ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 378 เยว่เอ๋อร์เหตุใดเจ้าเลอะเลือนถึงเพียงนี้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 378 เยว่เอ๋อร์เหตุใดเจ้าเลอะเลือนถึงเพียงนี้
บทที่ 378 เยว่เอ๋อร์เหตุใดเจ้าเลอะเลือนถึงเพียงนี้
ภายในจวนมหาเสนาบดี
นับตั้งแต่หลิวหรูเยว่กลับมา มันก็ไม่หลงเหลือความสงบสุขอีกต่อไปแล้ว
เสียงประหลาดใจของมหาเสนาบดีหลิวหงเหวินดังออกมาจากห้องตำรา เขามองบุตรชายด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “ว่าอย่างไรนะ? หมิงเอ๋อร์ เจ้าพูดเรื่องจริงหรือ?”
หลิวฮ่าวหมิงหน้านิ่วคิ้วขมวด เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ท่านพ่อ เรื่องนี้เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเยว่เอ๋อร์ ข้าจะนำเรื่องเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร? ถึงแม้ทั้งลี่อ๋องและเยว่เอ๋อร์จะไม่เอ่ยอย่างชัดเจน ทว่า เมื่อข้าเห็นสภาพของพวกเขาก็มั่นใจได้ถึงเก้าในสิบส่วนแล้ว!”
“นี่…” หลิวหงเหวินทุบโต๊ะอย่างโกรธเกรี้ยว “เหตุใดเยว่เอ๋อร์ถึงได้เลอะเลือนเช่นนี้?”
“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าเรื่องนี้มีจุดน่าสงสัย ข้าเห็นท่าทีของนาง นางเหมือนมิได้ยินยอมพร้อมใจ เกรงว่าจะถูกลี่อ๋องบังคับข่มเหง! ทั่วทั้งเมืองหลวงผู้ใดบ้างไม่รู้เรื่องกิตติศัพท์ความมักมากของเขา? เยว่เอ๋อร์ของพวกเราถูกผู้อื่นฉกชิงความบริสุทธิ์ไปนะขอรับ!”
หลิวหงเหวินได้ยินเช่นนี้ก็สงบลงทันที
เมื่อลองตรึกตรองดูแล้ว ก็คิดว่าคำพูดของบุตรชายมีเค้าความจริง
เขาครุ่นคริดอยู่ชั่วครู่และเอ่ยขึ้นอย่างสุขุม “เราต้องหาว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไรแน่เสียก่อน เร็วเข้า! ไปเรียกชิงเถามา!”
ไม่นานนัก ชิงเถาก็ถูกพ่อบ้านลากตัวมาที่ห้องตำราและโยนลงกับพื้น
ตอนนี้ชิงเถารู้เรื่องที่หลิวหรูเยว่ถูกลี่อ๋องทำให้แปดเปื้อนแล้ว นางตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ทันทีที่เข้ามาในห้องตำรา นางก็คุกเข่าร้องขอความเมตตาทันที “นายท่าน! นายน้อย! ได้โปรดไว้ชีวิตข้า! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าจริง ๆ ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?”
นางพูดพลางร้องห่มร้องไห้ออกมา
หลิวฮ่าวหมิงขมวดคิ้วอย่างหมดความอดทน เขาก้าวออกมาถีบตัวนางหนึ่งที ก่อนจะตะคอกด้วยความโมโห “อย่าเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย รีบอธิบายมาประเดี๋ยวนี้ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? เหตุใดวันนี้คุณหนูของเจ้าจึงไปที่สถานที่เช่นเรือนพุดตาน?”
ชิงเถารีบลุกขึ้นจากพื้นทันที นางตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เป็น… เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ… วันนี้เด็กรับใช้คนหนึ่งจากจวนหานอ๋องมาถ่ายทอดคำพูดให้คุณหนูว่า… สลักลึกอยู่ภายในใจ เรือนพุดตาน ไม่เจอไม่กลับ ดังนั้นคุณหนูจึงไปยังเรือนพุดตาน คุณหนูคิดว่าจะพบท่านหานอ๋องที่นั่น ทว่าไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด จึงกลายมาเป็นท่านลี่อ๋องไปได้เจ้าค่ะ”
หลิวหงเหวินจับจุดสำคัญได้ในทันที เขาถามขึ้นทันควัน “เจ้าบอกว่าผู้ที่มาถ่ายทอดคำพูดเป็นเด็กรับใช้ของจวนหานอ๋องอย่างนั้นหรือ? เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่ามองไม่ผิด?”
