ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 350 แม่นางโปรดไว้ชีวิต
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 350 แม่นางโปรดไว้ชีวิต
บทที่ 350 แม่นางโปรดไว้ชีวิต
เมื่อทั้งสองคนตามมาทัน พวกเขาก็เห็นร่างสีชมพูของอู่เชียนเชียนที่กำลังต่อยตีอันธพาลสองสามคนอย่างห้าวหาญ
ซ่งชิงหลันนิ่งงันไปชั่วครู่ จากนั้นจึงรีบถามฉูซื่อโม่วที่อยู่ด้านข้าง “ซื่อโม่ว เกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
ฉูซื่อโม่วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้งภายในไม่กี่คำ
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นท่านยายผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าอับจนหนทาง
นางจึงปรี่เข้าไปหา ทันใดนั้นเอง พลันเห็นอันธพาลผู้หนึ่งที่ถูกอู่เชียนเชียนต่อยปลิวออกมากำลังจะล้มลงบนร่างของซ่งชิงหลัน
ดวงตาของไป๋เย่หานหรี่ลง เขารีบพุ่งออกไปปกป้องซ่งชิงหลันไว้ในอ้อมแขนของตน ขณะเดียวกันเขาก็ดันฝ่ามือออกไปเล็กน้อย ส่งผลให้อันธพาลคนนั้นลอยออกไปล้มลงบนพื้นทันที และกระอักเลือดออกมาเต็มปาก
เขามองคนรักในอ้อมแขนของตนแล้วเอ่ยถาม “เจ้าเป็นอันใดหรือไม่?”
ซ่งชิงหลันส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าไม่เป็นไร”
สิ้นคำ นางก็เดินไปข้าง ๆ ท่านยาย กุมมือสั่นเทาของนางเอาไว้ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านยาย ไม่ต้องกลัวแล้วเจ้าค่ะ”
อันธพาลเหล่านั้นล้วนแต่มีวรยุทธ์ระดับแมวสามขา[1]* อู่เชียนเชียนและชายหนุ่มในชุดขาวผู้นั้นร่วมมืออย่างรู้ใจกัน ราวกับเป็นสหายเก่าแก่ที่รู้จักกันมาอย่างเนิ่นนาน ใช้เวลาไม่นานพวกอันธพาลทั้งหมดก็ล้มระเนระนาดลงบนพื้น
หลังจากออกกำลังไปหนึ่งรอบ อู่เชียนเชียนก็หน้าแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย นางมองชายหนุ่มในชุดขาวผู้นั้นด้วยสีหน้าตื่นตาตื่นใจ รู้สึกประหนึ่งพบคนรู้ใจที่หาได้ยาก และเอ่ยขึ้นอย่างมีความสุข “เจ้าดูรักสะอาดเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าวรยุทธ์ไม่เลวเลย!”
ชายหนุ่มชุดขาวยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย และเผยรอยยิ้มละมุนละไมออกมา เอ่ยขึ้น “เช่นกันขอรับ”
ในตอนนี้เอง อันธพาลเจ้าถิ่นเหล่านั้นสุดท้ายจึงตระหนักได้ว่าตนเจอเข้ากับผู้มีฝีมือเสียแล้ว จึงทำท่าแอบจะหนีไป
หากแต่หางตาของอู่เชียนเชียนมองเห็นเล่ห์กลของพวกเขาในทันที นางก้าวออกไปข้างหน้า เหยียบลงไปบนอกของหัวหน้าอันธพาลเหล่านั้น
“อ๊าก!” อันธพาลคนนั้นร้องตะโกนเสียงหลง ขอความเมตตาอย่างน่าสงสาร “โธ่ แม่นางคนดี ไว้ชีวิตข้าเถิด ได้โปรดเมตตาข้าด้วยเถิด!”
“ฮึ! หากเจ้ารักชีวิต เช่นนั้นก็รีบนำเงินของท่านยายออกมาเสีย” ขณะที่เอ่ยอู่เชียนเชียนก็ข่มขู่เขาโดยการขยี้เท้าของนางอีกครั้ง
“ให้! ให้! ข้าจะให้เงินขอรับ!”
จากนั้นเขาจึงรีบนำเงินสองสามตำลึงเงินออกมาจากถุงเงิน แล้วยื่นให้อู่เชียนเชียนทันที
อู่เชียนเชียนรับเงินนั้นมา เตะเขาหนึ่งทีด้วยความสะใจ แล้วเอ่ย “เอาเถิด! พวกเจ้ารีบไสหัวไปได้แล้ว!”
