ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 389 อาหารดี ๆ เช่นนี้ต้องเอาไปเลี้ยงหมู
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 389 อาหารดี ๆ เช่นนี้ต้องเอาไปเลี้ยงหมู
บทที่ 389 อาหารดี ๆ เช่นนี้ต้องเอาไปเลี้ยงหมู
“คิก ๆ!”
อู่เชียนเชียนที่อยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ ๆ… ชิงเป่ย เหตุใดเจ้าจึงเอาตนเองมาเปรียบเล่า เจ้านั้นแต่งกับหญิงสักคนยังไม่ได้ ยังคิดจะมีลูกอีกหรือ เจ้าฝันไปเถิด!”
ซ่งชิงเป่ยกระวนกระวายในทันที กล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ผู้ใดบอกว่าข้าแต่งกับหญิงสักคนไม่ได้ ข้าเพียงไม่อยากจะแต่งงานก็เท่านั้น ยุทธภพงดงามเพียงนี้ ข้ายังสนุกไม่พอเลย!”
กล่าวจบ เขาหันหน้าไปมองกู่ต้าหู่ที่อยู่ข้างกาย และเอ่ยถาม “จริงสิ ต้าหู่ รู้จักเจ้ามาตั้งนาน ยังไม่รู้เลยว่าบ้านเจ้าอยู่ที่ใด”
“เอ่อ… คือ… ที่บ้านข้าอยู่ไกลมาก พวกท่านไม่รู้จักหรอก” กู่ต้าหู่ดูไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางเขาราวกับไม่อยากจะพูดต่อ
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ่งชิงเป่ยซักถามอย่างไม่จบไม่สิ้น เขารีบเปลี่ยนประเด็นโดยพลัน “ความจริงข้าเองก็ไม่ได้อยากกลับบ้านถึงเพียงนั้น ข้าอยากจะไปดูที่ทางใต้ ได้ยินว่าทางใต้นั้นมีสี่ฤดูที่ดุจดั่งฤดูใบไม้ผลิ ทิวทัศน์งดงามยิ่งนัก”
“บังเอิญเสียจริง! ข้าเองก็วางแผนจะไปทางใต้เช่นกัน!” ซ่งชิงเป่ยกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น “พวกเราสองคนเดินทางไปด้วยกันเถิด ไปดูทิวทัศน์อันงดงามของทางใต้ด้วยกันเป็นอย่างไรเล่า”
กล่าวจบ เขาหยิบจอกเหล้าด้วยใบหน้าจริงจัง เลิกคิ้วให้กู่ต้าหู่
กู่ต้าหู่ไม่รู้จะทำเช่นไร แต่ยังคงยกจอกสุราขึ้นมาอย่างว่าง่าย ชนแก้วกับเขา
ซ่งชิงเป่ยหัวเราะร่า “ข้าดื่มหมดจอกแล้ว เช่นนั้นเราตกลงกันตามนี้นะ”
ในตอนนี้ อู่เชียนเชียนใช้ตะเกียบเคาะโต๊ะตรงหน้าซ่งชิงเป่ย “นี่ ๆ ๆ! ซ่งชิงเป่ย เหตุใดเจ้ายังคิดแต่จะเที่ยวเล่นไม่เปลี่ยน ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากท่านย่าว่าสองปีนี้จะไม่ออกไปท่องเที่ยวแล้วไม่ใช่หรือ”
“ไอ้หยา! เหตุใดท่านจึงเหมือนพี่สาวข้าเสียยิ่งกว่าพี่สาวข้าอีก!” ซ่งชิงเป่ยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ก่อนหน้านี้ก็ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็คือตอนนี้ ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่ามันยากเย็นเพียงใดกว่าจะมีเพื่อนที่จิตใจตรงกันเช่นนี้ เราย่อมต้องไปดูโลกด้วยกันอยู่แล้ว”
“เจ้านี่นะ… ถ้าหากพี่ชิงหลันรู้เข้า เจ้าเสร็จแน่!” อู่เชียนเชียนมองเขาอย่างกึ่งขู่ กึ่งแกล้งหยอก
กู่ต้าหู่เองก็เป็นกังวลขึ้นมา “ชิงเป่ย เช่นนั้นเจ้าอย่าได้ไปกับข้าเลย…”
