ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 398 นอนต่ออีกหน่อย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 398 นอนต่ออีกหน่อย
บทที่ 398 นอนต่ออีกหน่อย
กู่ต้าหู่ที่ตกใจรีบยื่นมือออกไปผลักเขาพลางเรียกเบา ๆ “ชิงเป่ย! ชิงเป่ย! ชิงเป่ย…”
แต่ทว่าไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น ซ่งชิงเป่ยเมาแล้วจริง ๆ
กู่ต้าหู่ถอนหายใจโล่งอกในทันใด
กำลังจะชักมือของตนออกจากมือของซ่งชิงเป่ย หากแต่ซ่งชิงเป่ยกลับกำมันไว้แน่น
กู่ต้าหู่อดไม่ได้ที่จะนึกถึง ‘คำสารภาพรัก’ ของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ เมื่อมองไปยังซ่งชิงเป่ยที่กำลังหลับใหลอีกครั้ง ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ใจดวงน้อยเต้นระรัวตามไปด้วย
“นี่ข้าเป็นอันใดไป”
เมื่อมองจากตรงนี้ ท่าทางของซ่งชิงเป่ยนั้นดูมีเสน่ห์จริง ๆ หวนคิดถึงวันคืนที่ผ่านมานี้ พวกเขาทั้งสองคนเข้ากันได้ดีทุกอย่าง กู่ต้าหู่อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก เขายื่นมือออกไปจะสัมผัสใบหน้าของซ่งชิงเป่ยโดยไม่รู้ตัว “ชิงเป่ย ความจริงแล้วข้า…”
ในตอนที่มือของเขากำลังจะสัมผัสเข้ากับแก้มของซ่งชิงเป่ยนั้นเอง อยู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงเคร่งขรึมเย็นชาดังขึ้น “เจ้าจะทำอันใด”
กู่ต้าหู่ตกใจในทันที รีบชักมือกลับ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นซ่งชิงซีที่ยืนอยู่ด้านนอกศาลาด้วยใบหน้าดุดัน และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงนั้นมานานเพียงใดแล้ว
หากกล่าวให้ถูกก็คือ ไม่รู้ว่าเขาได้ยินไปมากเท่าไร
กู่ต้าหู่ร้อนตัวขึ้นมา รีบชักมือที่ถูกซ่งชิงเป่ยจับไว้กลับมาแล้วยืนขึ้น มองซ่งชิงซีราวกับเด็กที่ทำความผิดคนหนึ่ง “พี่ชิงซี”
ซ่งชิงซีเดินเข้ามาในศาลาด้วยใบหน้าเย็นชา มองซ่งชิงเป่ยที่เมาล้มพับอยู่บนโต๊ะ กลอกตาอย่างไร้อารมณ์ ท่าทางเหมือนโกรธจนอยากจะหลอมเหล็กให้เป็นเหล็กกล้า
กู่ต้าหู่ถูกรัศมีอันแข็งแกร่งของเขานั้นกำราบไว้อยู่หมัด ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
ซ่งชิงซีเหลือบตาขึ้นมามองเขาเขม็ง ราวกับว่ากำลังสอบปากคำนักโทษอย่างไรอย่างนั้น
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวเสียงทุ้ม “ต้าหู่ เรื่องบางเรื่อง รู้ว่าผิดก็ไม่ควรทำ หากทำผิดครั้งหนึ่งก็ไม่ควรทำผิดซ้ำสอง”
กู่ต้าหู่หัวใจหล่น ‘ตุ้บ!’ ในทันที มองเขาอย่างตื่นตระหนก
ที่แท้ซ่งชิงซีก็ได้ยินทั้งหมด
กู่ต้าหู่เม้มปาก รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยออกมา “พี่ชิงซี ความจริงข้า…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว!” ซ่งชิงซีกล่าวขัดจังหวะเขาเสียงดัง
เพียงแค่นึกถึงภาพหวานเลี่ยนเมื่อครู่ที่กู่ต้าหู่จะสัมผัสซ่งชิงเป่ย เขาก็รู้สึกว่าไม่สบายใจขึ้นมา
ซ่งชิงซีสูดหายใจเข้าลึก ๆ และกล่าว “ชิงเป่ยดื่มจนเมามักชอบพูดจาไร้สาระ เจ้าไม่ต้องเก็บไปใส่ใจ เรื่องในคืนนี้ ข้าไม่อยากให้มีผู้ใดรู้เรื่องอีกเป็นคนที่สี่”
กู่ต้าหู่ก้มหน้าและกล่าวตอบรับเสียงค่อย “ขอรับ”
ซ่งชิงซีดึงตัวซ่งชิงเป่ยที่เมามายขึ้นมา ให้เขาพิงที่ไหล่ของตน พยุงเขาเดินออกจากศาลาไป
ก่อนจะจากไป เขายังหันหน้ามาแล้วมองกู่ต้าหู่ด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนกล่าวว่า “ต่อไปข้าขอให้เจ้าอยู่ห่างชิงเป่ยไว้ ต้าหู่ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจถึงหัวอกของข้าในฐานะพี่ชายที่เป็นห่วงน้อง”
กู่ต้าหู่พยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ”
กู่ต้าหู่มองภาพด้านหลังของพวกเขาสองพี่น้องจากไป และหันมองไหสุราที่ถูกดื่มจนหมดด้วยใจที่สับสนอย่างมาก
ซ่งชิงซีพยุงซ่งชิงเป่ยกลับมาในห้อง เหวี่ยงเขาลงบนเตียงด้วยความโมโห
ซ่งชิงเป่ยร้อง “โอ๊ย!” ด้วยความเจ็บ ทันใดนั้นก็ตื่นขึ้นมา
เขามองซ่งชิงซีอย่างงัวเงีย จากนั้นก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “เอ๋ พี่สี่ เหตุใดท่านจึงอยู่ที่นี่ เอ๋ แล้วข้ากลับมาที่ห้องของตนได้อย่างไร ข้าดื่มสุราอยู่กับต้าหู่ไม่ใช่หรือ ต้าหู่เล่า”
“ต้าหู่! ต้าหู่! เจ้ารู้จักแต่ต้าหู่หรืออย่างไร!” ซ่งชิงซีเหวี่ยงหมอนใส่หน้าซ่งชิงเป่ยด้วยความโกรธ
ซ่งชิงเป่ยล้มลงแล้วหมดสติไปทันที
ซ่งชิงซีเห็นเขาไม่เคลื่อนไหว จึงได้ยกผ้าห่มขึ้นดู เจ้าเด็กนี่หลับไปราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น!
