ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 342 ช่างตลกร้ายเสียจริง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 342 ช่างตลกร้ายเสียจริง
บทที่ 342 ช่างตลกร้ายเสียจริง
ทันทีที่กล่าวออกไป นายหญิงผู้พิพากษามณฑลก็รู้ทันทีว่าตนพลั้งปากไป จึงหุบปากลงในทันที พร้อมมองไปยังผู้คนที่อยู่บนโต๊ะอาหารอย่างกระอักกระอ่วน สุดท้ายก็เลื่อนสายตามองไปยังสามีตน ใต้เท้าผู้พิพากษามณฑล
ใต้เท้าผู้พิพากษามณฑลถลึงตามองนาง จากนั้นก็เอ่ยด้วยใบหน้านิ่งเรียบ “พ่อของหนิงเอ๋อร์เป็นข้าราชการผู้ซื่อสัตย์มาโดยตลอด สมัยยังมีชีวิต ค่าใช้จ่ายค่าอาหารเสื้อผ้าก็ประหยัดอย่างที่สุด”
กล่าวจบ เขาก็มองซุนอิงหนิงแวบหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงมีนัย “หนิงเอ๋อร์ ที่ท่านป้าของเจ้าจัดการเช่นนี้ ก็ด้วยคิดถึงชื่อเสียงของพ่อเจ้า ตอนนี้กว่าจะพลิกคดีกลับมาได้ พวกเราก็ไม่ควรทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงอีก”
นายหญิงผู้พิพากษามณฑลได้ยินเช่นนั้นก็แววตาเป็นประกาย กล่าวต่อในทันที “ใช่แล้ว หนิงเอ๋อร์ ป้าและลุงล้วนหวังดีต่อเจ้า ทั้งยังมีศพของพ่อเจ้าอีก แต่ท่านลุงของเจ้าต้องพยายามอย่างมากกว่าจะได้กลับคืนมา เรื่องพิธีศพของพ่อเจ้า เจ้าเองก็ไม่ต้องกังวล ป้าจะช่วยเจ้าจัดการอย่างดี อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข”
ช่างเป็นครอบครัวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขเสียจริง!
ฟังแล้วช่างตลกร้าย!
ซ่งชิงหลันมองใบหน้าที่เจ้าเล่ห์ของนาง อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเหยียดหยัน
เห็นได้ชัดว่าซุนอิงหนิงเองก็ไม่สบายใจเช่นกันที่อยู่ ๆ พวกเขาก็เปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นกะทันหัน เพียงตอบกลับไปอย่างเรียบ ๆ ประโยคหนึ่ง “ขอบคุณท่านป้ามากเจ้าค่ะ”
“ไอ้หยา! เจ้าเด็กคนนี้ บอกแล้วว่าเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องพูดขอบคุณด้วยเล่า ห่างเหินเสียจริง!”
อาหารมื้อหนึ่งที่ยังดี ๆ อยู่ กลับถูกท่าทางเสแสร้งเช่นนี้ของนางแสดงออกมา ช่างทำให้คนอาหารไม่ย่อย กินต่อไม่ไหวเสียจริง
ในที่สุดซ่งชิงหลันก็ทนไม่ไหว เอ่ยหยอกล้อพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า “ใต้เท้าผู้พิพากษามณฑลและนายหญิงผู้พิพากษามณฑลเจ้าคะ เพื่อจวนซุนแล้ว พวกท่านช่างพยายามอย่างหนักจริง ๆ!”
