ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 348 ไม่อาจหยุดพักแม้เพียงน้อย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 348 ไม่อาจหยุดพักแม้เพียงน้อย
บทที่ 348 ไม่อาจหยุดพักแม้เพียงน้อย
“หาน… หานอ๋อง?” นายหญิงผู้พิพากษามณฑลมีสีหน้าสับสน นางถามอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่ใคร่จะเชื่อ “ท่านหมายถึงหานอ๋องแห่งเมืองหลวงผู้นั้นน่ะหรือเจ้าคะ?”
ถึงแม้พวกเขาจะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทว่ายังพอรู้ข่าวคราวอยู่บ้าง
โดยเฉพาะเรื่องของวีรบุรุษผู้มีวรยุทธ์เลิศล้ำ มีประสบการณ์ชีวิตโชกโชนเป็นพิเศษผู้นี้ พวกเขาเองก็สืบทราบมาไม่น้อย
พวกเขาได้ยินแม้กระทั่งข่าวที่ว่าหานอ๋องผู้นี้จะได้เป็นองค์รัชทายาท แล้วยังคิดหาหนทางที่จะได้สร้างสายสัมพันธ์อันดีงามกับท่านอ๋องผู้นี้อยู่เลย!
นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะได้ไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าเสียแล้ว!
ถึงตอนนี้ ผู้พิพากษามณฑลพลันเกิดความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา อยู่ ๆ ภาพของชายหนุ่มรูปงามทว่าใบหน้ากลับเย็นชาอย่างที่สุดแวบผ่านหัวของเขา เขาถึงได้ตระหนักว่า “ที่แท้คนผู้นั้นก็คือหานอ๋อง! โธ่เอ๋ย! เหตุใดข้าไม่รู้สึกตัวให้เร็วกว่านี้! จบแล้ว… บัดนี้จบสิ้นแล้ว…”
เจ้าเมืองส่ายหัวอย่างอับจนหนทาง “เจ้าเพิ่งรู้หรือ สายไปแล้วล่ะ! พวกเจ้าล่วงเกินหานอ๋อง ทำได้เพียงตายสถานเดียว พวกเจ้ารอคอยความตายอยู่ที่นี่อย่างเชื่อฟังเสียเถิด”
สิ้นคำเขาก็หมุนตัวจากไป
……
เมื่อซุนอิงหนิงพบว่าครอบครัวผู้พิพากษามณฑลต้องการสังหารตน ในคราแรกนางรู้สึกไม่ค่อยอยากเชื่อ ทว่าในท้ายที่สุดนางจึงค่อย ๆ ยอมรับความจริงข้อนี้
ถึงแม้จะเป็นญาติสนิทของตน หากมีผลประโยชน์ด้านเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งอื่นใดล้วนไม่สำคัญแม้แต่น้อย
หลังจากเหตุการณ์ในคราวนี้ ซุนอิงหนิงราวกับได้เติบโตขึ้นไปอีกขั้น
นางไม่เศร้าโศกเสียใจอีกต่อไป ทว่ากลับกลายเป็นเข้าใจเรื่องราวอย่างถ่องแท้ นางกินให้อิ่มหนำพักผ่อนให้เพียงพอ ภายในระยะเวลาเพียงสองวัน ร่างกายของนางค่อย ๆ ฟื้นฟูขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยฝีมือของซ่งชิงหลัน
เพราะนางทราบดีว่ายังมีเรื่องราวอีกมากมายหลายอย่างรอคอยให้นางจัดการ นางจึงไม่อาจหลบหลีกได้อีกต่อไป
หลังจากร่างกายของนางหายดีแล้ว ซุนอิงหนิงจึงเรียกท่านลุงฝูมาหา ให้เขานำโฉนดที่ดินของเรือน สัญญาเช่าที่ดิน และทรัพย์สินทั้งหมดออกมา นางต้องจัดการบัญชีทรัพย์สิน ณ ปัจจุบันของนางให้แล้วเสร็จ
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นจึงมีหลายอย่างที่นางยังไม่เข้าใจ แต่โชคยังดีที่นางมีซ่งชิงหลันผู้ที่ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้อยู่ข้างกาย
