ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 361 ไม่เคยพบโรคประหลาดเช่นนี้มาก่อน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 361 ไม่เคยพบโรคประหลาดเช่นนี้มาก่อน
บทที่ 361 ไม่เคยพบโรคประหลาดเช่นนี้มาก่อน
ทุกคนเองก็ตามไปอย่างเคร่งเครียดทันที
แต่อยู่ ๆ ซุนอิงหนิงก็จับชุนหน่วนเอาไว้ และออกคำสั่งอย่างกระวนกระวาย “ชุนหน่วน เจ้ารีบไปตามท่านหมอไปที่จวนเร็วเข้า!”
ชุนหน่วนเองก็คิดเอาไว้แล้ว จึงพยักหน้าจากนั้นก็วิ่งออกไปหาท่านหมอโดยพลัน
หลังจากกลับถึงจวนซุน ไป๋เย่หานก็เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดให้ซ่งชิงหลันทันที
ในตอนนี้ ชุนหน่วนเองก็พาหมอมาถึงแล้ว
หมอใช้มือจับชีพจร จากนั้นก็มองดวงตาของซ่งชิงหลันอย่างเป็นกังวล ต่อด้วยใช้นิ้วมือวางตรงจมูกของนาง
หลังจากรู้สึกได้ถึงลมหายใจอ่อน ๆ ท่านหมอก็ตกใจอย่างมาก เขารีบส่ายหน้า
ซ่งชิงหนานสีหน้าสงสัย จึงรีบเอ่ยถาม “ท่านหมอ ท่านพี่ข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“แปลกนัก! ช่างเป็นเรื่องแปลกเสียจริง!” ท่านหมอส่ายหัวด้วยสีหน้าจนปัญญา “ข้านั้นเป็นหมอมาหลายปี ไม่เคยพบโรคประหลาดเช่นนี้มาก่อน แม่นางผู้นี้ดูแล้วเหมือนจะป่วยเพราะจมน้ำ แต่ก็เอาน้ำออกไปหมดแล้ว แต่กลับยังหมดสติไม่ฟื้น บนร่างก็ไม่มีบาดแผลอื่นใด อีกทั้งลมหายใจของแม่นางในตอนนี้ก็อ่อนมาก ข้าเองก็ไม่รู้ว่าควรจะรักษาอย่างไรแล้วขอรับ!”
อู่เชียนเชียนที่อยู่ข้าง ๆ ร้อนรนขึ้นมาทันที และกล่าวอย่างกระวนกระวาย “ท่านเป็นหมอได้อย่างไรกัน รักษาโรค ช่วยคน ก็เป็นเรื่องที่ท่านควรทำไม่ใช่หรือ เหตุใดท่านจึงรักษาไม่ได้เล่า ท่านยังมีหน้ามาบอกว่าตนเป็นหมออีกหรือ”
กล่าวจบ อู่เชียนเชียนก็เดินหน้าไปอย่างโมโห
ซุนอิงหนิงเห็นเช่นนั้นก็ดึงตัวนางไว้ทันที พร้อมทั้งเกลี้ยกล่อมเบา ๆ “เชียนเชียน อย่าทำเช่นนี้เลย…”
หมอท่านนั้นเห็นรัศมีที่น่ากลัวของนางก็ตกใจจนอยู่ไม่สุข รีบมองซุนอิงหนิงแล้วกล่าว “คุณหนูซุน ข้านั้นไม่มีความสามารถจริง ๆ พวกท่านเชิญผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นมาจะดีกว่า แต่ข้านั้นก็ขอพูดตามตรง ข้าเกรงว่าแม่นางคนนี้จะก้าวขาเข้าสู่ปรโลกไปข้างหนึ่งแล้วขอรับ”
เมื่อกล่าวเช่นนั้นออกไป มันก็ทำให้ไป๋เย่หานที่อยู่ข้าง ๆ โมโหขึ้นมาอย่างเก็บไว้ไม่อยู่
ไม่มีผู้ใดเห็นได้ชัดว่าเขาเดินมาอยู่ตรงหน้าในชั่วพริบตาได้อย่างไร
เห็นเพียงว่ามือหนึ่งของเขาจับคอเสื้อของท่านหมอเอาไว้ ด้วยดวงตาสีแดงก่ำ และกล่าวเสียงเย็น “หากเจ้าพูดอีกครั้ง เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทำให้เจ้า…”