“แน่ใจเจ้าค่ะ! ข้าแน่ใจถึงสิบส่วน!” ชิงเถาพยักหน้ารัว ๆ รีบกล่าวต่อไป “เด็กรับใช้ผู้นั้นสวมเครื่องแต่งกายของข้ารับใช้จวนหานอ๋อง อีกทั้งก่อนหน้านี้ข้าก็เคยเห็นเขาอยู่สองสามครั้ง เป็นคนจากจวนหานอ๋องแน่นอนเจ้าค่ะ”
หลิวฮ่าวหมิงขมวดคิ้วมุ่นสบตากับผู้เป็นบิดา เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ เหตุใดเรื่องนี้จึงซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือท่านหานอ๋อง?”
“เป็นไปไม่ได้” มหาเสนาบดีส่ายหน้า ดวงตาของเขาเยือกเย็น “เท่าที่ข้ารู้จักท่านหานอ๋อง เขาไม่ใช่คนที่จะเล่นลูกไม้พรรค์นี้ ว่ากันตามตรง ข้าคิดว่านี่ดูเหมือนฝีมือท่านลี่อ๋องเสียมากกว่า”
“ว่าอย่างไรนะ? ท่านลี่อ๋อง? นี่… นี่ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ขอรับ?” หลิวฮ่าวหมิงตกตะลึง
หลิวหงเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “อันที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ลี่อ๋องเคยมาพบข้า กล่าวว่าเขาอยากแต่งน้องสาวของเจ้าไปเป็นชายารอง ข้ารู้ว่าเขาอยากจะให้เราสนับสนุนเขา จึงคิดหาข้ออ้างปฏิเสธไป”
“เหตุใดลี่อ๋องจึงทำเช่นนี้? เพียงเพราะพวกเราไม่อยู่ฝ่ายเขาอย่างนั้นหรือ ถึงทำลายความบริสุทธิ์ของเยว่เอ๋อร์? นี่จะไร้เหตุผลเกินไปแล้ว! ท่านพ่อ เยว่เอ๋อร์เป็นแก้วตาดวงใจของข้า พวกเราต้องทวงความยุติธรรมให้นางนะขอรับ!” หลิวฮ่าวหมิงร้อนอกร้อนใจขึ้นมาทันที
เมื่อหลิวหงเหวินเห็นบุตรชายเดือดพล่านราวกับแมลงวันไร้หัว เขาก็ยิ่งโมโหมากขึ้น ตะคอกออกมาเสียงดัง “เจ้านี่นะ! ทำสิ่งใดก็สะเพร่าไปเสียหมด เช่นนี้ยากที่จะกระทำการใหญ่ได้สำเร็จ! ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นไปแล้ว พวกเราต้องปรึกษากันให้ดีก่อนจึงจะใช้ได้!”
ทันใดนั้นเอง ประตูของห้องตำราก็ถูกเปิดออกจากข้างนอก ‘ปัง!’
หลิวหงเหวินและหลิวฮ่าวหมิงมองออกไปทันที ปรากฏว่าเป็นหลิวหรูเยว่ที่บัดนี้มีสภาพราวกับผีผมยาวเปียกยืนอยู่หน้าประตู บุรุษสองคนถึงกับตกใจกลัวจนนิ่งไปแม้จะเป็นยามกลางวันแสก ๆ
ชิงเถาผู้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเป็นคนแรกที่รู้สึกตัว นางร้องเรียกเสียงสั่น “คุณ… คุณหนู?”
หลิวฮ่าวหมิงก็ได้สติแล้วเช่นกัน เขาก้าวออกไปข้างหน้า ดึงน้องสาวเข้ามาในห้องตำรา เอ่ยถามขึ้นทันที “เยว่เอ๋อร์ เจ้ามาได้อย่างไร?”
หลิวหรูเยว่นิ่งราวกับเป็นหุ่นอย่างไรอย่างนั้น นางปล่อยให้หลิวฮ่าวหมิงดึงมือตนเองไป
ประหนึ่งเป็นศพเดินได้ศพหนึ่ง นางยกเปลือกตาขึ้น มองบิดาด้วยสีหน้าเฉยชา “ท่านพ่อ ท่านคิดจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรเจ้าคะ?”
“นั่นสิ! ท่านพ่อ ท่านคิดจะทำอย่างไร?” หลิวฮ่าวหมิงเอ่ยถามอย่างกระชั้นชิดเช่นกัน
“เอ่อ… เรื่องนี้…”
หลิวฮ่าวหมิงเห็นเขายังไม่อาจสรุปได้ จึงเอ่ยเสนอแนะ “ท่านพ่อ พวกเรารายงานฝ่าบาท ให้ฝ่าบาททรงวินิจฉัยเรื่องนี้ให้เราเถิด!”