แน่นอนว่าซ่งชิงหลันย่อมยินดีช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นซุนอิงหนิงก็เป็นสตรีฉลาดหลักแหลม สามารถเข้าใจเรื่องมากมายได้อย่างง่ายดาย ซ่งชิงหลันใช้เวลาสอนเพียงไม่นาน นางก็เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง ทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งเหล่านี้หากไม่ตรวจดูย่อมไม่รู้ แท้จริงแล้วซุนเหยียนหมิงมีกิจการมากมายเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ เขาทิ้งทรัพย์สินไว้ให้ซุนอิงหนิงจำนวนมหาศาล ถึงแม้ความมั่งคั่งของเขาจะเทียบไม่ได้กับซ่งชิงหลัน ทว่าซุนอิงหนิงก็ได้กลายมาเป็นเศรษฐีนีน้อย ๆ ไปเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้นางจึงพอเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดนายหญิงผู้พิพากษามณฑลและครอบครัวของนางจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะกำจัดครอบครัวซุน
เป็นเพราะครอบครัวซุนมีกิจการใหญ่โต และซุนอิงหนิงยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันเพื่อจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เข้าร่องเข้ารอย ดังนั้นซ่งชิงหลันและคนอื่น ๆ จำต้องอยู่ที่เมืองเปี้ยนเจียงต่ออีกเป็นเวลาสองสามวัน
ซึ่งคนที่มีความสุขที่สุดย่อมหนีไม่พ้นอู่เชียนเชียน
วัน ๆ นางไม่อยู่กับบ้าน เอาแต่ลากฉูซื่อโม่วออกไปเที่ยวเล่น โดยบอกว่าพาฉูซื่อโม่วออกไปหาแรงบันดาลใจในการวาดภาพ อันที่จริงแล้วจุดประสงค์หลักคือออกไปสนองความต้องการในการกินและการซื้อของของตนต่างหาก
เช้าตรู่วันนี้ ไป๋เย่หานกำลังฝึกฝนวรยุทธ์อยู่ในสวน ขณะที่ซ่งชิงหลันนั่งอยู่ในศาลา ในมือถือพู่กันพลางวาดลวดลายออกแบบอย่างจริงจัง
ถึงแม้นางจะไม่อยู่ในเมืองหลวง นางก็ไม่เคยหย่อนยานแม้แต่น้อย ทันทีที่มีแรงบันดาลใจ นางก็จะวาดมันไว้ในทันที การเดินทางมายังเมืองเปี้ยนเจียงครั้งนี้มอบแรงบันดาลใจนางมากมายจริง ๆ ดังนั้นนางจึงวาดแบบขึ้นมานับสิบในคราเดียว
เพียงแต่ อยู่ ๆ อู่เชียนเชียนก็ปรากฏตัว นั่งลงข้าง ๆ นาง
เมื่อเห็นซ่งชิงหลันวาดแบบอีกแล้ว ก็อดบ่นไม่ได้ “พี่ชิงหลัน เหตุใดอยู่ในเมืองหลวงท่านก็วาดภาพ ออกมาที่นี่แล้วก็ยังวาดภาพอยู่อีกเล่าเจ้าคะ? พักผ่อนบ้างไม่ได้หรือ?”
ซ่งชิงหลันง่วนอยู่กับมันพักหนึ่งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองนาง แล้วเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่เข้าใจหรอก ข้าชินแล้วล่ะ หากข้าไม่ได้วาดแม้เพียงหนึ่งวัน ข้าคงรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว เหตุผลเดียวกับเจ้าที่ต้องฝึกวรยุทธ์และซักซ้อมร่างกายทุกเช้านั่นแหละ”
“ข้าฝึกฝนวรยุธ์ก็เพียงหนึ่งถึงสองชั่วยาม แต่ท่านกับยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น! กว่าจะได้ออกมาข้างนอกสักเที่ยวไม่ง่ายดายเลย เหตุใดท่านไม่ออกไปเดินเล่นหน่อยเล่า?”
ในที่สุดนางก็เข้าประเด็นแล้ว
ซ่งชิงหลันวางพู่กันของนางลง มองหน้านางแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ “ว่ามา เจ้าต้องการอันใดแน่?”
“ฮ่าฮ่า… ไม่มีสิ่งใดปิดบังสายตาเฉียบแหลมของพี่ชิงหลันได้จริง ๆ เจ้าค่ะ” อู่เชียนเชียนยิ้มร่าจากนั้นจึงกล่าวต่อไป “วันนี้ตอนที่ข้าออกไปเดินเล่น ข้าได้ยินทุกคนพูดคุยกันว่าที่นี่มีภัตตาคารแห่งหนึ่งเปิดใหม่อาหารที่นั่นอร่อยยิ่งนัก ดังนั้นข้าจึงอยากชวนท่านไปลองชิมดู ฟังดูเป็นเช่นไรเจ้าคะ?”
สิ้นคำนางก็มองซ่งชิงหลันด้วยสายตาคาดหวัง
ซ่งชิงหลันอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เหตุใดเจ้าไม่ขอให้ฉูซื่อโม่วไปกับเจ้าเล่า?”
