ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 368 เป็นเขาไปได้อย่างไร?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 368 เป็นเขาไปได้อย่างไร?
บทที่ 368 เป็นเขาไปได้อย่างไร?
หึ เป็นหลิวหรูเยว่ที่เล่นลูกไม้ลับหลังจริง ๆ
นี่เป็นสิ่งที่นางรอคอยมาโดยตลอด
ซ่งชิงหลันแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ต้องรบกวนคุณหนูหลิวแสดงหลักฐานที่ท่านตรวจสอบออกมาเถิด”
ด้วยเหตุผลบางประการ ไป๋เย่หานรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาโดยพลัน เขาคว้ามือของซ่งชิงหลันมากุม อ้าปากราวกับต้องการเอ่ยบางสิ่ง
หากแต่ซ่งชิงหลันส่งสายตามั่นใจให้เขา
อย่างไรเสีย นางก็มั่นใจถึงสิบส่วนว่าซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่เป็นบุตรธิดาของนางกับไป๋เย่หาน
และในเมื่อนางแน่ใจแล้ว นางไม่เชื่อว่าหลิวหรูเยว่จะยังสามารถงัดลูกไม้อันใดออกมาได้อีก!
หลิวหรูเยว่มีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นมา นางหันศีรษะไปมองจิ่งกวงเยี่ย
“แค่ก…” จิ่งกวงเยี่ยไออยู่ในลำคอ เขาลืมตาขึ้นมาหันไปมองซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ด้วยสายตาล้ำลึก
จำต้องกล่าวว่าเขาชอบเด็กสองคนนี้มาก เด็กสองคนนี้ทำให้เขาได้รู้จักกับความสุขจากครอบครัวที่แท้จริง สิ่งที่เขาไม่ต้องการให้เกิดที่สุดก็คือ พวกเขาไม่ใช่หลานที่แท้จริง
สุดท้ายแล้วดวงตาของเขาก็เคลื่อนไปหยุดลงที่ซ่งชิงหลัน “แม่นางซ่ง เรานับถือเจ้าจากใจจริง เพียงแต่…”
สายโลหิตแห่งราชวงศ์ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ต้องทำให้เรื่องนี้กระจ่าง
ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าซ่งชิงหลันตัวตรงไม่หวั่นเงาเฉเฉียง นี่ถือเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเช่นกัน ข้าย่อมหวังว่าภายภาคหน้าเฉินเฉินและเยว่เยว่จะไม่ถูกสงสัยอีกเพคะ”
จิ่งกวงเยี่ยอดมองนางด้วยความชื่นชมไม่ได้ สตรีเช่นนี้ไม่มีผู้ใดเหมือนจริง ๆ
เขาพยักหน้าตะโกนไปทางประตู “นำคนเข้ามา”
จากนั้น ประตูจึงค่อย ๆ เปิดออก มีคนสองคนเดินเข้ามา
เป็นเพราะอยู่ในทิศทางย้อนแสง ซ่งชิงหลันจึงมองไม่ชัดว่าสองคนนี้เป็นผู้ใด เมื่อพวกเขาทั้งสองเข้ามาใกล้แล้วถึงพบว่าเป็นเจี่ยงชุ่ยเหลียนและบุตรชายของนางไป๋เย่เฮย!
เจี่ยงชุ่ยเหลียนในตอนนี้ราวกับเป็นท่านยายหลิวเข้าชมสวนต้ากวน[1]* อย่างไรอย่างนั้น ขณะที่เดินเข้ามา นางก็เหลียวมองไปรอบ ๆ พระราชวังที่โอ่อ่าแห่งนี้ แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่รู้ตัว
ถึงอย่างไร สำหรับคนทั่วไปเช่นพวกเขา การได้ก้าวเข้ามายังพระราชวังสักครั้งในชีวิต นั่นก็น่าเหลือเชื่อมากพอแล้ว เพียงพอให้พวกเขาคุยโวโอ้อวดไปได้ชั่วชีวิตแล้ว
เจี่ยงชุ่ยเหลียนและไป๋เย่เฮยก้าวมาถึงเบื้องหน้า คุกเข่าลงเสียงดัง ‘ฟึ่บ!’ โดยพร้อมเพรียงกัน น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยเนื่องด้วยความตื่นตระหนก “ถวายบังคมฝ่าบาท! ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี!”
