่ด้วย ข้าเลยไม่เบื่อต่างหาก”
ซ่งซิงเยว่กระโดดลงจากเก้าอี้ ก่อนตรงเข้ามาหาซุนอิงหนิง “ท่านน้าอิงหนิง เสียงกู่ฉินของท่านไพเราะมากเลย สอนข้าได้หรือไม่?”
ซ่งซิงเฉินพยักหน้าเสริม “เพลงเพราะมีเอกลักษณ์มากเลยขอรับ หาเพลงเช่นนี้ในฮวางเฉิงยากด้วย”
ยามนั้นชุนหน่วนเดินกลับมาพร้อมกับชาร้อนที่เพิ่งชงเสร็จ “พวกท่านไม่เคยได้ยินแน่นอนเจ้าค่ะ นี่เป็นบทเพลงที่คุณหนูของเราแต่งขึ้นเอง”
นางเงยหน้าอย่างภาคภูมิใจราวกับเงยหน้ารับแสง
อู่เชียนเชียนตื่นเต้นมาก แววตาของนางที่มองอีกฝ่ายเป็นประกาย “ไอ้หยา อิงหนิง เก่งขนาดนี้เชียวหรือ?”
คนโดนชมหน้าแดงระเรื่อ และเอ่ยยิ้ม ๆ “ตอนอยู่เปี้ยนเจียง ข้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนเท่าไรเจ้าค่ะ อยู่แต่ในห้องไม่มีอันใดให้ทำ คราวนี้จึงถือโอกาสบรรเลงบทเพลงคลายความเบื่อหน่ายให้พวกท่านยิ้มได้ก็ยินดีเจ้าค่ะ”
“เจ้าเก่งมากที่ดีดได้เอง หากตั้งใจจริง ๆ ล่ะก็คงเก่งกาจมากแน่นอน!”
“เชียนเชียน ข้าไม่ได้เก่งอย่างที่เจ้าว่าหรอก”
แฝดหญิงปีนขึ้นเก้าอี้แล้วคว้าแขนผู้เป็นน้าเอาไว้ “ท่านน้าอิงหนิง ท่านยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญากับข้าเลยนะเจ้าคะ ท่านจะสอนข้าได้หรือไม่?”
ซุนอิงหนิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ได้สิ หากเจ้าอยากเรียน ข้ายินดีที่จะสอน”
อยู่ ๆ ซ่งชิงหลันพลันรู้สึกเหมือนเครียดขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น นางมองซุนอิงหนิงแล้วกระซิบกระซาบ “อิงหนิง อย่าตั้งความหวังไว้มากเกินไปเล่า ก่อนหน้านี้นางก็เคยบอกอยากเรียนเช่นนี้กับท่านพี่สะใภ้บุญธรรมของข้าเช่นกัน ผลคือไม่ได้จริงจังสักนิด เพียงครู่เดียวก็หมดความสนใจเสียแล้ว”
ซ่งซิงเยว่เม้มปากแล้วพองแก้ม สายตาจดจ้องมารดา “ท่านแม่เจ้าคะ ข้ายังอยู่ตรงนี้นะ ข้าได้ยินที่ท่านพูดหมดแล้ว! รอบนี้มันจะไม่เหมือนเดิม ข้าจะตั้งใจเรียนแน่นอน”
แววตาคู่นั้นเกิดประกายความตั้งใจหลังพูดจบ
ซุนอิงหนิงจับมือเล็ก ๆ ไว้ “ได้สิ ข้าเชื่อในตัวเจ้านะ”