ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 349 รีบตามไปสิ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 349 รีบตามไปสิ
บทที่ 349 รีบตามไปสิ
ซ่งชิงหลันเห็นสีหน้าสับสนของชายหนุ่ม ก็รู้สึกทั้งขันทั้งสงสาร นางมองฉูซื่อโม่วอย่างมีเลศนัย และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดให้นางไม่พอใจหรอก นางเพียงแต่งอนเจ้า เจ้าตามไปง้อนางหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว”
“อ้อ…” ฉูซื่อโม่วพยักหน้าคล้ายเข้าใจแต่จริง ๆ แล้วไม่
เมื่อเห็นเขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น ซ่งชิงหลันพลันร้อนใจขึ้นมา กล่าวอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้อย่างไรดี “เจ้ายังยืนทื่ออยู่ที่นี่อีกหรือ? เหตุใดไม่รีบตามนางไปเล่า!”
“อ้อ! อ้อ! ได้! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
เท่านั้นเองฉูซื่อโม่วจึงไล่ตามหลังอู่เชียนเชียนไปอย่างเชื่องช้า วิ่งไปพลาง ตะโกนไปพลาง “เชียนเชียน! เชียนเชียน! เจ้ารอข้าก่อน…”
ซ่งชิงหลันส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม ในที่สุดนางก็ได้เข้าใจแล้ว เพราะเหตุใดอู่เชียนเชียนถึงได้โมโหนัก
ฉูซื่อโม่วผู้นี้ช่างสมกับเป็นบุรุษจริง ๆ
ถึงตอนนี้ ไป๋เย่หานเดินมาข้าง ๆ ซ่งชิงหลัน “พระชายา เจ้าก็มักจะโกรธข้าอยู่บ่อย ๆ นั่นเป็นอารมณ์โกรธหรือกำลังงอนกันเล่า?”
ซ่งชิงหลันหันมามองเขาทันที “ผู้ใดว่า นั่นข้าโกรธเจ้าจริง ๆ ต่างหาก”
สิ้นคำนางก็เดินไปข้างหน้าทันที ในขณะเดียวกัน นางก็คิดกับตนเอง ความสามารถในการอ้างอิงสถานการณ์จากสถานการณ์หนึ่งไปถึงอีกสถานการณ์หนึ่งของไป๋เย่หานจะเยี่ยมยอดเกินไปเสียแล้ว จะให้เขารู้ตัวไม่ได้
เมื่อรู้สึกว่าไป๋เย่หานไม่ได้ตามมา ซ่งชิงหลันเอ่ยโดยไม่แม้แต่หันกลับไปมอง “หากท่านยังไม่ตามมา ข้าจะโกรธจริง ๆ แล้วนะเจ้าคะ”
“นี่! ข้ามาแล้ว!” ไป๋เย่หานก้าวตามอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มาอยู่ข้างกายซ่งชิงหลัน
ส่วนอู่เชียนเชียนที่เดินอยู่ข้างหน้า จงใจผ่อนฝีเท้าลง ทว่าฉูซื่อโม่วก็ยังตามไม่ทันอีก
นางจึงเบ้ปาก จากนั้นเอ่ยพึมพำกับตนเอง “เจ้าทึ่มผู้นี้! เหตุใดนานเพียงนี้แล้วยังตามมาไม่ทันอีกเล่า! ทำให้ข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว!”
“เชียนเชียน… เชียนเชียน… เจ้ารอข้าด้วย…”
ท้ายที่สุดฉูซื่อโม่วก็วิ่งหอบตามมาอยู่ข้างกายของนาง
อู่เชียนเชียนปรายตามองเขาพร้อมแกล้งทำเป็นโกรธ และกล่าวอย่างโมโห “ดูเจ้าสิ วิ่งไม่กี่ก้าวเจ้าก็หอบเพียงนี้แล้ว ปกติข้าเรียกเจ้าไปฝึกวรยุทธ์กับข้า เจ้าก็ไม่ยินยอม ทุกครั้งที่เจ้าออกมากับข้าเดินได้เพียงไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยแล้ว!”
ฉูซื่อโม่วลนลานเอ่ยขอโทษโดยพลัน “ข้าขอโทษ เชียนเชียน ไม่ใช่ข้าไม่อยาก เพียงแต่เจ้ามักจะฝึกวรยุทธ์ยามเช้า ทว่าข้าก็ต้องหัดเขียนพู่กันในยามเช้าเช่นกัน หากไม่ได้ฝึกเพียงหนึ่งวัน มือก็จะไม่คุ้นเคย…”
“เอาเถิด! เอาเถิด! ข้ารู้แล้ว ในสายตาของเจ้า มีเพียงการวาดภาพเท่านั้นที่สำคัญที่สุด ฮึ!”
