ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 390 เจ้าคิดถึงท่านแม่หรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 390 เจ้าคิดถึงท่านแม่หรือ
บทที่ 390 เจ้าคิดถึงท่านแม่หรือ
ดวงตาของกู่ต้าหู่ร้อนผ่าว เขาย่อตัวลงแล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้าเป็นห่วง “พี่สาว ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่”
“ไม่เป็นไร ๆ ขอบคุณทั้งสองท่านที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ”
อยู่ ๆ ในตอนนั้นเด็กหญิงสูดจมูก กล่าวด้วยใบหน้าตื่นเต้น “กลิ่นอันใดหรือ หอมจังเลย”
กล่าวจบ ท้องของนางก็ร้องโครกออกมา
“อ้อ! สิ่งนี้น่ะ!” กู่ต้าหู่ได้ยินเช่นนั้นก็หยิบเอาถุงกระดาษใส่นกพิราบย่างยื่นไปตรงหน้าทั้งสองคน “พอดีว่าในนี้มีนกพิราบย่างสองตัว พวกท่านเอาไปกินก่อนเถิด”
“ไอ้หยา… นกพิราบย่าง ข้าไม่เคยกินมาก่อนเลย…” เด็กหญิงมองนกพิราบย่างในมือกู่ต้าหู่ด้วยตาเป็นประกายพร้อมกลืนน้ำลาย
แต่เพียงหญิงผู้นั้นเห็นตัวหนังสือบนถุงกระดาษที่เขียนว่า ‘ภัตตาคารอวิ๋นหลาย’ ก็โบกมือปฏิเสธในทันที “นี่มันเป็นนกพิราบย่างจากภัตตาคารอวิ๋นหลาย นี่… นี่จะแพงเกินไปแล้ว พวกข้ารับไว้ไม่ได้หรอก”
กู่ต้าหู่ยิ้ม จากนั้นก็ยัดนกพิราบย่างสองตัวใส่ในมือของเด็กหญิง “ไม่ว่านกพิราบย่างจะแพงเพียงใดก็มีไว้ให้คนกิน พวกท่านรับไว้อย่างวางใจเถิด”
เขาไม่เหมือนคนบางประเภท ที่ยอมเอาอาหารให้หมูกิน แต่ไม่ยอมให้คนกิน
ซ่งชิงเป่ยเห็นท่าทางของสองแม่ลูกที่อยากจะปฏิเสธ อดไม่ได้ที่จะเดินไปข้างหน้าแล้วช่วยเกลี้ยกล่อม “พี่สาว ท่านรับไว้เถิด จะให้เด็กทนหิวไม่ได้นะขอรับ”
คำพูดนี้เป็นความจริง
เพียงกล่าวถึงลูก แววตาของหญิงผู้นั้นก็มีน้ำตารื้น นางพยักหน้า จากนั้นมองเด็กหญิงแล้วกล่าว “รีบขอบคุณเร็ว”
เด็กหญิงนั้นเชื่อฟังอย่างมาก นางยกยิ้มใสซื่อให้กู่ต้าหู่ทันที “ขอบคุณพี่ชายเจ้าค่ะ”
หญิงผู้นั้นอ้าปาก อยากจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อเห็นกู่ต้าหู่ยิ้มแล้วพยักหน้า นางก็เปลี่ยนคำพูด “บุญคุณยิ่งใหญ่ของท่านทั้งสอง พวกข้าจะไม่มีวันลืม ครั้งหน้าหากมีโอกาส จะต้องตอบแทนพวกท่านเป็นแน่”
ซ่งชิงเป่ยยิ้มพลางโบกมือ “ท่านไม่ต้องทำเช่นนั้นหรอก พวกเราเป็นผู้ท่องยุทธภพ ผ่านพบความอยุติธรรม ย่อมต้องหยิบดาบออกมาช่วยเหลือ”
ในตอนนี้ กู่ต้าหู่มองเด็กหญิงตัวน้อยนั่งกินนกพิราบย่างอย่างเอร็ดอร่อย อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าอ่อนโยน เขายื่นมือออกไปลูบผมของเด็กหญิงเบา ๆ กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล “อร่อยหรือไม่”
“อืม! อร่อยเจ้าค่ะ! อร่อยเกินไปแล้ว! ข้าไม่เคยได้กินของอร่อย ๆ เช่นนี้มาก่อนเลย!” เด็กหญิงพยักหน้าอย่างหนัก
กู่ต้าหู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “อย่างนั้นค่อย ๆ กินเถิด ระวังจะสำลัก จริงสิ เจ้าชื่ออันใดหรือ”