คำพูดนี้มีสองความหมาย ใต้เท้าผู้พิพากษามณฑลเหมือนจะฟังออกว่านางมีความหมายแฝง แต่ก็รู้สึกว่าซ่งชิงหลันไม่เหมือนหญิงที่จะฉลาดเพียงนั้น
จึงอดไม่ได้ที่จะมองนางอีกหน่อย และถือโอกาสมองคนอื่น ๆ อีกด้วย
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ก็รู้สึกเพียงว่ารัศมีของไป๋เย่หานนั้นไม่ธรรมดา ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด แต่เพราะไม่ทันระวัง จึงเผลอไปสบตากับไป๋เย่หานเข้า เขาจึงอดไม่ได้ที่จะสั่นด้วยความตระหนกตกใจ
แต่หลังจากคิดดู ตนนั้นเป็นถึงใต้เท้าผู้พิพากษามณฑลผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีเหตุผลจะต้องไปเกรงกลัวพวกเขาที่เป็นเด็กรุ่นหลังไร้ชื่อเสียง จึงอดไม่ได้ที่จะยืดหลังตรงอีกครั้ง วางท่าทางเหนือกว่า และกล่าว “จริงสิ ลืมถามไป ไม่รู้ว่าพวกเจ้าทำอันใดอยู่ในเมืองหลวงหรือ”
เพียงอู่เชียนเชียนได้ยินก็หัวเราะออกมาทันที เริ่มแนะนำอย่างไม่ใส่ใจนัก “ฮ่า ๆ หากพูดออกไปเกรงว่าท่านจะตกใจจนตาย ท่านพี่ชิงหลันเป็น…”
“ข้าเพียงแต่เปิดกิจการเล็ก ๆ อยู่ในเมืองหลวง ไม่มีอันใดพิเศษเจ้าค่ะ” ไม่รอให้นางกล่าวจนจบ ซ่งชิงหลันก็เอ่ยปากขัดจังหวะนาง
อู่เชียนเชียนขมวดคิ้วอย่างสงสัย หากแต่ซ่งชิงหลันกลับมองนางแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย และส่ายหน้าอย่างเงียบ ๆ
อู่เชียนเชียนเงียบปากอย่างเชื่อฟัง
“อ้อ… ที่แท้ก็ทำการค้าขายนี่เอง” ใต้เท้าผู้พิพากษามณฑลยิ้ม ริมฝีปากมีรอยยิ้มหยอกล้อ กล่าวเสียงเบา “ข้าเองก็มีเพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมอยู่ในเมืองหลวงมากมาย ถ้าหากพวกเจ้ามีความต้องการติดสินบนข้าราชการคนไหน ข้าเองก็ช่วยเปิดทางให้พวกเจ้าได้นะ”
เขาเป็นข้าราชการมาหลายปี ไม่ได้เป็นคนหัวแข็งอย่างซุนเหยียนหมิง การสมรู้ร่วมคิดของข้าราชการและพ่อค้านั้นก็พอกระทำมาบ้าง
อีกทั้งยังมีพ่อค้ามากมายในเมืองเปี้ยนเจียงนี้ที่เสนอผลประโยชน์ให้เขา
ซ่งชิงหลันย่อมดูออกถึงความหมายโดยนัยเบื้องหลังรอยยิ้มนี้ หลังจากเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาแล้วก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียน เพียงแต่ตอบกลับอย่างรักษาระยะห่าง “ขอบคุณใต้เท้าผู้พิพากษามณฑลมากเจ้าค่ะ เพียงแต่ว่าข้าทำเพียงการค้าขายอย่างสุจริต ทุกอย่างล้วนทำตามขั้นตอน ไม่มีสิ่งใดต้องติดสินบนให้ทางการมาเปิดทางให้”
ใต้เท้าผู้พิพากษามณฑลเห็นว่านางไม่เอาด้วย สีหน้าก็ไม่สู้ดี สุดท้ายหลังจากที่กินข้าวไปได้ไม่กี่คำ ก็อ้างว่ามีงานต้องไปทำ และจากจวนซุนไป
อาหารมื้อนี้ ทุกคนต่างก็กินกันอย่างจืดชืด
หลังผ่านมื้อเย็นไป ทุกคนต่างก็กลับไปยังห้องของตนเอง
อู่เชียนเชียนที่มีไฟโกรธปะทุในใจ อารมณ์ไม่สงบอีกแล้ว ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ จึงได้ลุกขึ้นแล้วออกจากห้องคิดว่าจะไปเดินเล่นในสวน
คิดไม่ถึงว่านางเพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงพูดคุยเบา ๆ ดังมาจากในห้องด้านหนึ่ง อีกทั้งน้ำเสียงที่ได้ยินยังดูน่าชังทั้งยังคุ้นหูอย่างมากอีกด้วย
ดังนั้นอู่เชียนเชียนจึงหยุดฝีเท้า เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ จากนั้นก็พบว่าที่แท้คนในห้องก็คือนายหญิงผู้พิพากษามณฑลและบุตรสาวของนาง
อู่เชียนเชียนรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที นางรีบย่องเข้าไป หลบอยู่ตรงประตูแล้วแนบหูเข้าไปแล้วฟังอย่างระมัดระวัง
อยู่ ๆ ในตอนนั้นก็มีคนมาจากด้านหลังแล้วตบไหล่ของนางเบา ๆ
อู่เชียนเชียนตกใจมากรีบหันหน้ามา นางกำลังคิดจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นก็ถูกคนผู้นั้นใช้มือปิดปากเอาไว้
ซ่งชิงหลันนำมือมาวางที่ปาก ทำท่าทางให้อีกฝ่ายเงียบ ๆ ขณะเดียวกันก็ส่ายหน้า
อู่เชียนเชียนเข้าใจทันที จึงพยักหน้า จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มแอบฟังต่อ
ในตอนนี้ก็ได้ยินน้ำเสียงอันเบาบางของเด็กสาวดังขึ้นมาจากในห้อง “ท่านแม่ ข้าไม่เข้าใจท่านจริง ๆ เหตุใดเราจะต้องมาค้างที่นี่ด้วย! ที่โถงด้านหน้านั้นยังมีศพคนตายอยู่นะเจ้าคะ! น่าขนลุกเสียจริง!”