ท่านหมอผู้นั้นถูกรัศมีอันแข็งแกร่งของไป๋เย่หานทำให้ตื่นตระหนกเสียจนตัวสั่น เขาดูออกว่าชายตรงหน้านี้คิดจะสังหารตน แต่เขาเพียงแค่มาดูอาการป่วย เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า
หากแต่ทันใดนั้น ซ่งชิงหนานเดินหน้าเข้ามาทัน เขาจับมือของไป๋เย่หานเอาไว้แล้วเอ่ยเบา ๆ “ท่านพี่เขย อย่าทำให้ท่านหมอลำบากใจเลยขอรับ หากท่านพี่รู้คงจะไม่พอใจ…”
เพียงประโยคเดียวนั้นกลับทำให้ไฟโกรธที่ลุกโชนของไป๋เย่หานมอดดับไปเล็กน้อย เขาปล่อยมือที่จับท่านหมอออกทันที
ซ่งชิงหนานเห็นเช่นนั้นก็รีบส่งสายตาไปให้ชุนหน่วนที่ตกใจกลัว “ชุนหน่วน ส่งท่านหมอกลับไป”
“เอ๋ เจ้าค่ะ… เจ้าค่ะ…” ชุนหน่วนใช้เวลาพักหนึ่งจึงได้สติกลับมา เดินมาตรงหน้าท่านหมอแล้วกล่าวเบา ๆ “ท่านหมอ เชิญด้านนี้เจ้าค่ะ”
ท่านหมอจัดแจงเสื้อผ้า เดินตามชุนหน่วนออกไป พึมพำเบา ๆ ประโยคหนึ่ง “โธ่เอ๋ย ข้าก็เป็นเพียงหมอที่ดูอาการป่วย เหตุใดการรักษาจะต้องเอาชีวิตกันด้วย ช่างน่ากลัว… น่ากลัวจริง ๆ…”
ชุนหน่วนยิ้มอย่างรู้สึกผิด “ท่านหมอ ขอโทษนะเจ้าค่ะ แต่ท่านรีบไปเถิด…”
ในตอนนั้น บรรยากาศในห้องก็ราวกับว่าหนักอึ้งขึ้นมา เหมือนพวกเขาจะปริแตกและระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ
ไป๋เย่หานจับมือซ่งชิงหลันเอาไว้ มองใบหน้าซีดเซียวที่กำลังหลับใหลของนาง รู้สึกราวกับว่านางจะจากเขาไปได้ทุกเมื่อ ชายหนุ่มกระวนกระวายใจ หวาดกลัว จนปัญญา และไร้สิ้นหนทาง มันช่างอึดอัดยิ่งนัก
“ซ่งชิงหลัน เจ้ารีบฟื้นขึ้นมาสิ! ข้าขอสั่งให้เจ้ารีบฟื้นขึ้นมา!”
คนที่อยู่รอบ ๆ เห็นภาพนี้ ในใจก็ทั้งหวาดกลัวและโศกเศร้า
อู่เชียนเชียนที่ตาแดงก่ำ มองซ่งชิงหนานแล้วกล่าว “ศิษย์น้อง เราจะทำอย่างไรดี ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี พี่ชิงหลันนาง…”
“เช่นนั้น… เราไปเชิญหมออีกหลายคนมาดูดีหรือไม่” ซุนอิงหนิงเอ่ยปากแนะนำในทันที
ซ่งชิงหนานครุ่นคิด ตอนนี้ก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้ว ลองดูก็ไม่เสียหายอันใด ยิ่งมีหนทางมากก็ยิ่งมีหวัง
เขากำลังจะพยักหน้าตอบรับ หากแต่ทันใดนั้นก็มีเสียงคมชัดดังขึ้น “ข้าลองช่วยท่านพี่ชิงหลันดูได้นะขอรับ”
ทุกคนมองไปตามเสียง ก็เห็นว่าที่มุมห้องมีชายชุดขาวยืนอยู่
พวกเขาไม่รู้เลย กู่ต้าหู่ได้ตามพวกเขากลับมายังจวนซุนด้วย ถึงขนาดที่ยืนอยู่ตรงนี้มานานแล้ว
อู่เชียนเชียนกะพริบตาปริบ ๆ เดินเข้าไปพร้อมใบหน้าสงสัย และเอ่ยถาม “กู่ต้าหู่ เจ้ามาตั้งแต่ตอนไหนกัน”
“ข้าก็ตามพวกท่านมาโดยไม่ได้รับเชิญน่ะสิขอรับ”
ซ่งชิงหนานเองก็เดินหน้าไป ขมวดคิ้วมองเด็กหนุ่มรูปงามตรงหน้า “เจ้ามีทักษะการแพทย์หรือ”
กู่ต้าหู่ยิ้ม “ก็รู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตอนข้ายังเด็ก ข้าเรียนรู้วิชาการแพทย์ยามที่ติดตามนักบวชยาอยู่สองสามปีขอรับ”