เด็กหญิงกะพริบตาปริบ ๆ ตอบเขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าชื่อเยียนหราน”
“เยียนหรานหรือ เจ้าเยียนหราน[1]*เหมือนอย่างชื่อจริง ๆ!” กู่ต้าหู่เบิกตาสองข้างอย่างตกใจ
หลังจากนั้นเขายิ้มออกมาเล็กน้อย “พวกเราต้องมีชะตาต้องกันเป็นแน่”
ซ่งชิงเป่ยที่อยู่ข้าง ๆ มองภาพตรงหน้า มองดูท่าทางอ่อนโยนของกู่ต้าหู่ ก็อดไม่ได้ที่จะเคลิบเคลิ้ม
และไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด แสงสะท้อนของโคมไฟสีแดงในจวนลี่อ๋อง เขากลับมองเห็นกู่ต้าหู่กลายเป็นหญิงคนหนึ่ง
“ชิงเป่ย! เจ้าเหม่ออันใดอยู่น่ะ!”
ทันใดนั้น น้ำเสียงของกู่ต้าหู่เอ่ยขึ้นขัดจังหวะความคิดของซ่งชิงเป่ย ดึงเขาจากจินตนาการกลับสู่ความเป็นจริง
เขาตกใจกับความคิดอันไร้เหตุผลของตนเมื่อครู่ พอรู้สึกตัวกลับมา ก็มองใบหน้าของกู่ต้าหู่แล้วถามอย่างงุนงง “เหตุ… เหตุใดหรือ”
กู่ต้าหู่ขมวดคิ้วอย่างร้อนรน กวักมือแล้วกล่าว “ข้าบอกว่าเจ้านั้นมีเงินติดตัวอยู่เท่าไร เอาออกมาให้หมด”
“อ้อ” ตอนนี้สมองของซ่งชิงเป่ยสับสนวุ่นวายไปหมดแล้ว เพียงแต่ทำตามคำสั่งของกู่ต้าหู่อย่างว่าง่าย
เขาดึงเอากระเป๋าเงินออกมาจากเอว ส่งไปให้กู่ต้าหู่ และเอ่ยถาม “เจ้าจะเอาเงินไปทำอันใดหรือ”
กู่ต้าหู่ไม่ได้ตอบเขา แต่ยังหยิบเอาเงินทั้งหมดที่ติดตัวตนออกมาแล้วมอบให้สองแม่ลูกเยียนหราน
แม่ของเยียนหรานตกใจอย่างมาก นางกล่าวปฏิเสธซ้ำไปซ้ำมา “รับไว้ไม่ได้! ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก! รับไว้ไม่ได้เลยจริงๆ! เงินมากมายเพียงนี้ พวกข้าคงเอาไปไม่ได้”
กล่าวจบ นางก็จะนำเงินยัดกลับไปในมือของกู่ต้าหู่
หากแต่กู่ต้าหู่กลับไม่เห็นด้วย ทั้งยังคงยืนกราน “ตอนนี้พวกท่านมีอาหารกิน แต่ยังไม่รู้มื้อต่อไป นี่ท่านคิดจะไปขอทานตลอดชีวิตหรืออย่างไร เงินเหล่านี้ท่านนำไปทำการค้าขายเถิด ต่อไปก็จะได้ยืนด้วยลำแข้งตนเอง ไม่ต้องไปขอคนอื่น และเลี้ยงเยียนหรานให้เติบโตอย่างดี”
คำพูดของเขามาจากความรู้สึกลึกซึ้ง ท่านแม่ของเยียนหรานอดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งและลังเล
ความจริงเงินจำนวนนี้สำหรับพวกนางแล้ว ก็ถือเป็นเหมือนได้ถ่านกลางหิมะ
เยียนหรานเองก็พูดเบา ๆ “ท่านแม่ เช่นนั้นพวกเรารับไว้เถิด ท่านอยากจะเปิดแผงขายเกี๊ยวน้ำมาโดยตลอดไม่ใช่หรือเจ้าคะ หากมีเงินจำนวนนี้ พวกเราก็จะได้ขายเกี๊ยวน้ำกันแล้ว! ต่อไปหากเราหาเงินได้แล้ว จะได้นำเงินก้อนนี้คืนให้พี่ชายอย่างไรเล่า”
“ได้! เช่นนั้นก็ตามเจ้าว่า” ในที่สุดแม่เยียนหรานก็โล่งใจ
“ดีเหลือเกิน! ดีเหลือเกินเจ้าค่ะ!” เยียนหรานปรบมืออย่างมีความสุข และกล่าวกับกู่ต้าหู่ “พี่ชาย ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ รอให้ต่อไปข้าหาเงินได้แล้ว ข้าจะต้องคืนให้ท่านสองเท่า อ้อ ไม่สิ เพิ่มอีกเท่าเลย!”