เมื่ออันธพาลเจ้าถิ่นเหล่านั้นได้ยินเช่นนี้ ก็รีบวิ่งลุกลี้ลุกลนจากไป
อู่เชียนเชียนมาหาท่านยายพร้อมกับเงินแล้วเอ่ย “ท่านยาย นี่คือเงินของท่านเจ้าค่ะ”
หญิงชราส่ายศีรษะ “ถังหูลู่เพียงไม่กี่ไม้นั้น ราคาไม่แพงถึงเพียงนี้หรอก”
ซ่งชิงหลันรีบโน้มน้าวใจนาง “ท่านยาย ท่านรับไว้เถิด คนเหล่านั้นเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก เงินเหล่านี้ถือเสียว่าเป็นบทเรียนให้พวกเขา”
“นั่นสิ! นี่ยังน้อยไปสำหรับพวกเขาด้วยซ้ำ!” อู่เชียนเชียนเอ่ยพลางยัดเงินนั้นใส่มือของหญิงชรา
หญิงชราผู้นั้นหัวเราะฮ่าฮ่าขึ้นมา “ได้ ๆ วันนี้คนแก่เช่นข้าได้พบผู้ใจบุญเข้าเสียแล้ว ขอบคุณแม่นางทั้งสองผู้นี้ที่ช่วยข้า เอ? ท่านนั้น…”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ อู่เชียนเชียนจึงเงยหน้าขึ้นเช่นกัน เท่านั้นเองจึงตระหนักได้ว่าชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นไม่รู้ว่าจากไปตั้งแต่ตอนไหนแล้ว?
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อจากคำพูดของหญิงชรา “คุณชายผู้นั้นไปแล้ว”
ฉูซื่อโม่วที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินความผิดหวังจากน้ำเสียงของนาง ก็ราวกับสัมผัสได้ถึงกระดิ่งเตือนภัย
หญิงชราอ้าปากราวกับจะกล่าวบางอย่าง จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “เพื่อเป็นการขอบคุณ ข้ายายเฒ่าคนนี้ขอเลี้ยงถังหูลู่พวกท่าน”
ท้ายที่สุด เมื่อช่วยท่านยายไว้ได้แล้ว ซ่งชิงหลันและอู่เชียนเชียนก็รับถังหูลู่จำนวนหนึ่งไว้แล้วจากมา
แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องจ่ายเงิน
อู่เชียนเชียนเดินไปพลางกัดถังหูลู่ในมือไปด้วย สีหน้าปรากฏความพึงพอใจขึ้นมา เอ่ยขึ้น “อื้ม ถังหูลู่นี้หวานและอร่อยจริง ๆ เจ้าค่ะ!”
ขณะที่เอ่ยนางพลันนึกถึงชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นอีกครั้ง อยู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี “ชายชุดขาวผู้นั้นดูอ่อนแอเปราะบางราวกับบัณฑิต นึกไม่ถึงว่าวรยุทธ์จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่ไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามเขาเอาไว้ สหายเช่นนี้ ควรทำความรู้จักเสียหน่อย”
ฉูซื่อโม่วฟังคำพูดของนาง พลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาภายในใจ เขารู้สึกว่าคำพูดของอู่เชียนเชียนมีบางอย่างแอบแฝง
นางมักจะกล่าวอยู่เนือง ๆ ว่าตนเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอผู้หนึ่ง หากได้เรียนรู้วรยุทธ์บ้างก็คงจะดี
บัดนี้ ตรงหน้านางมีคนแบบเดียวกับที่นางเฝ้าคิดถึงปรากฏตัวออกมาแล้วจริง ๆ
ฉูซื่อโม่วจึงอดรู้สึกหึงหวงขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเพิ่งพบกับเขาเข้าโดยบังเอิญก็เอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ออกมาแล้ว ไม่สงวนท่าทีแม้แต่น้อยเลยหรือ”
อู่เชียนเชียนเริ่มไม่พอใจแล้ว “เฮอะ! ฉูซื่อโม่ว เจ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างไร แต่หมายความตรงตามที่พูด”
“แล้วหมายความตรงตามที่พูดนั่นมันหมายความว่าอย่างไรเล่า?”
