ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 322 ท่านพ่ออย่าโมโห
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 322 ท่านพ่ออย่าโมโห
บทที่ 322 ท่านพ่ออย่าโมโห
หลังจากหญิงสาวผ้าคลุมดำออกจากโรงเตี๊ยมฝูไปก็จงใจเดินบนถนนอยู่หลายหน ก่อนไปยังจวนมหาเสนาบดี
นางเคลื่อนตัวเข้าไปยังประตูข้างจวนและหายไปในทันใดราวกับปลาหนีชิว[1]*
ในขณะเดียวกันทางฝั่งในจวน ณ ห้องหนังสือ
มหาเสนาบดีหลิวหงเหวินและหลิวฮ่าวหมิงลูกชายกำลังนั่งหารืออยู่ด้านใน ใบหน้าเรียกได้ว่าดูไม่ได้ทีเดียว
และสุดท้ายก็เป็นฝ่ายลูกชายที่อดเอ่ยปากไม่ได้ เขามองผู้เป็นบิดาด้วยความระมัดระวังก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ท่านพ่อ… ท่านอย่าโมโห…”
“ไร้ค่า!” ไม่ทันจบประโยคหลิวหงเหวินเขวี้ยงถ้วยชาในมือเสียแล้ว
เครื่องปั้นดินเผาลายครามกระแทกพื้นส่งเสียงดัง จนผู้เป็นลูกอดสะดุ้งไม่ได้
หลิวหงเหวินเอ่ยด้วยสีหน้ามืดมน “เจ้าส่งผู้ใดมาทำงาน? แค่ผู้หญิงอ่อนแอยังไม่สามารถจัดการได้ ไร้ค่าสิ้นดี!”
หลิวฮ่าวหมิงกัดฟันอธิบาย “เรื่องนี้มันควรสำเร็จ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้มีผู้มากฝีมือปรากฏตัวขึ้นสองคน แถมยังมีมาเสริมอีกสองคน ส่วนรถม้าของผู้หญิงคนนั้นก็วิ่งถลาเข้าไปในป่าอนธการขอรับ”
“แล้วอย่างไรต่อ?” ผู้เป็นบิดาถามอย่างร้อนใจ
“ลูกได้ส่งคนไปสอบถามพวกกลุ่มอินทรีย์ดำแล้วขอรับ แต่อย่างที่ท่านทราบ พวกมันเป็นศัตรูกับราชสำนักอย่างเรามาโดยตลอด แม้แต่หน้ายังไม่คิดจะโผล่มาให้ได้เห็น”
หลิวฮ่าวหมิงเม้มปาก และยามนึกถึงพวกนั้นก็อดแสดงสายตารังเกียจไม่ได้
มีแต่พวกชั่วช้าทั้งสิ้น ไม่รู้องค์จักรพรรดิคิดเช่นไรจึงสามารถรวมสามลัทธิเก้าอาชีพมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ หากเป็นตัวเขา จะต้องจัดการให้อยู่หมัด เอาให้รู้ไปเสียเลยว่าราชสำนักมีอำนาจมากเพียงใด
แววตาหลิวหงเหวินมืดลง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “หากเป็นเช่นนั้น ชีวิตผู้หญิงคนนั้นในตอนนี้คงไม่เป็นที่แน่ชัด หากในมือนางมีหลักฐานที่พ่อนางทิ้งไว้ให้จริง ๆ และถ้าตัวนางยังมีชีวิตอยู่ มันจะเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงกับเรา”
หากแต่ผู้เป็นลูกชายยังคิดในแง่ดีอยู่
เขายกยิ้ม “ท่านพ่อไม่ต้องห่วงขอรับ ป่าแห่งนั้นไม่ใช่สถานที่ดีอันใด ข้าได้ยินมาว่ามันไม่มีเส้นทางหวนกลับ นางเป็นเพียงหญิงอ่อนแอ จะมีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างไร? อีกอย่างตอนนี้ข้าส่งคนไปเฝ้าจวนแม่ทัพหลิงอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่พบความเคลื่อนไหวใด ๆ เช่นนั้นท่านพ่อโปรดวางใจได้!”
“หนึ่งหมื่นไม่หวั่น หวาดแต่หนึ่งในหมื่น[2]*!”
“บนโลกใบนี้จะไปมีหนึ่งในหมื่นมากมายเช่นนั้นได้อย่างไรกันขอรับ? หากมีจริง มันจะต้องยืนเคียงข้างเราอยู่แล้ว”
บิดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาลูกชาย “เจ้าลูกคนนี้ ทั้งใจร้อน ทั้งประเมินศัตรูต่ำ ก่อนหน้านี้ที่เจ้าเข้าสอบคัดเลือกขุนนางยังมั่นใจเต็มเปี่ยม สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรเล่า? ไม่ใช่ซ่งชิงซีที่ฉกอันดับหนึ่งไปหรือ?”
“โถ่! ท่านพ่อ! มันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เสียหน่อย! เหตุใดท่านต้องยกมาเอ่ยถึงด้วยเล่า?”
หลิวฮ่าวหมิงอารมณ์เสียทันควัน ตอนนี้เจ้าซ่งชิงซีได้เป็นขุนนางผู้ตรวจการแล้ว ทั้งยังวางท่ายโสโอหัง พวกเจ้าหน้าที่ที่ได้พบเขายังต้องเคารพให้ เห็นทีไรเป็นอันหงุดหงิดเสียแทบบ้า!
