ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 337 คุยเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงครึกครื้นเช่นนี้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 337 คุยเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงครึกครื้นเช่นนี้
บทที่ 337 คุยเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงครึกครื้นเช่นนี้
ถึงครานี้ เสียงใสรื่นหูเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากข้างนอก “พวกท่านกำลังทำอันใดกันหรือเจ้าคะ? เหตุใดครึกครื้นเช่นนี้!”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นอย่างพร้อมเพรียงและเห็นอู่เชียนเชียนและฉูซื่อโม่วกำลังเดินเข้ามา
แม่เฒ่าซ่งรีบทักทายนางด้วยรอยยิ้มทันที “เชียนเชียน ซื่อโม่ว พวกเจ้าทานอาหารเช้าแล้วหรือยัง? รีบเข้ามาเร็วเข้า”
“เจ้าค่ะ!” อู่เชียนเชียนนั่งลงข้าง ๆ ซ่งชิงหลันทันทีจากนั้นนางจึงเอ่ยถามขึ้น “พี่ชิงหลัน พวกท่านกำลังพูดคุยเรื่องอันใดกันอยู่หรือเจ้าคะ?”
ซ่งชิงหลันเหลือบมองซุนอิงหนิงโดยไม่รู้ตัวแล้วกล่าว “อิงหนิงตั้งใจว่าจะกลับเมืองเปี้ยนเจียงไปฝังใต้เท้าซุน พรุ่งนี้นางก็จะออกเดินทางแล้ว”
“เมืองเปี้ยนเจียงอย่างนั้นหรือ?” อู่เชียนเชียนรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที “ข้ายังไม่เคยไปเมืองเปี้ยนเจียงมาก่อน มิเช่นนั้น พวกเรากลับไปด้วยกันกับอิงหนิง เป็นอย่างไร?”
สิ้นคำ ดวงตาของนางเปล่งประกายขึ้นมา มองซ่งชิงหลันด้วยสายตาคาดหวัง
หากจะกล่าวไปแล้ว นับแต่คราวก่อนที่พวกเขาไปยังหมู่บ้านหลิ่วเล่นว่าวกระดาษ ก็เป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวด้วยกัน นางเบื่อจะตายอยู่แล้ว
ซ่งชิงหลันลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง “เอ่อ… นี่…”
ไม่รอให้นางได้เอ่ยปาก ซ่งชิงหนานที่อยู่ด้านข้างกล่าวขึ้นทันที “ดีเลย ข้าคิดว่าไม่เลว”
ทันทีที่คำนี้เอ่ยออกมา ทุกคนนิ่งงันทันที พวกเขาหันไปมองซ่งชิงหนานพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
อย่างไรเสีย ทุกคนต่างรู้ดีว่าความคิดของซ่งชิงหนานทั้งหมดล้วนอยู่กับกองทัพ ทุกวันหากไม่ฝึกฝนวรยุทธ์ ก็อยู่ระหว่างทางไปฝึกฝนวรยุทธ์
ดังนั้น เมื่อเขาเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา แน่นอนว่าทุกคนย่อมรู้สึกแปลกใจ
หลังจากอู่เชียนเชียนตระหนักได้ นางจึงรีบคว้าโอกาสหยอกล้อเขาไว้ทันที แล้วเอ่ย “ศิษย์น้อง ข้าได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่ เจ้าก็อยากไปเที่ยวเช่นกันอย่างนั้นหรือ?”