จิ่งกวงเยี่ยปรายตามองคนสองคนที่อยู่บนพื้นอย่างเหนื่อยหน่าย ทว่าไม่กล่าวสิ่งใดออกมา พวกเขาจึงทำได้เพียงคุกเข่าอยู่อย่างนั้น
ทันทีที่ไป๋เย่หานเห็นพวกเขาทั้งสองคน ใบหน้าของเขาพลันถมึงทึงขึ้นมา สีหน้าไม่น่าดูชมทั้งยังน่าหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ข้าเคยกล่าวแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่อนุญาตให้พวกเจ้าเหยียบย่างเข้ามาในเมืองหลวงอีก ผู้ใดมอบความอนุญาตเช่นนี้ให้พวกเจ้า?”
“เอ่อ… นี่…” เจี่ยงชุ่ยเหลียนหวาดกลัวเสียจนเหงื่อแตกพลั่ก นางเงยหน้าขึ้นมองหลิวหรูเยว่ที่อยู่ข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
ไป๋เย่เฮยที่ไม่รู้ว่าไปนำความกล้ามาจากที่ใด ภายในใจเขามีไฟแห่งความโกรธแค้นอยู่เป็นทุนเดิม จึงเปิดปากขึ้น “ท่านอ๋อง พวกเรามาอยู่ที่นี่ก็เพื่อท่าน ท่านกล่าวเช่นนี้กับพวกเราได้อย่างไรกัน?”
สิ้นคำ เขาพลันแสยะยิ้ม ราวกับค้าขายได้กำไรงามแม้จะซื้อมาในราคาถูกอย่างไรอย่างนั้น
หากแต่สีหน้าของหลิวหรูเยว่เยียบเย็นลงโดยพลัน นางตะคอกเขา “สามหาว! ฝ่าบาททรงประทับอยู่ที่นี่! เป็นสถานที่ที่เจ้าพูดจาส่งเดชได้หรือ?”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนรีบห้ามปรามไป๋เย่เฮย ถลึงตามองเขา แล้วเอ่ยกระซิบแผ่วเบา “เจ้าหุบปากเสีย! รนหาที่ตายหรือ?”
อยู่เบื้องหน้าพระพักตร์พระโอรสสวรรค์แท้ ๆ แต่เขาทำเรื่องเช่นนี้ออกมา นั่นเท่ากับว่าเป็นการดูหมิ่นองค์จักรพรรดินี่ถึงขั้นตัดหัวได้เชียว!
ไป๋เย่เฮยรู้เช่นกันว่าเขากระทำการบุ่มบ่ามเกินไป เขาจึงเม้มริมฝีปาก หุบปากลงอย่างว่าง่าย ทั้งยังเหลือบมองฝ่าบาท เพียงรัศมีของเขามันกลับกล้าแกร่งยิ่งนัก ชายหนุ่มจึงไม่กล้ามองพระพักตร์พระองค์โดยตรง ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาลงอย่างเจียมตัว
ครานี้ พระสนมเฉินเหลียวมองจิ่งกวงเยี่ย ทั้งเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาท ในเมื่อครอบครัวของพวกเขาเคยดูแลหานอ๋องมาก่อน คราวนี้ปล่อยพวกเขาไปสักครั้งดีหรือไม่เพคะ?”
จิ่งกวงเยี่ยเม้มริมฝีปาก หรี่ดวงตาลงเล็กน้อย และเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น “ช่างเถิด ว่ามา เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
เขาย่อมไม่เก็บคนไร้ความสำคัญสองคนนี้มาใส่ใจ เพียงแค่อยากทราบความจริงของเรื่องนี้โดยเร็วเท่านั้น
เมื่อเจี่ยงชุ่ยเหลียนได้ยินคำนี้ นางจึงพยักหน้าซ้ำ ๆ “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ไว้ชีวิตเพคะ!”
สิ้นคำนางหันหน้ากลับไปมองซ่งชิงหลัน แล้วกล่าว “อันที่จริง ข้าสงสัยที่มาของเด็กสองคนนี้มาเนิ่นนาน ในตอนนั้น ซ่งชิงหลันแต่งเข้ามามาในครอบครัวเราไม่ถึงหนึ่งเดือน ท่านอ๋องก็ไปเข้าร่วมกองทัพ ต่อมานางก็ตั้งครรภ์ ยามนั้นข้ายังคิดสงสัยอยู่ภายในใจ เหตุใดนางจึงตั้งครรภ์รวดเร็วถึงเพียงนี้? ต่อมาเมื่อถึงเวลาคลอด ข้าลองคำนวณดูจึงรู้ว่าที่แท้เดือนไม่ถูกต้องเพคะ”
เอ่ยจบนางพลันเลิกคิ้วมองซ่งชิงหลัน พร้อมเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา
สิ่งที่เจี่ยงชุ่ยเหลียนกล่าวออกมานั้นถูกต้อง ในตอนนั้นซ่งชิงหลันตั้งครรภ์แฝด อีกทั้งเนื่องด้วยสภาพร่างกายของนาง เด็กจึงคลอดล่าช้าเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้
ซ่งชิงหลันนึกไม่ถึงว่านางจะสร้างเรื่องวุ่นวายขึ้นมาเพราะเหตุนี้
พระสนมเฉินได้ยินดังนั้น นางก็ไม่อาจนั่งอยู่กับที่ได้อีก “เช่นนั้นเด็กคนนี้เป็นบุตรผู้ใด?”