“ไม่เป็นไร อย่าไปฟังนางพูดไร้สาระ ท่านพี่ข้ากับท่านย่าล้วนสนับสนุนข้าตลอดมา”
ทั้งสี่คนกินกันถึงยามค่ำอย่างอิ่มหนำก่อนจะแยกย้าย
กู่ต้าหู่ยังไม่ลืมห่อนกพิราบย่างสองตัวกลับไปเป็นของกินเล่นยามค่ำ
ทั้งสองคนเดินมาถึงทางแยก อู่เชียนเชียนและฉูซื่อโม่วกลับไปที่โรงฝึกจิงอู่แล้ว ส่วนกู่ต้าหู่และซ่งชิงเป่ยกลับไปยังจวนแม่ทัพ
ทั้งสองคนไม่ได้กล่าวอันใดเลยตลอดทาง
และไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด ยามที่อยู่กันสี่คน พวกเขายังคุยกันอย่างมีชีวิตชีวามาก ทว่าตอนนี้อยู่กันตามลำพังสองคน กลับไม่รู้ว่าจะพูดอันใดดีเสียอย่างนั้น
ยามที่ทั้งสองคนกำลังกระอักกระอ่วนจนแทบจะขุดถนนหินปูนนี้จนเป็นรู อยู่ ๆ ก็มีเสียงหงุดหงิดดังมาจากด้านหน้า
ทั้งสองคนมองไปข้างหน้า จึงพบว่าเสียงนั้นดังออกมาจากประตูด้านหลังของจวนลี่อ๋อง
ซ่งชิงเป่ยและกู่ต้าหู่สบตากัน ทั้งสองคนวิ่งไปข้างหน้าเพื่อดูว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงพบว่ามีหญิงกลางคนผู้หนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้ามอมแมมพาเด็กหญิงคนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้ามอมแมมเช่นเดียวกัน คุกเข่าอยู่หน้าประตูหลังของจวนลี่อ๋อง บนใบหน้าของพวกนางล้วนมีแต่ความเจียมตัว
ส่วนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกนางก็คือคนรับใช้ของลี่อ๋อง เขาทำสีหน้าดูถูก และกล่าวอย่างจนปัญญา “ไป! พวกเจ้ารีบออกไป!”
“น้องชาย! ขอร้องเจ้าล่ะ พวกข้าสองคนนั้นหิวเสียจนทนไม่ไหวแล้ว เจ้าช่วยใจดีช่วยพวกข้าสักครั้งเถิด พวกข้าไม่ขอสิ่งอื่นใด วันนี้จวนลี่อ๋องจัดงานเลี้ยงใหญ่โต จะต้องมีอาหารเหลือไม่น้อยเป็นแน่ พวกข้าขอเพียงอาหารเหลือเย็นชืดมารองท้องเป็นใช้ได้แล้ว!”
“ไอ้หยา! พี่สาวนี่ ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ อยากกินข้าวก็กินข้าว เหตุใดต้องมาที่จวนอ๋องด้วย จวนอ๋องนั้นไม่ใช่สถานที่ธรรมดา ต่อให้ไม่กินอาหาร ก็ต้องเอาไปให้หมูกินเหมือนอาหารบูด เอามาให้พวกเจ้าไม่ได้หรอก”
“ว่าอย่างไรนะ อาหารดี ๆ เช่นนี้เอาไปให้หมูกิน แต่เอาให้คนกินไม่ได้หรือ”
“ถูกต้อง! ดังนั้นพวกเจ้ารีบไปเสีย! อย่ามาขวางหูขวางตาอยู่ตรงนี้!” กล่าวจบ คนรับใช้คนนั้นก็โบกมือด้วยใบหน้าเหยียดหยาม ราวกับกลัวว่าจะถูกสองแม่ลูกนี้ทำให้มัวหมอง
งานแต่งงานด้านในจวนลี่อ๋องในตอนนี้ยังอยู่ในความครื้นเครง มีเสียงร้องรำทำเพลงดังออกมาเป็นครั้งคราว ทั้งยังมีเสียงของเหล่าแขกเหรื่อที่กินดื่มอย่างมีความสุข ความครึกครื้นที่หรูหรานี้ เมื่อเทียบกับภาพความอ้างว้างชัดเจนตรงหน้า ทำให้คนที่เห็นอดไม่ได้ที่จะปวดใจ
แต่แม่ลูกคู่นั้นไม่คิดจะปล่อยโอกาสนี้ไป
อยู่ ๆ หญิงผู้นั้นก็คลานไปข้างหน้า จับขาของคนรับใช้ไว้แล้วร้องออกมา “น้องชาย! ขอร้องเจ้าล่ะ! เจ้าช่วยหน่อยเถิด! ช่วยให้ข้าวพวกข้ากินสักคำเถิด!”