เพียงชื่อนักบวชยาถูกเอ่ยออกมา ทุกคนก็ล้วนตะลึงไป
นักบวชยาเป็นหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วยุทธภพ เขาพเนจรไปทั่วไม่แน่นอน มักจะทำตัวเป็นเทพมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง[1] นิสัยเองก็แปลกประหลาด คนที่สามารถหาเขาพบและขอร้องให้รักษาได้นั้นมีไม่มาก เขาเองก็ไม่ได้ช่วยไปเสียทุกคน เพราะจะช่วยผู้ใดล้วนใช้ความรู้สึก
ดังนั้นหากสิ่งที่กู่ต้าหู่กล่าวมาเป็นความจริง หากนักบวชยาเป็นอาจารย์ของเขาจริง เช่นนั้นก็จะเก่งกาจเกินไปเสียแล้ว
อู่เชียนเชียนยังคงมองกู่ต้าหู่อย่างสงสัย “เจ้าพูดจริงหรือ เจ้าเป็นศิษย์ของนักบวชยาจริงหรือ”
กู่ต้าหู่ขมวดคิ้ว และกล่าวตอบอย่างมั่นใจ “ย่อมเป็นเรื่องจริงอยู่แล้ว ข้าจะโกหกได้อย่างไร”
แม้จะได้รู้จักกับกู่ต้าหู่ไม่นาน แต่ซ่งชิงหนานเองก็ดูออกว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่คนเลว คุ้มค่าพอให้เชื่อใจ
ดังนั้นเขาจึงหันหน้าไปมองไป๋เย่หาน และเอ่ยถาม “ท่านพี่เขย ท่านคิดเห็นอย่างไรขอรับ”
ไป๋เย่หานต้องมองซ่งชิงหลันที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงอย่างเศร้าหมอง สำหรับเขาแล้ว ขอแค่ให้นางฟื้นขึ้นมาได้ จะเป็นเรื่องใดเขาก็เต็มใจทำ
เขาพยักหน้าแล้วกล่าว “ได้”
กล่าวจบเขาก็ยืนขึ้นแล้วขยับที่ให้กู่ต้าหู่
กู่ต้าหู่เดินหน้าไปทันที เขายื่นนิ้วมือเรียวขาวสองนิ้ววางลงไปตรงข้อมือของซ่งชิงหลัน จับชีพจรเพื่อตรวจสอบอาการ
ท่าทางจริงจังเช่นนั้นไม่เหมือนกับท่าทางของเขาในยามปกติเท่าไรนัก
กู่ต้าหู่หยิบเอากระเป๋าเข็มออกมาจากอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม คลี่มันออกมาเบา ๆ เผยให้เห็นเข็มเป็นแถวที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างใน
กระเป๋าเข็มใบนี้ดูแล้วจะซับซ้อนกว่าของซ่งชิงหลันสักหน่อย
“สวรรค์! เข็มมากมายเพียงนี้ คุณชายกู่พกติดตัวทั้งวัน ไม่กลัวว่าจะถูกแทงเอาหรือ” ชุนหน่วนเบิกตากว้างอ้าปากค้าง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
นางมองกู่ต้าหู่หยิบเอาเข็มเล่มหนึ่งที่หนาที่สุดและธรรมดาที่สุดออกมา จากนั้นก็หาจุดลมปราณบนหัวของซ่งชิงหลัน ปักเข็มเข้าไปอย่างนุ่มนวลในคราวเดียว
อู่เชียนเชียนเองก็เห็นซ่งชิงหลันฝังเข็มมาหลายครั้ง เห็นท่าทางเช่นนี้ของกู่ต้าหู่ก็ดูคล้ายคลึงกันอย่างมาก จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างชื่นชม “เขาเองก็มีความสามารถอยู่นะเนี่ย”
หลังจากฝังเข็มเสร็จ กู่ต้าหู่ก็มีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดขึ้นมาบนหน้าผาก
ไป๋เย่หานรีบเอ่ยถาม “น้องกู่ เป็นอย่างไรบ้าง”
[1] หมายถึงผู้ที่ทำตัวลึกลับไม่เปิดเผย