“เจ้าเด็กคนนี้ หากจะเล่นละครก็ต้องเล่นให้จบสิ เหตุผลง่าย ๆ แค่นี้เจ้าไม่เข้าใจหรือ”
“ตอนนี้ท่านพี่ก็เป็นเด็กกำพร้าที่ไร้บิดามารดา คนที่ต้องประจบประแจง ก็ควรเป็นนางที่มาประจบประแจงครอบครัวเราจึงจะถูก ท่านอยากจะเอาใบหน้าร้อน ๆ ไปซบกับก้นอันเย็นชาของผู้อื่น[1]* ช่างน่าขายหน้า! เพียงข้าคิดถึงตอนที่กินข้าวกันเมื่อครู่ ท่าทางของท่านพี่ที่ไม่สนใจไยดีนั้น ข้าก็โมโหจนแทบบ้า! นางไม่ใช่คุณหนูใหญ่ของจวนซุนเฉกเช่นเมื่อก่อน มีสิทธิ์อันใดมาทำตัวเหมือนผู้อื่นอยู่ต่ำกว่าตน!”
“เจ้านี่นะ ช่างไม่เข้าใจอันใดเอาเสียเลย! นางยังมีดีให้ทำเหมือนผู้อื่นอยู่ต่ำกว่าตนได้! เจ้าคิดว่าแม่ของเจ้าชอบมองหน้านางนักหรือ ที่แม่ทำเช่นนี้ก็เพราะมีเหตุผลต่างหาก!”
“เหตุผลอันใดกันเจ้าคะ จำเป็นต้องเอาข้าและท่านพี่มาเล่นละครด้วยเลยหรือ”
“เด็กน้อยเอ๋ย ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนท่านน้าของเจ้าต้องโทษรับสินบน ทรัพย์สมบัติของตระกูลทั้งหมดต้องถูกริบเป็นของหลวง อีกทั้งคนที่เกี่ยวข้องกับเขาก็ต้องถูกตรวจค้นและยึดทรัพย์ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ท่านน้าของเจ้าบริสุทธิ์แล้ว เช่นนั้นทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาก็จะตกไปอยู่ในมือลูกพี่ลูกน้องของเจ้า”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไร ต่อให้ท่านน้าบริสุทธิ์ ก็เป็นเพียงผู้ตรวจการเกลือตัวเล็ก ๆ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าสมบัติของเขาจะมีมากกว่าท่านพ่อ”
“เจ้าอย่าได้ดูถูกผู้ตรวจการเกลือเชียว หลายปีมานี้ท่านน้าของเจ้าเก็บหอมรอมริบเงินทองเอาไว้ไม่น้อย อีกอย่าง ญาติผู้พี่ของเจ้าก็เป็นหลานสาวของอดีตแม่ทัพหลิงแห่งเมืองหลวง ตอนนี้ชายแก่ผู้นั้นก็เหลือแต่ญาติผู้พี่ของเจ้าเพียงคนเดียว หากวันหนึ่งเขาตายไป ทรัพย์สมบัติที่เมืองหลวงนั้นก็จะเป็นของญาติผู้พี่ของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ฐานะของพี่สาวเจ้าก็จะสูงส่งยิ่งนัก เราจะต้องควบคุมบ่อเงินบ่อทองเอาไว้ให้ดี ต่อไปจะได้มีความสุขไม่ต้องห่วงอันใดอย่างไรเล่า!”
[1] หมายถึง การทำให้ผู้อื่นพอใจแต่อีกฝ่ายกลับเฉยเมย