เมื่อเห็นคนทั้งสองกำลังจะทะเลาะกัน ซ่งชิงหลันไม่อาจทำให้ฝ่ายใดพึงใจได้
ในเวลาเช่นนี้ไป๋เย่หานจำต้องลงมือ
ดวงตาของเขามืดครึ้มลง พลันเปิดปากขึ้นมา “พวกเจ้าทะเลาะกันพอแล้วหรือยัง?”
ภายใต้รัศมีทรงอำนาจของไป๋เย่หาน อู่เชียนเชียนและฉูซื่อโม่วพลันเงียบปากลงอย่างเชื่อฟัง
ซ่งชิงหลันเห็นเวลาเหมาะ ๆ พอดี จึงเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่ว่าวันนี้เราจะมาลิ้มรสชาติอาหารหรอกหรือ? เชียนเชียน ภัตตาคารที่เจ้าเอ่ยถึงอยู่ที่ใดเล่า?”
“โอ๊ะ! ใช่แล้ว! ข้าลืมกิจของเราไปได้อย่างไรกัน”
อู่เชียนเชียนตบหน้าผากตนเองหนึ่งทีแล้วนึกขึ้นได้ จึงชี้ออกไปไม่ไกลนัก “อยู่ตรงนั้นเจ้าค่ะ พวกเรารีบไปที่นั่นเร็วเข้า”
ภัตตาคารที่อู่เชียนเชียนกล่าวถึง ชื่อเหม่ยเว่ยกวน
ขนาดของภัตตาคารแห่งนี้ไม่เล็กนัก อีกทั้งยังเป็นถึงอาคารขนาดสองชั้นย่อม ๆ
ถึงตอนนี้ มีผู้คนออกันเต็มหน้าหน้าประตูร้านเหม่ยเว่ยกวนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ดูคึกคักมีชีวิตชีวาไม่น้อย
อู่เชียนเชียนพลันรู้สึกสงสัยขึ้นมา “สวรรค์ เหตุใดจึงได้มีคนมากมายเพียงนี้?”
“เข้าไปดูข้างในก็รู้แล้ว” ซ่งชิงหลันก็สงสัยเช่นกัน ว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่
ดังนั้นพวกเขาจึงเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชน
จากการสอบถามผู้คนที่ดูความครื้นเครงอยู่รอบ ๆ สองสามคำ ซ่งชิงหลันจึงได้รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
ที่แท้นายท่านของร้านเหม่ยเว่ยกวนแห่งนี้ได้จัดการแข่งขันขึ้น ต้องการจะหาจ้าวแห่งการกินบะหมี่ได้เร็วที่สุดออกมาหนึ่งคน
อย่างที่ชื่อนั้นบอก ลูกค้าที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ผู้ใดสามารถทานบะหมี่ร้อนที่ทำออกมาอย่างสดใหม่หนึ่งถ้วยได้เร็วที่สุด ผู้นั้นก็จะได้รับสมญานามว่าเป็นจ้าวแห่งการกินบะหมี่ที่เร็วที่สุด
ลูกค้าผู้ที่ได้รับสมญานามนี้ จะได้ทานอาหารอันโอชะเต็มโต๊ะในร้านเหม่ยเว่ยกวนโดยไม่ต้องจ่ายเงิน
ซ่งชิงหลันได้ยินเช่นนี้ พลันหัวเราะขึ้นมาอย่างมีเลศนัย
รูปแบบของการแข่งขันนี้ไม่เลว สามารถดึงดูดความสงสัยและจิตวิญญาณของนักสู้ได้ในคราเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตัดสินจากฉากนี้แล้ว การประชาสัมพันธ์ระลอกนี้ได้รับผลตอบรับดีเป็นอย่างมาก มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาโดยพลัน
ดูเหมือนนางจะได้พบผู้เชี่ยวชาญทางการค้าเล็ก ๆ แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าอาหารนั้นเป็นอย่างไร
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด นายท่านร้านเหม่ยเว่ยกวนก็ถือระฆังไว้ในมือหนึ่ง จากนั้นใช้อีกมือเหวี่ยงไม้ตีลงไป “เอาล่ะ ทุกคนจับตามองให้ดี รอบสุดท้ายของการแข่งขันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ผู้ใดจะเป็นจ้าวแห่งการกินบะหมี่เร็วที่สุดของร้านเหม่ยเว่ยกวนของพวกเรากันนะ! มา! นำบะหมี่ร้อนมา!”
[1] แมวสามขา อุปมาเทียบกับ คนที่มีความสามารถเพียงเล็กน้อย