ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 324 วันสำคัญเช่นนี้ ท่านลืมได้อย่างไร?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 324 วันสำคัญเช่นนี้ ท่านลืมได้อย่างไร?
บทที่ 324 วันสำคัญเช่นนี้ ท่านลืมได้อย่างไร?
วันต่อมา
แม่เฒ่าซ่งเอ่ยขึ้นหลังจากเรากินข้าวเสร็จ “ใช่แล้ว หลันหลัน ใกล้ถึงวันเกิดเจ้าแล้วนี่”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ!” ซ่งชิงหลันเพิ่งนึกขึ้นได้ “ท่านย่าเจ้าคะ ข้าเกือบลืมไปเสียแล้วหากท่านไม่บอก!”
ช่วงนี้นางยุ่งจนลืมเลือนวันเกิดไปเสียแล้ว
ซ่งซิงเยว่เอ่ยอย่างโกรธเคือง “ท่านแม่ วันสำคัญเช่นนี้ ท่านลืมไปได้อย่างไรเจ้าคะ!”
ผู้เป็นแม่ชื่นใจ หมายจะเอ่ยชมเยว่เยว่น้อยของนางว่า ‘เจ้าช่างรู้ความและเอาใจใส่นัก’
แต่ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “มันเป็นวันสำคัญที่ได้กินเค้กเลยนะ!”
ซ่งชิงหลันอายขึ้นมาในทันใด จำได้ด้วยหรือว่าต้องกินเค้ก?
เอาเถิด เด็กก็คือเด็กอยู่วันยังค่ำ ขอแค่มีอาหารสิ่งใดก็ไม่สำคัญ
ไป๋เย่หานเริ่มสงสัย “เยว่เยว่ เค้กคือสิ่งใดหรือ?”
เขาใช้ชีวิตมาตั้งหลายปี เหตุใดจึงไม่รู้ว่าวันเกิดยังเป็นวันสำคัญที่ต้องกินเค้กด้วย?
เด็กหญิงกระพริบตากลมโต ถามด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ท่านพ่อ ท่านพ่อไม่รู้จักเค้กหรือเจ้าคะ?”
ซ่งซิงเฉินรีบอธิบาย “คือขนมที่ท่านแม่คิดขอรับ เราจะกินเฉพาะวันเกิด ปักเทียน ตามอายุ จากนั้นเจ้าของวันเกิดสามารถขอพรได้สามข้อ”
ซุนอิงหนิงสับสนเหลือทน ตั้งแต่มาถึงเมืองหลวง ไม่สิ ตั้งแต่มาอยู่จวนแม่ทัพและได้รู้จักกับตระกูลซ่ง นางได้พบกับสิ่งแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ
และมันน่าสนใจมาก
ตอนนี้นางเริ่มอยากรู้เกี่ยวกับเค้กบ้างแล้ว ทั้งยังอดสงสัยไม่ได้ “ขอพรกับขนมหรือเจ้าคะ มัน… จะเป็นจริงหรือไม่?”
ปกติถ้าอยากได้เรามักขอกันในวันไหว้พระจันทร์ไม่ใช่หรือ?
ซ่งซิงเยว่ตื่นเต้นขึ้นทันที “จริงเจ้าค่ะท่านน้า! เมื่อปีที่แล้วข้าขอให้ท่านพ่อกลับมาไว ๆ ท่านน้าเห็นท่านพ่อหรือไม่ เขากลับมาทันใดเลยเจ้าค่ะ!”
“นี่มันน่าอัศจรรย์มากไม่ใช่หรือ?” แววตาผู้เป็นอาเต็มไปด้วยความปรารถนา
อยากพูดเหลือเกินว่านางเองอยากลองกับเขาบ้าง นางอดทนรอให้ถึงวันเกิดไม่ไหวแล้ว
หากแต่ไป๋เย่หานขยับเข้าไปกระซิบซ่งชิงหลันพลางยกยิ้ม “พระชายา วันเกิดแต่ละปีเจ้าขออันใดหรือ?”
นางรู้ทันทีว่าเขาอยากฟังคำตอบว่าความปรารถนาของนางกับเยว่เยว่เหมือนกัน
นางจึงขยับเข้าไปใกล้หูของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยอย่างมีลับลมคมใน “หากพูดความปรารถนาที่ขอพรออกมา มันจะไม่เป็นผลนะเจ้าคะ”
นางไม่บอกเขาหรอกว่าสิ่งที่ขออยู่ทุก ๆ ปีคือ ขอให้เงินไหลมาเทมา!