อู่เชียนเชียนส่งเสียง ‘ฮึ!’ ออกมาแล้วเดินจากไปในทันที
ฉูซื่อโม่วรีบไล่ตามนางไปอีกครั้ง “เชียนเชียน เจ้าช้าลงหน่อย เจ้ารอข้าด้วย…”
คราวนี้ มีเสียงตะโกนขึ้นมาไม่ไกลนัก “ถังหูลู่![1]* ถังหูลู่! ถังหูลู่เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ… เข้ามาดูเถิดเจ้าค่ะ…”
ทันทีที่ฉูซื่อโม่วได้ยินเสียงนั้น เขาพลันมีพลังฮึกเหิมขึ้นมา วิ่งไปข้างหน้าสองสามก้าวรวดเดียวไปจับมือของอู่เชียนเชียน แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เชียนเชียน เจ้าอย่าได้โกรธไปเลย ทางนั้นมีถังหูลู่ที่เจ้าชอบขาย ข้าซื้อให้เจ้าดีหรือไม่?”
“ฮึ! เช่นนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย! ไปเถิด พวกเราไปด้วยกัน”
ทั้งสองคนเดินไปยังที่ที่ขายถังหูลู่ด้วยกัน
เห็นแค่เพียงหญิงชราผู้หนึ่งถือไม้ที่เต็มไปด้วยถังหูลู่ลูกกลมสีแดงสดใส ดึงดูดใจเป็นอย่างมาก
ครั้นแล้วก็มีชายหนุ่มในชุดขาวผู้หนึ่งเดินมาหาหญิงชราที่ขายถังหูลู่แล้วเอ่ย “ท่านยาย ข้าขอถังหูลู่สักสองสามไม้”
หญิงชรายิ้มน้อย ๆ แล้วพยักหน้า “ได้เลย”
ขณะที่เอ่ยสายตาของนางจับจ้องอยู่ข้างหน้าโดยไม่ขยับเขยื้อน มือเหี่ยวย่นข้างหนึ่งคลำไปทางไม้ที่ใช้เสียบถังหูลู่อย่างคล่องแคล่ว หยิบถังหู่ลู่ออกมาจำนวนหนึ่ง ส่งให้ชายหนุ่มตรงหน้านาง
ที่แท้หญิงชราที่ขายถังหูลู่ผู้นี้เป็นคนตาบอดผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นจึงรับเอาถังหูลู่ด้วยสองมือของเขา “ขอบคุณท่านยาย”
ชายหนุ่มในชุดขาวกำลังจะหมุนตัวจากไป ทว่าทันใดนั้น อันธพาลเจ้าถิ่นหลายคนพลันเดินเข้ามา
“เฮ้ย! ยายเฒ่า เอาถังหูลู่มาให้พวกเราคนละไม้ซิ!”
หญิงชราเอียงหูนางมาเล็กน้อย เพื่อฟังว่าพวกเขามากันกี่คน จากนั้นนางจึงดึงถังหูลู่จำนวนหนึ่งออกมาจากแกนไม้
อันธพาลน้อยเจ้าถิ่นเหล่านั้นนำเงินให้ ก่อนที่จะจากไปพวกเขาสบตากันแล้วหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย จากนั้นทุกคนจึงล้วนหยิบถังหู่ลู่เพิ่มคนละไม้สองไม้ แล้วทำท่าจะเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มในชุดขาวก็ขวางพวกเขาเอาไว้ “รอเดี๋ยว! อย่าพึ่งไป!”
อันธพาลพวกนั้นหันหน้ากลับมา มองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้าพวกเขา อดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะออกมา “เจ้าเป็นผู้ใด?”
ชายหนุ่มชุดขาวทั้งไม่ถ่อมตนหรือหยิ่งยโส กล่าวออกมาอย่างฉะฉาน “เจ้าไม่ต้องสนว่าข้าเป็นผู้ใด! พวกเจ้านำถังหูลู่ไปเกินและยังไม่จ่ายเงินให้ท่านยาย รีบนำเงินมาเดี๋ยวนี้!”