ซ่งชิงหนานรู้ดีว่าตนบุ่มบ่ามจนปากไวเกินไป
เขาลอบมองซุนอิงหนิง แล้วเอ่ยโดยไม่แม้แต่เปลี่ยนสีหน้า “ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นขอรับ แต่ถึงอย่างไรข้าก็ได้รับปากกับท่านแม่ทัพหลิงแล้วว่าจะปกป้องคุณหนูซุน ถึงแม้คดีของคุณหนูซุนจะจัดการเรียบร้อยแล้ว ทว่าระหว่างทางกลับอาจยังมีอันตราย”
ซ่งชิงหลันพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเอ่ย “อืม สิ่งที่ชิงหนานกล่าวก็มีเหตุผล ถึงแม้มหาเสนาบดีหลิวจะสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ทว่าคนสนิทชิดใกล้เขาอาจโกรธแค้น ตามแก้แค้นก็เป็นได้ มีผู้ใดสักคนคอยปกป้องระหว่างทางย่อมดีกว่า”
ขณะที่นางกล่าวนางก็มองซุนอิงหนิงอย่างลึกล้ำ
ซ่งชิงตงที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน “ซิ่วซิ่วตั้งครรภ์แล้ว ดังนั้นข้าไม่อาจไปกับพวกท่าน หากแต่ข้ามีเรือเร็วลำหนึ่ง ประเดี๋ยวข้าจะไปตระเตรียมให้ พรุ่งนี้จึงส่งพวกท่านไปเมืองเปี้ยนเจียงขอรับ”
ซ่งชิงเป่ยเอ่ยขึ้นมาทันที “ไปเมืองเปี้ยนเจียงทางน้ำรวดเร็วกว่าไปทางบก หากมีเรือเร็ว เช่นนั้นคงใช้เวลาราว ๆ หนึ่งวันครึ่งก็ไปถึงที่นั่นแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดียิ่งเจ้าค่ะ!” ชุนหน่วนมองซุนอิงหนิงอย่างตื่นเต้น “คุณหนูเจ้าคะ เช่นนั้นพวกเราก็จะได้กลับถึงบ้านเร็วกว่าเดิมอีกนะเจ้าคะ”
ซุนอิงหนิงแย้มยิ้มออกมาแล้วพยักหน้า “ขอบคุณพวกท่านมากเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่าทุกคนห่วงใยตนเช่นนี้ นางตื้นตันใจเป็นอย่างมาก และรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาภายในหัวใจ
โดยเฉพาะความห่วงใยของซ่งชิงหนานที่มีต่อนาง มันทำให้หัวใจของนางรู้สึกมีความสุขอย่างไม่อาจพรรณนาออกมาได้
นางลอบชำเลืองมองซ่งชิงหนานแล้วอมยิ้มน้อย ๆ กับตัวเอง
ทันใดนั้น พ่อบ้านหวังก็รีบร้อนเดินเข้ามา
ซ่งชิงหนานเหลือบตามองเขาแล้วเอ่ยถาม “มีอันใด? หวังป้า?”
“ท่านแม่ทัพขอรับ คุณหนูหลิวจากจวนมหาเสนาบดีอยู่ข้างนอกขอรับ นางกล่าวว่าอยากพบใต้เท้าผู้ตรวจการ” ขณะที่กล่าวเขาก็มองซ่งชิงซีอย่างลำบากใจ
ซ่งชิงหนานขมวดคิ้วเล็กน้อย หันกลับไปมองซ่งชิงซีที่อยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ย “ดูเหมือนนางจะมาที่นี่เพราะเรื่องมหาเสนาบดีหลิว”
ซ่งชิงซีพยักหน้า เขาก็คาดว่าเป็นเช่นนั้น
ซ่งชิงหนานกล่าวต่อ “มิเช่นนั้น ให้ข้าช่วยส่งนางกลับไปหรือไม่”
“ไม่จำเป็นขอรับ ท่านพี่สาม” ซ่งชิงซีรั้งเขาไว้ จากนั้นจึงลุกขึ้น “ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย”
สิ้นคำเขาเดินไปยังประตู
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อยมองแผ่นหลังของเขา ทว่านางยังคงรู้สึกกังวลใจ ดังนั้นนางจึงวางตะเกียบลงแล้วเดินตามออกไป
ซุนอิงหนิงที่อยู่ข้าง ๆ อดรู้สึกผิดไม่ได้ อย่างไรเสีย เรื่องนี้ก็มีต้นเหตุมาจากนาง
“พี่ใหญ่ซ่ง ข้าขอโทษ ข้าสร้างความยุ่งยากให้พวกท่านอีกแล้ว”
“ไม่เป็นไร เจ้าสี่จะจัดการเอง เจ้ารีบทานเถิด” ขณะที่เอ่ย ซ่งชิงหนานก็คีบซาลาเปาอีกหนึ่งลูกไปใส่ถ้วยของนาง
ทันทีที่ซ่งชิงซีเดินออกมาจากจวนแม่ทัพ ก็เห็นเรือนร่างงดงามทางด้านหลังในชุดสีเขียวอ่อน
หลิวหรูเยว่ได้ยินเสียงดังจากด้านหลังของนางเช่นกัน เมื่อนางหันกลับมา ก็พบซ่งชิงซีที่แต่งกายด้วยชุดขาวสง่างามเดินออกมา
สีหน้าของนางเยียบเย็นเล็กน้อย เอ่ยเสียงเรียบ “ใต้เท้าซ่ง”
ซ่งชิงซีตอบโดยไม่แม้กระทั่งเปลี่ยนสีหน้า “ในจวนไม่สะดวกต้อนรับ ข้าไม่ขอเชิญคุณหนูหลิวเข้าไปข้างในจวน มีถ้อยคำใดก็กล่าวตรงนี้เถิด”
หลิวหรูเยว่ยิ้มอย่างเยือกเย็น คิดอยู่ภายในใจ ‘ดี ในเมื่อท่านอยากให้ข้าเอ่ยอยู่ตรงนี้ เช่นนั้นก็อย่าได้ตำหนิข้าที่ไม่เกรงใจ’
นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเย็น “ผู้คนล้วนกล่าวว่าใต้เท้าซ่งผู้ตรวจการดูแลหอจดหมายเหตุเป็นขุนนางที่ซื่อตรง เห็นชื่อเสียงเรียงนามและความมั่งคั่งเป็นอุจจาระ[1]* นึกไม่ถึงว่า ล้วนแล้วแต่เป็นการแสร้งทำ เพื่อที่จะได้เลื่อนขั้นและร่ำรวย ท่านกลับทำได้ทุกสิ่งโดยไม่เลือกวิธีการ!”