ผู้ชายประสาอันใด จะงานจะเงินไม่รุ่งสักอย่าง!
ไป๋เย่หานกึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “จริงหรือ?”
นางพยักหน้าจริงจัง “จริงสิ!”
อู่เชียนเชียนเฝ้ามองทั้งสองกะหนุงกะหนิงพลันอดไม่ได้ที่จะกลอกตา จากนั้นความคิดอันแสนชาญฉลาดได้ผุดขึ้นในใจ
นางแย้มยิ้ม “หาได้ยากที่ปีนี้ท่านอ๋องจะได้ร่วมฉลองวันเกิดกับพี่ชิงหลันเจ้าคะ เช่นนั้นแล้วท่านไม่ให้ท่านอ๋องทำเค้กวันเกิดเสียเล่า?”
ไป๋เย่หาน “ข้า?”
ซ่งชิงหลัน “เขา?”
ทั้งคู่มีหน้าหน้าแบบเดียวกันคือ ‘ฟังไม่ผิดใช่หรือไม่’ ยามมองไปยังอู่เชียนเชียน
หลิวกุ้ยเสียยังรู้สึกไม่เชื่อเท่าไร “เชียนเชียน เจ้าล้อเล่นอันใดกัน? ฝ่ามือท่านอ๋องมีค่าเพียงนั้น ไว้ใช้ถือกระบี่ฆ่าฟันศัตรู หากเอามาใช้ในการทำอาหารจะเสียของเอาได้”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว เพราะนางไม่เห็นด้วย “ท่านอาสะใภ้ ดูที่ท่านพูดสิ เข้าครัวทำอาหารแล้วมันอย่างไรเล่า? หากไม่มีคนทำอาหาร พวกที่กวัดแกว่งดาบฆ่าฟันกันไม่อดตายกันหมดหรือเจ้าคะ? ผู้ทำอาหารเป็นผู้ที่เก่งกาจไม่ต่างกัน!”
“ถูกต้อง! ถูกต้อง!” อู่เชียนเชียนส่งเสริม “อีกอย่างนะ ขอแค่พี่ชิงหลันมีความสุข ท่านอ๋องยินดีทำทุกอย่างใช่หรือไม่เพคะ?”
ว่าจบก็ขยิบตาให้ชายหนุ่ม
ท่านอ๋องนะท่านอ๋อง ข้าลงทุนพูดถึงขนาดนี้แล้ว ที่เหลือฝากท่านด้วยแล้วกัน
ไป๋เย่หานเข้าใจทันที
“อะแฮ่ม…” เขากระแอมสองครั้งไล่ความเคอะเขิน ก่อนมองซ่งชิงหลันอย่างจริงจัง “พระชายา เจ้าสอนข้าได้หรือไม่?”
“ไป๋เย่หาน ท่านจริงจังหรือ?” นางไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเอากับเขาด้วย
หานอ๋องถามกลับ “ข้าดูไม่จริงจังเพียงนั้นเชียวหรือ? เจ้ามักบอกเสมอว่าข้าเกียจคร้าน ควรเรียนรู้ความสามารถไว้ติดตัวเสียบ้างไม่ใช่หรืออย่างไร”
“เอ่อ…”
เพราะท่าทางนั่นต่างหากที่ทำให้นางแปลกใจ
หากแต่เยว่เยว่ผู้น่ารักปรบมืออย่างปรีดา “ดีเลย! ดีเลย! เยว่เยว่อยากทำเค้กกับท่านพ่อ!”
“อืม เยว่เยว่เก่งมาก” ไป๋เย่หานลูบหัวลูกสาวด้วยความรักใคร่
ส่วนซ่งชิงหลันกลับขมวดคิ้ว รู้สึกเจ็บที่หัวตัวเองเสียอย่างนั้น
นางเหลือบมองคนข้างกาย “ถ้าอย่างนั้น ไป๋เย่หาน การทำเค้กมันไม่ง่ายอย่างที่คิดนะ ไม่เช่นนั้น…” ล้มเลิกดีกว่าหรือไม่?