“ไอ้หยา! เจ้าขอทานตัวเหม็น! อย่ามาโดนข้า! ไสหัวไป!” คนรับใช้คนนั้นกระวนกระวายทันใด สะบัดขาโดยไม่รู้ตัว ทำให้หญิงผู้นั้นกระเด็นออกไปกระแทกกับพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียง ‘พลั่ก!’
เด็กหญิงคนนั้นตื่นตกใจในทันที รีบวิ่งไปข้างหน้าแล้วดึงหญิงผู้นั้นขึ้นมา “ท่านแม่! ท่านแม่! ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่ ฮือ ๆ ๆ…”
กล่าวจบนางก็ร้องไห้ออกมา
กู่ต้าหู่ทนดูต่อไปไม่ไหวจริง ๆ!
เขาขมวดคิ้วแน่น เดินไปข้างหน้าแล้วตำหนิคนรับใช้คนนั้น “เจ้าเป็นถึงบุรุษวัยเยาว์ที่แข็งแกร่ง เหตุใดจึงลงมือกับหญิงที่ไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ได้ เจ้ามันไม่ใช่บุรุษ!”
คนรับใช้คนนั้นเดิมทีก็ร้อนใจอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ถูกคนดุด่าอย่างกะทันหัน อารมณ์โมโหก็พลุ่งพล่านออกมา เขาชี้หน้ากู่ต้าหู่แล้วก่นด่า “ไอ้เด็กนี่มาจากไหนกัน เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใด ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้ยุ่งเรื่องชาวบ้านเลย ไม่เช่นนั้นข้าจะ…”
ยังไม่รอให้เขากล่าวจบ กู่ต้าหู่ยื่นมือออกไปแล้วคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้ บีบอย่างแรง จนได้ยินเสียง ‘กร๊อบ!’ ดังลั่น
กู่ต้าหู่ยกมุมปากอย่างเย็นชา และกล่าวด้วยเสียงเย็น “ไม่อย่างนั้นเจ้าจะทำอันใดหรือ”
“โอ๊ย… โอ๊ย… โอ๊ย… เจ็บ ๆ ๆ นายน้อยไว้ชีวิตข้าด้วย!” คนรับใช้ผู้นั้นเจ็บเสียจนกัดฟันในทันที ใบหน้าซีดเผือด หน้าผากของเขามีเหงื่อผุดออกมาเป็นชั้น ๆ มองกู่ต้าหู่ด้วยแววตาขอร้อง “นายน้อย มือของข้าจะหักอยู่แล้ว ท่านช่วยเมตตาด้วยเถิด!”
“เฮอะ!” กู่ต้าหู่ส่งเสียงฮึดฮัด ผลักเขาออกไปอย่างแรง
คนรับใช้คนนั้นล้มลงกับพื้น
กู่ต้าหู่ก้มลงมองเขาแล้วเอ่ยเสียงเย็น “ยังไม่รีบขอโทษท่านพี่ท่านนี้อีกหรือ!”
คนรับใช้คนนั้นกัดฟัน กล่าวอย่างไม่ยอมรับ “ให้ข้าขอโทษหรือ ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือไร!”
กล่าวจบก็รีบล้มลุกคลุกคลานหลบเข้าไปในจวนอ๋อง ปิดประตูด้านหลังอย่างรวดเร็ว
กู่ต้าหู่ทุบประตูอย่างโมโห ระบายความโกรธแค้นในใจ
ซ่งชิงเป่ยเดินเข้าไปดึงเขาเอาไว้ “พอได้แล้ว อย่าลดตัวลงไปยุ่งกับคนเช่นนี้เลย เราไปดูท่านพี่ท่านนั้นและเด็กกันเถิด”
ในตอนนี้ หญิงที่แต่งตัวมอมแมมลุกขึ้นมานั่งแล้ว
เด็กหญิงนั้นดวงตามีแต่น้ำตา มองท่านแม่ของตนอย่างเป็นกังวล กล่าวสะอึกสะอื้น “ท่านแม่… ท่านแม่…”
ท่านแม่เป็นญาติเพียงคนเดียวในโลกของนาง นางจะเป็นอันใดไปไม่ได้เด็ดขาด
หญิงผู้นั้นลูบใบหน้าของเด็กหญิงด้วยแววตาเจ็บปวด “เป็นแม่เองที่ทำผิดต่อเจ้า…”