ซ่งชิงซีขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เอ่ยตอบ “คุณหนูหลิว ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“ถ้อยคำของข้าหมายความว่ากระไร? ใต้เท้าซ่งไม่รู้ดีแก่ใจหรือ? ท่านพ่อข้ากับพี่ชายข้าไม่เคยขุ่นข้องหมองใจกับท่าน เหตุใดท่านต้องใส่ร้ายพวกเขา? หลายปีมานี้ท่านพ่อของข้าทุ่มเทอย่างหนักเพื่อฝ่าบาทเพื่อราชสำนัก ทว่าท่านกลับกล่าวหาว่าเขารับสินบนไม่เคารพกฎหมาย นี่น่าอัปยศอดสูเพียงใด? ท่านพ่อของข้าโมโหเพราะเรื่องนี้จนต้องล้มป่วย! ทั้งยังมีพี่ชายของข้า เขาถูกลดตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะท่าน!”
“คุณหนูหลิว ข้า…”
ก่อนที่ซ่งชิงซีจะได้กล่าวสิ่งใด ทันใดนั้น เสียงอ่อนโยนทว่าทรงพลังพลันดังขึ้นมาจากข้างหลัง
“คุณหนูหลิว สิ่งที่ท่านกล่าวไม่เหมาะสม! หอจดหมายเหตุจัดการคดีมักจะให้ความสำคัญกับหลักฐานที่เป็นจริงเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นคดีที่ฝ่าบาทหยิบยกขึ้นมาด้วยพระองค์เอง เจ้ามาถามผลลัพธ์อยู่ที่นี่ หรือเจ้าเกิดคำถามต่อพระวินิจฉัยของฝ่าบาท?”
ทันทีที่คำนี้กล่าวออกมา ซ่งชิงหลันก็มาหยุดยืนอยู่ด้านข้างซ่งชิงซีพอดี
หลิวหรูเยว่เงยหน้าขึ้นเปรยตามองนาง เมื่อเห็นสีหน้านิ่งสงบเรียบเฉยของนาง นางจึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ตอนนี้ ความโกรธแค้นทั้งเก่าทั้งใหม่ล้วนสุมรวมกันอยู่ในอกของนาง
นางเขม็งตามองซ่งชิงหลันด้วยความแค้น แล้วยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มหยันที่ชั่วร้ายออกมา นางกล่าวต่อ “ฝ่าบาทย่อมปราดเปรื่อง เพียงแต่เกรงว่าจะมีคนจงใจปลอมหลักฐานขึ้นมาใส่ร้ายคนดี ทำให้ฝ่าบาทถูกปิดหูปิดตาต่างหาก”
“ใช่แล้ว! เจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว!” อยู่ ๆ ซ่งชิงหลันก็ปรบมือขึ้นมา แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คนที่เจ้ากล่าวว่าจงใจปลอมแปลงหลักฐานใส่ร้ายคนดี มิใช่ท่านพ่อของเจ้า มหาเสนาบดีหลิวหรือไร?”
“เจ้าพูดจาเหลวไหล! เห็น ๆ อยู่ว่าท่านพ่อของข้าถูกพวกเจ้าทำร้าย!” หลิวหรูเยว่ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกต่อไป เรื่องท่านพ่อและพี่ชายของนาง นางจดบัญชีซ่งชิงหลันไว้แล้ว
[1] อุปมาว่าเป็นของไร้ค่า