“โธ่… เจ้าทึ่มคนนั้นแค่พอวาดภาพได้ ทว่าการทานอาหารน่ะเป็นจุดแข็งของท่าน ทุกครั้งที่ไปกับเขา ข้าถามเขาว่าอันนี้เป็นอย่างไร? อันนั้นน่าทานหรือไม่? เขาล้วนแต่บอกว่าดูไม่เลวอยู่ร่ำไป ข้าเบื่อจะตายชัก ดังนั้นกับเรื่องสำคัญอย่างอาหารการกิน ข้ายังคงไปกับท่านดีกว่า จะได้ไม่เสียอารมณ์ อีกอย่างนะเจ้าคะ ท่านมักจะบอกว่าต้องรู้เขารู้เราไม่ใช่หรือ ท่านไปลองชิมอาหารของผู้อื่นดู ยังสามารถนำไปปรับปรุงภัตตาคารอวิ๋นหลายใช่หรือไม่”
ซ่งชิงหลันพยักหน้าแล้วเอ่ย “อืม เจ้ากล่าวได้มีเหตุผล”
ดังนั้นทั้งสองจึงตั้งใจจะออกไปด้วยกัน
หากแต่ไป๋เย่หานหยุดฝึกวรยุทธ์แล้วถามขึ้น “พวกเจ้าจะไปไหนกัน?”
อู่เชียนเชียนแย้มยิ้ม “ข้าและพี่ชิงหลันจะไปทานของอร่อยเจ้าค่ะ”
“อย่างนั้นข้าก็จะไปเช่นกัน” ไป๋เย่หานไม่รอคำตอบรับใด ๆ ตามไปด้วยกันทันที
อู่เชียนเชียนขยิบตาให้ซ่งชิงหลันทันทีพร้อมกับเอ่ยกระเซ้า “พี่ชิงหลัน เหตุใดข้ารู้สึกว่าท่านอ๋องเอาอกเอาใจท่านกว่าเดิมเล่า?”
ซ่งชิงหลันเหลือบมองนางแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าลดเสียงลงหน่อย หากท่านอ๋องได้ยินเข้า ระวังเขาจะให้เจ้าไปฝึกวรยุทธ์กับเขานะ”
เมื่ออู่เชียนเชียนได้ยินดังนั้น นางจึงรีบหุบปากลงทันที
ก่อนหน้านี้นางเห็นไป๋เย่หานให้ซ่งชิงหนานฝึกฝนวรยุทธ์กับตนด้วยตาของนาง ฉากนั้นช่างน่าอนาถเกินกว่าจะทนมองดูได้ วรยุทธ์ของนางด้อยกว่าซ่งชิงหนาน หากนางต้องต่อสู้จริง ๆ นางไม่รู้ว่าตนจะถูกไป๋เย่หานทรมานจนกลายเป็นเช่นไร
เมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็ให้รู้สึกหวาดผวาอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น อู่เชียนเชียนจึงจับมือของซ่งชิงหลัน เดินไปที่ประตูด้วยรอยยิ้ม
แต่ทันทีที่เดินออกมาจากเรือน ก็ชนเข้ากับฉูซื่อโม่วพอดิบพอดี
ฉูซื่อโม่วเห็นทั้งสองคนกำลังจะออกไปเที่ยวด้วยกัน อีกทั้งยังมีไป๋เย่หานตามหลังพวกนางมา เขาจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “เชียนเชียน พวกเจ้ากำลังจะไปที่ใด? เหตุใดไม่เรียกข้าไปด้วย?”
อู่เชียนเชียนกำลังโกรธเขา ดังนั้นนางจึงไม่อยากเสียเวลาคุย
และยังคงเป็นซ่งชิงหลันที่เปิดปากเอ่ย “เชียนเชียนบอกว่าอยากไปทานอาหารที่ภัตตาคารด้วยกัน เจ้า…”
“ข้าก็จะไปเช่นกันขอรับ!” ฉูซื่อโม่วตอบอย่างรวดเร็ว
อู่เชียนเชียนเม้มริมฝีปาก แสร้งทำเป็นไม่ยินดี พึมพาเสียงเบาขึ้นมาหนึ่งประโยค “เจ้าจะไปทำอันใด? ทานแล้วก็ไม่รู้อันใดอยู่ดี เฮอะ…”
ว่าแล้วนางก็เดินออกไป
ทิ้งฉูซื่อโม่วให้ยืนงุนงงอยู่ที่เดิม พร้อมมองซ่งชิงหลันอย่างสับสน แล้วเอ่ยถาม “ท่านพี่ชิงหลัน เชียนเชียนเป็นอันใดไปหรือขอรับ ข้าทำอันใดให้นางโกรธหรือไม่?”