คิดไปรังแต่จะไม่สบายใจ เขาลุกขึ้นยืน “เคราะห์ร้ายเสียจริงขอรับ! ข้าไม่พูดแล้ว ขอตัวก่อนดีกว่า”
หลิวหงเหวินมองแผ่นหลังลูกชายก่อนเอ่ยเตือนอีกหน “ข้าได้ยินมาว่าซ่งชิงซีกำลังสืบสวนการตายของขุนนางผู้นั้นอย่างลับ ๆ ช่วงนี้เจ้าระวังให้มาก มีอีกหลายเรื่องที่อาจเกิดความผิดพลาดได้!”
“ขอรับท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก” ว่าจบก็เดินออกไป
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เขาเดินฮัมเพลงก่อนจะพบน้องสาวเดินถือถาดมาพอดี
หลิวหรูเยว่เห็นท่าทางหงุดหงิดใจของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ? ท่านพี่โดนท่านพ่อดุอีกแล้วหรือ?”
หลิวฮ่าวหมิงถูจมูก “ท่านพ่อเป็นคนอารมณ์ร้อนนี่ เจ้าเองก็รู้ว่าไม่ว่าข้าจะทำอันใดเขาก็ไม่พอใจทั้งสิ้น”
“เพราะท่านไม่ได้ตั้งใจหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าเทียบเจ้าไม่ได้หรอก ข้าจิตใจละเอียดอ่อน ไม่แปลกใจที่ท่านพ่อมักจะบอกว่าเราต่างเกิดมาผิดเพศ หากเจ้าเป็นบุรุษ คงสร้างชื่อเสียงให้ครอบครัวไปเสียแล้ว”
หลิวหรูเยว่ขมวดคิ้ว “ท่านพี่เจ้าคะ เหตุใดท่านพูดเรื่องนี้อีกแล้วเล่า? ท่านพ่อไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย”
“ช่างเถิด ๆ ข้าไม่พูดถึงแล้ว” หลิวฮ่าวหมิงโบกปัด “เข้าไประวังด้วยแล้วกัน ตาเฒ่านั่นยังโมโหอยู่! ข้าไปล่ะ”
หญิงสาวเปิดประตูมาเจอบิดากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่
“ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าทำน้ำแกงหวานมาให้ท่านชิมโดยเฉพาะเลยนะเจ้าคะ”
หลิวหงเหวินวางหนังสือลงก่อนเงยหน้าขึ้น เห็นลูกคนนี้ทีไรเขาสบายใจเสียทุกที
แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่บุรุษ
บิดายกน้ำแกงดื่ม รสชาติหวานถึงใจนัก
จากนั้นจึงเอ่ยถามลูกสาว “เมื่อครู่เจ้าพึมพำอันใดกับพี่ชายเจ้าอยู่ข้างนอกกัน?”
“ไม่ได้พูดอันใดกันเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ” หลิวหรูเยว่เดินไปนวดไหล่ให้ “ท่านพ่อ อันที่จริง ท่านพี่เองเก่งมากเลยนะเจ้าคะ เขาอยากได้การยอมรับจากท่านเสมอมา อย่าเข้มงวดกับเขานักเลย”
“เฮ้อ…” หลิวหงเหวินถอนหายใจ “หากพี่ชายเจ้าเอาใจใส่ได้อย่างเจ้าสักครึ่ง ข้าคงสบายใจกว่านี้”
“ท่านพี่เป็นคนใจร้อน ค่อย ๆ เปลี่ยนกันไปเดี๋ยวก็ดีขึ้นเจ้าค่ะ”
“อืม ข้าก็หวังเช่นนั้น” เขาพยักหน้าและเหมือนจะนึกบางสิ่งขึ้นได้ จึงหันมองลูกด้วยความจริงจัง “ใช่ ช่วงนี้เจ้ากับหานอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฝ่ามือนางหยุดกะทันหัน เจ้าของมันขมวดคิ้วแน่น “ไม่เป็นอย่างไรนี่เจ้าคะ?”
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเลือกหานอ๋องจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
“ท่านพ่อ ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“หานอ๋องเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งรัชทายาทที่ดีที่สุดก็จริง แต่เขามีนิสัยเย็นชา พ่อห่วงว่าเขาจะคับข้องใจพวกเราในภายภาคหน้า”
“ท่านพ่อเจ้าคะ ในเมื่อข้าเลือกเขาแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่กลัวทั้งสิ้น”
เพียงนึกถึงรูปลักษณ์อันสง่างามและอ่อนโยนของไป่เย่หาน พลันอดแก้มแดงและใจเต้นแรงไม่ได้
หลิวหงเหวินยังหวังเสมอว่าลูกจะได้แต่งกับสามีในอุดมคติ จึงลูบมือนางเบา ๆ “หากเจ้าอยากเป็นพระชายาของหานอ๋องจริง ๆ พ่อจะช่วยเจ้าเอง”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ! ข้าจัดการเองได้” นางรีบตอบ “ข้าไม่อยากให้พูดอื่นพูดกันว่า เป็นหญิงที่ได้แต่งงานกับเขาเพราะตำแหน่งมหาเสนบดี ข้าเชื่อว่าหานอ๋องจะรู้เช่นกันว่ามีเพียงข้าที่คู่ควรกับเขา”
เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ชื่นชมนางที่สุดคือความทะนงตัวของลูกที่เหมือนกับตนทุกประการ
ถึงกระนั้นในฐานะบิดา เขาได้วางแผนไว้เพื่อช่วยให้ความปรารถนาของลูกเป็นจริง
[1] ปลาหนีชิวเป็นชื่อปลาชนิดหนึ่ง มักจะอยู่ตามแม่น้ำ หนอง บึง ชอบซ่อนตัวอยู่ในดินเลน
[2] ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ดี