“พระสนมโปรดอย่าทรงกังวล เพียงฟังหญิงชราผู้นี้เล่าเพคะ” เจี่ยงชุ่ยเหลียนเผยรอยยิ้มประจบสอพลอพระสนม จากนั้นนางจึงกล่าวต่อ “หลังจากตอนนั้นที่ข้าเริ่มสงสัย เด็กก็คลอดออกมาเสียแล้ว ข้าจึงขับไล่พวกนางสามมารดาบุตรออกจากครอบครัวไป๋ ถึงแม้ครอบครัวไป๋ของเราจะไม่ใช่ตระกูลผู้มั่งมีอันใด ทว่าก็ไม่อาจกล้ำกลืนฝืนทนกับเรื่องพรรค์นี้ได้!”
เมื่อเห็นนางกล่าวอย่างภาคภูมิใจในตนเองเพียงนี้ สีหน้าของไป๋เย่หานเย็นเยียบลงเรื่อย ๆ
เมื่อตอนที่พระชายาเพิ่งคลอดบุตรพวกเขาย่อมพอจะระลึกได้บ้างว่าร่างกายของนางอ่อนแอเพียงใด อีกทั้งยังเป็นฤดูกาลที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและเกร็ดหิมะ ก็ถูกขับไล่ออกไปเช่นนี้ ณ เวลานั้นนางจะอับจนหนทางเพียงใด…….
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของเขาพลันบีบรัดขึ้นมา เขาหวังเหลือเกินว่าตนจะสามารถฆ่าคนชั่วช้าเช่นนี้ด้วยฝ่ามือของตนประเดี๋ยวนั้น
ซ่งชิงหลันที่อยู่ข้าง ๆ รับรู้ได้ถึงไฟโกรธของเขา นางจึงเอื้อมมือออกไปกุมมือของไป๋เย่หานไว้ ลูบมือของเขาเบา ๆ
ไป๋เย่หานหันหน้ามามองนาง สายตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวด
ซ่งชิงหลันยิ้มออกมา แล้วกระซิบเบา ๆ “ข้าไม่เป็นไร”
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสอง
พระสนมเฉินทนรอไม่ไหวจึงถามเจี่ยงชุ่ยเหลียน “ต่อมาเล่า? เจ้ารู้หรือไม่ ชายชู้เป็นผู้ใด?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซ่งชิงหลันอดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้
เรื่องนี้ยังไม่ถูกตัดสิน เหตุใดจึงมีชายชู้โผล่มาแล้วเล่า
เจี่ยงชุ่ยเหลียนยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิม จึงกล่าวต่อ “คราวแรกข้าก็ไม่รู้เช่นกันเพคะ ข้าขับไล่พวกเขาออกจากบ้าน ก็เพื่อที่จะล่อชายชู้ผู้นี้ออกมา และเป็นดังคาด ทันทีที่ซ่งชิงหลันและลูกของนางกลับไปยังตระกูลซ่ง ชายชู้จึงเริ่มเคลื่อนไหว”
“เป็นผู้ใด?” จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้ว เอ่ยถามเสียงเย็น น้ำเสียงของเขาเปี่ยมล้นด้วยความน่าเกรงขามอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เจี่ยงชุ่ยเหลียนสั่นเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยตอบอย่างจริงจัง “ก็คือหัวหน้าคนเฝ้าประตูเมืองคนก่อน อู่ต้าหย่งเพคะ”
ทันทีที่คำนี้กล่าวออกมา ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมาจากฟ้า ทุกคนล้วนตะลึงงัน
จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าของเขาเผยสีหน้าไม่เชื่อออกมา และพึมพำเบา ๆ “จะเป็นเขาไปได้อย่างไร?”
[1] ท่านยายหลิวเข้าชมสวนต้ากวน เป็นอุปมาใช้กับคนที่ไม่เคยเห็นโลก มาเห็นโลกที่แปลกใหม่ อีกทั้งยังสามารถใช้เย้ยหยันคนที่สายตาคับแคบไม่สนใจสิ่งใด