ไม่ทันเอ่ยจบ ไป๋เย่หานก็ชักหน้าไม่พอใจ “ข้าสามารถยกกระบี่น้ำหนักหลายสิบชั่งได้ กับเครื่องครัวจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ? พระชายา เจ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก!”
และข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าแม่ทัพที่ถือกระบี่ฟาดฟันไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องครัวเป็น
ตลอดช่วงบ่ายมีแต่เสียงหงุดหงิดของซ่งชิงหลันและน้ำเสียงไม่เต็มใจของไป๋เย่หานดังออกมาจากครัว ส่วนสองแฝดดูสนุกสนานกันมาก
“ไป๋เย่หาน! ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้แยกไข่ขาวออกจากไข่แดงน่ะ?”
“ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดไข่ไก่มันไม่ยอมทำให้เลย ตอกทีไรก็แตกเสียทุกที”
“ท่านอย่าใช้แรงมากเกินไปซี่ เหมือนข้าเนี่ย มาดูก่อน”
ซ่งชิงหลันแสดงให้ได้ชม
ไป๋เย่หานมองอย่างตั้งใจและศึกษาไว้อย่างจริงจัง ทว่าเมื่อลงสนามจริงกับไม่เป็นตามคาด
หลังจากที่เขาทำไข่แตกอีกครั้ง ในที่สุดซ่งชิงหลันจำต้องเอ่ยห้ามออกมา “ไป๋เย่หาน ข้าขอร้องท่านล่ะ หยุดเถิด! ท่านทำมันแตกไปเท่าไรแล้ว? มันเปลืองมาก ท่านรู้บ้างหรือไม่?”
ซ่งซิงเยว่อดบ่นบิดาไม่ได้ “ท่านพ่อ เหตุใดท่านโง่งมเช่นนี้เจ้าคะ แค่ตอกไข่เอง ข้าทำเป็นตั้งแต่อายุได้สามขวบเลยนะ”
ไป๋เย่หานยิ้มเขิน “เยว่เยว่ ท่านพ่อยังไม่เก่งนัก ต้องฝึกอีกหน่อยถึงจะดีขึ้นต่างหากเล่า”
ทว่าลูกชายกลับเอ่ยเสียงเย็น “ท่านพ่อ ไข่ไก่หมดแล้วนะขอรับ”
“จริงหรือ?” เขาหันไปมอง และมันไม่เหลือให้เขาฝึกฝนแล้วจริง ๆ
ก่อนหันไปบอกลูกชาย “เฉินเฉิน เจ้ารีบไปซื้อไข่เถิด”
“ไม่ต้องแล้ว!” ซ่งชิงหลันห้ามไว้ ก่อนจะจ้องไปที่เขา “ท่านอ๋อง ไข่พวกนี้ท่านทำทั้งนั้น ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร?”
นางชี้หม้อไข่ที่ไม่สามารถใช้ทำเค้กได้อีกแล้ว
ไป๋เย่หานตอบอย่างเคร่งขรึม “พอดีเลย คืนนี้เราเอามาทำงานเลี้ยงไข่ไก่กันเถิด ข้าว่าเจ้าสามารถเอามาผัด ต้ม ทำน้ำแกง ทอด ทำไข่ม้วน… ข้าผู้นี้จะแสดงความสามารถให้เจ้าเอง!”
หญิงสาวมองด้วยสายตาว่างเปล่า “ขอบคุณท่านเหลือเกินเจ้าค่ะ!”
ว่าจบก็ดึงอีกฝ่ายออกไปข้าง ๆ “เอาเถิดท่านอ๋อง ท่านยืนชมจากตรงนี้เถิด ไม่ต้องร่วมวงด้วยหรอก”
“จะได้อย่างไรกัน? ข้ารับปากไว้แล้วว่าจะทำเค้กให้เจ้า ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปจัดการแป้งแล้วกัน”
เขาหยิบถุงแป้งออกมา
แต่หลังจากแก้มัดออก ผงแป้งกลับคละคลุ้งไปทั่วจนใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว
“ฮ่า ๆ ๆ…”
สามแม่ลูกมองไป๋เย่หานผู้มีสีหน้าลำบากใจ ก่อนหัวเราะซ้ำเติมไม่คิดปราณี