หลิวหงเหวินปรายตามองบุตรชายอย่างไม่สบอารมณ์แล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าโง่หรือไร? ลี่อ๋องเป็นพระราชโอรสในฝ่าบาท เจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะเชื่อเรามากกว่าพระราชโอรสงั้นหรือ?”
ได้ยินถึงตรงนี้ หลิวหรูเยว่กระจ่างแจ้งทันที
นางยิ้มออกมาอย่างเย็นชา เอ่ยเสียงแผ่ว “ถ้าอย่างนั้น ท่านพ่อหมายความว่า เรื่องนี้จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นหรือ?”
“มิใช่ เยว่เอ๋อร์… เจ้าฟังพ่อ…”
ก่อนที่หลิวหงเหวินจะกล่าวจบ พ่อบ้านก็กระวีกระวาดเข้ามาก่อน
เขาหยุดพูดทันที จากนั้นจึงหันไปมองพ่อบ้านแล้วเอ่ย “มีเรื่องอันใด?”
คนถูกถามคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมแล้วตอบ “นายท่าน พระราชวังส่งข่าวมา กล่าวว่าฝ่าบาทต้องการให้ท่านไปเข้าเฝ้าโดยด่วนขอรับ”
หลิวหงเหวินตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงโบกมือ “ได้ ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปเสีย”
หลิวฮ่าวหมิงรีบก้าวออกมาข้างหน้าทันที เขาเอ่ยอย่างกระวนกระวายใจ “ท่านพ่อ หรือว่าฝ่าบาทรู้เรื่องนี้แล้วขอรับ? ไม่เช่นนั้น ข้าเข้าวังพร้อมกันกับท่านสักเที่ยวดีหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้อง เจ้าต้องอยู่ที่จวนดูแลเยว่เอ๋อร์” หลิวหงเหวินส่ายหน้า จากนั้นก็ออกจากห้องตำรา เขาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดขุนนางแล้วเข้าไปในพระราชวัง
เมื่อเห็นว่าบิดาจากไปแล้ว หลิวฮ่าวหมิงก็ก้าวออกมา เขามองหลิวหรูเยว่แล้วเอ่ยปลอบ “เยว่เอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกังวล ท่านพ่อจะต้องทวงถามความยุติธรรมให้เจ้าต่อหน้าฝ่าบาทอย่างแน่นอน”
“ทวงถามความยุติธรรม?” หลิวหรูเยว่ยิ้มอย่างเย็นชา “ท่านพี่ ท่านคิดเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?”
หลิวฮ่าวหมิงขมวดคิ้ว เขาถามเสียงนุ่มทุ้ม “เยว่เอ๋อร์ เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“หึ… ท่านพี่ ท่านช่างไร้เดียงสา” นางเหลือบมองเขา ส่ายหัวเบา ๆ แล้วยิ้มออกมา จากนั้นจึงหมุนตัวจากไป
หลิวหรูเยว่รู้จักท่านพ่อของนางดีที่สุดแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อเขาอยู่หน้าพระพักตร์ฝ่าบาท เขาย่อมใช้นางเป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์ เพื่อตัวเองและตระกูลหลิวให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเป็นขุนนาง จะอาศัยสิ่งใดไปต่อกรกับราชวงศ์กัน?
หลิวหรูเยว่เดินกลับไปยังห้องของนางราวกับซากศพมีชีวิต ชิงเถาที่เดินตามหลังมา เอ่ยถามเบา ๆ “คุณหนู ท่านอยากพักสักครู่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ล่ะ ชิงเถา เจ้าไปตักน้ำมาใส่อ่างให้ข้าเพิ่มสักหน่อย ข้าอยากอาบน้ำต่อ”
“คุณหนู…” ชิงเถามองนางอย่างกระวนกระวาย
นับแต่กลับมาจากเรือนพุดตาน ผู้เป็นนายอาบน้ำหลายรอบแล้ว ตอนนี้ผิวบนร่างกายล้วนเหี่ยวย่นเพราะแช่น้ำนานเกินไป
ชิงเถาอยากจะห้ามปราม ทว่าเมื่อจะเอ่ยปากก็เห็นท่าทีแน่วแน่ของอีกฝ่ายจึงทำได้เพียงกล้ำกลืนคำพูดลงไป เอ่ยตอบเพียงหนึ่งประโยค “เจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดการประเดี๋ยวนี้”
จากนั้นนางจึงเดินออกไปตักน้ำมาเติม