“ได้สิ! เช่นนั้นข้าจะรอข่าวดีจากเจ้านะ” กล่าวจบ กู่ต้าหู่ลูบหัวเล็ก ๆ ของเยียนหรานอีกครั้ง “เยียนหราน เจ้าเป็นหญิงสาวแล้ว จะต้องดูแลท่านแม่ของเจ้าให้ดี เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ! ข้าเข้าใจแล้ว!” เด็กหญิงเจ็ดแปดขวบกล่าวตอบด้วยใบหน้าจริงจัง
จากนั้น สองแม่ลูกก็ขอบคุณต่อความใจกว้างของกู่ต้าหู่และซ่งชิงเป่ยอีกครั้ง จึงได้พยุงกันจากไป
กู่ต้าหู่เฝ้ามองภาพด้านของของพวกนางหายไปในความมืด เมื่อหันกลับมาก็เห็นซ่งชิงเป่ยใช้สองมือกอดอก มองเขาด้วยท่าทางชื่นชมแม้จะมีเรื่องวุ่นวายใจอยู่
กู่ต้าหู่ยิ้ม จากนั้นมองไปยังประตูหลังของจวนลี่อ๋องที่ปิดแน่น พร้อมกล่าวอย่างเศร้าใจ “เป็นองค์ชายเหมือนกันแท้ ๆ เหตุใดลี่อ๋องและหานอ๋องจึงต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้”
“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่รู้หรือว่าท่านพี่เขยของข้านั้นดีกว่าเขาตั้งกี่เท่า” ซ่งชิงเป่ยสีหน้าภูมิใจ จากนั้นเอ่ยถามต่อ “วันนี้เจ้าใจดีเหลือเกินนะ ผิดปกติไปหรือไม่!”
อยู่ ๆ กู่ต้าหู่มีแววตาทะมึนลง กล่าวเสียงต่ำ “เห็นพวกเขาแม่ลูกแล้ว อยู่ ๆ ข้าก็คิดถึงท่านแม่ของข้าน่ะ”
“ท่านแม่ของเจ้าหรือ” ซ่งชิงเป่ยตกใจ
กู่ต้าหู่เก็บเรื่องครอบครัวตนเป็นความลับมาโดยตลอด ไม่ว่าซ่งชิงเป่ยจะพยายามถามอย่างอ้อม ๆ เพียงใด เขาก็ไม่เคยปริปาก ไม่เคยพูดถึงเรื่องครอบครัวของเขาเลย เหตุใดวันนี้จึงออกตัวพูดขึ้นมาก่อนได้เล่า
น่าแปลกเสียจริง!
ซ่งชิงเป่ยเอ่ยถามต่อ “ต้าหู่ เจ้าคิดถึงท่านแม่ อยากจะกลับบ้านแล้วอย่างนั้นหรือ”
กู่ต้าหู่ยิ้มพลางส่ายหน้า “ท่านแม่ของข้าไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้นแล้ว”
“นี่หมายความว่าอย่างไร”
กู่ต้าหู่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนยิ้มขื่นออกมาจาง ๆ “ท่านแม่ของข้าเสียไปแล้วน่ะ”
[1] เยียนหราน แปลว่า สวย งดงาม