หัวหน้าอันธพาลกลุ่มนั้นขมวดคิ้วด้วยความโกรธ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เจ้าหนุ่มหน้าขาว ข้าแนะนำเจ้าว่าอย่าได้มาสนใจเรื่องของผู้อื่นจะดีกว่า นี่จะไม่ดีต่อเจ้าหรอก!”
ชายหนุ่มในชุดขาวยิ้มบาง ๆ “เช่นนั้นบังเอิญแล้วจริง ๆ ผ่านทางพานพบความอยุติธรรม ย่อมต้องชักกระบี่ออกมาช่วยเหลือ หากวันนี้พวกเจ้าไม่นำเงินที่ควรนำออกมาให้ท่านยาย เช่นนั้นเรื่องนี้ข้าย่อมต้องเข้ามาจัดการเสียแล้ว”
อันธพาลอีกคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความฉุนจัด “เจ้าบอกว่าพวกข้าไม่ให้เงิน ผู้ใดเห็นเล่า? ยายเฒ่า เจ้าเห็นพวกเราเหล่าพี่น้องเอาถังหูลู่ของเจ้าเพิ่มหรือไม่? ห๊ะ?”
ขณะที่กล่าวยังตะคอกใส่หญิงชราผู้นั้นอีกสองสามครั้ง
หญิงชรารีบถอยหลังสองสามก้าวด้วยความหวาดกลัว
ชายหนุ่มชุดขาวโมโหยิ่งกว่าเดิม ทั้งที่รู้ว่าท่านยายผู้นี้ตาบอด พวกเขากลับยังเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ออกมา นี่มันเกินไปแล้วจริง ๆ
“พวกเจ้าเพียงแค่เถียงข้าง ๆ คู ๆ เท่านั้น! จะรังแกคนเกินไปแล้ว!”
“เจ้าหนุ่มหน้าขาว ข้าแนะนำเจ้าให้เจ้าดื่มสุราคารวะไม่ชอบ กลับชอบสุราลงทัณฑ์เสียได้[2]*! ไม่เช่นนั้น ก็อย่าได้หาว่าพวกข้าไม่เกรงใจเจ้า!”
“เอาเลย! ข้าก็อยากจะเห็นนัก พวกเจ้าจะไม่เกรงใจข้าได้สักเท่าไหร่กันเชียว?”
ทันทีที่กล่าวคำนั้นออกมา ชายหนุ่มในชุดขาวพลันดึงกระบี่อ่อนเล่มหนึ่งออกมาจากเอว
อันธพาลพวกนั้นก็โกรธแล้วเช่นกัน ตะโกนขึ้นมาโดยไม่แม้แต่ลังเล “ดี! วันนี้จะให้เจ้าได้รู้ว่าพวกเราพี่น้องร้ายกาจเพียงใด! พี่น้องทั้งหลาย! ลุย!”
หลังจากนั้น ชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือดกับอันธพาลกลุ่มนั้น
ทันใดนั้น เรือนร่างสีชมพูร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามา เข้าร่วมการต่อสู้ ช่วยชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นจัดการกับอันธพาล
ฉูซื่อโม่วหันหน้ากลับมาก็พบว่าอู่เชียนเชียนที่อยู่ข้างเขาหายไปเสียแล้ว ในตอนนั้นเองเขาจึงได้ตระหนักว่าร่างสีชมพูที่เข้าไปผสมโรงในการต่อสู้นั้น ก็คือนาง!
เขาตะโกนขึ้นอย่างร้อนรน “เชียนเชียน… เจ้าระวังตัวด้วย!”
ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานอยู่ข้างหลัง เมื่อพวกเขาเห็นกลุ่มคนข้างหน้าจากไกล ๆ พลันเกิดลางสังหรณ์เลวร้ายขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน จึงอดเป็นกังวลไม่ได้ “เหตุใดข้างหน้าจึงมีการต่อสู้เล่า? คงไม่ใช่เชียนเชียนก่อเรื่องอีกแล้วกระมัง? ไป๋เย่หาน พวกเรารีบไปดูกันเถิด”
สิ้นคำนางก็ดึงไป๋เย่หานสาวเท้าตรงไปข้างหน้า
[1] ถังหูลู่ เป็นของทานเล่นที่ทำจากผลไม้เคลือบน้ำตาลชนิดหนึ่ง แต่เดิมนิยมใช้ผลซานจาสองลูกนำมาเสียบไม้เคลือบน้ำตาล
[2] หมายถึง พูดดีไม่ฟัง ชอบให้ใช้กำลังบังคับ