ซ่งชิงซีโกรธเสียจนเจ็บหน้าอก “เจ้า ไอ้เด็กเวรนี่! ทำเรื่องใหญ่เช่นนั้นยังหลับได้ลง! ข้าล่ะโมโหเจ้าจริง ๆ! นอนไปเสีย! นอน! เจ้านอนไปเสียให้เข็ด! ข้าไม่สนใจแล้ว!”
เขาคลุมผ้าห่มลงบนหัวน้องชาย จากนั้นก็เดินจากไปอย่างโกรธเกรี้ยว
วันต่อมา
ยามที่ซ่งชิงเป่ยฟื้นขึ้นมา รู้สึกเพียงว่าปวดหัวอย่างมากเสียจนศีรษะแทบจะระเบิดออกมา
เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง มองในห้องแล้วพึมพำเบา ๆ “แปลกจริง เมื่อคืนข้ากลับมาอย่างไรนะ”
จากนั้นความทรงจำค่อย ๆ กลับมา เขาจึงคิดออกว่าซ่งชิงซีเป็นคนพาเขากลับมา และดูเหมือนจะพูดอันใดบางอย่างต่อด้วย
พูดอันใดนะ เขาคิดไม่ออกจริง ๆ
ซ่งชิงเป่ยตบศีรษะตน ในใจก็หล่น ‘ตุ้บ!’ ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนก
เขานึกขึ้นได้ในทันที เมื่อคืนนี้ดูเหมือนว่าด้วยฤทธิ์ของสุรา ทำให้เขาพูดทุกอย่างในใจออกมาให้กู่ต้าหู่ฟัง!
หมดกัน! หมดกัน! กู่ต้าหู่คงไม่คิดว่าเขาเป็นคนโรคจิตใช่หรือไม่
ซ่งชิงเป่ยกระโดดลงจากเตียงในทันที รีบเปิดประตูห้องแล้ววิ่งออกมา
พอดีกับในตอนนั้น กู่ต้าหู่ที่ฝั่งตรงข้ามเองก็เปิดประตูห้องเดินออกมาเช่นกัน
ทั้งสองคนสบตากันกลางอากาศและตกตะลึงไป บรรยากาศแปลกประหลาดและกระอักกระอ่วนแผ่ขยายออกมาระหว่างทั้งสอง
ซ่งชิงเป่ยกลืนน้ำลายอย่างประหม่า จากนั้นเอ่ยปากออกมาก่อน “คือว่า… เมื่อคืน… พวกเรา… ข้า…”
กู่ต้าหู่รีบขัดจังหวะเขาไว้ “เมื่อคืนข้าดื่มจนเมา สะลึมสะลือ จำไม่ได้เลยว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ฮ่า ๆ ๆ…”
“ฮ่า ๆ ๆ… อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ดี ดีแล้ว” ซ่งชิงเป่ยยิ้มพลางส่ายหัว ถอนหายใจโล่งอก จากนั้นรีบกล่าวอธิบาย “ข้าหมายถึง ข้าดื่มจนเมาจึงได้ลืมไปเช่นกัน ดังนั้น… ต่อไปเราต้องดื่มให้น้อย ๆ ลงหน่อยเสียแล้ว”
“อืม” กู่ต้าหู่พยักหน้า “คือว่า ข้ารู้สึกยังปวดหัวอยู่เล็กน้อย ข้ากลับห้องไปนอนอีกหน่อยดีกว่า”
กล่าวจบก็ไม่รอให้ซ่งชิงเป่ยตอบสนอง เขากลับเข้าไปในห้อง เสียงปิดประตูดัง ‘ปัง!’
เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย ซ่งชิงเป่ยก็อึดอัดขึ้นมาทันที รู้สึกเพียงว่าระหว่างพวกเขาจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป ไม่สนิทสนมกันเหมือนเมื่อก่อน
ยามที่กินข้าวเสร็จ บนโต๊ะยังไร้เงาของกู่ต้าหู่
แม่เฒ่าซ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย “ต้าหู่ยังไม่ตื่นหรือ ชิงเป่ย เหตุใดเจ้าไม่เรียกเขามากินข้าวเช้าด้วยกันเล่า”
“เอ๋ อันใดหรือขอรับ” ซ่งชิงเป่ยผงะไป เขายังคงจมอยู่กับท่าทีของกู่ต้าหู่ในเช้าวันนี้ รู้สึกว่ากู่ต้าหู่กำลังโกหกเขา และจะต้องจำเรื่องเมื่อคืนได้เป็นแน่
หลิวกุ้ยเสียที่อยู่ข้าง ๆ รีบกล่าวตอบ “เมื่อครู่พ่อบ้านไปเรียกเขาแล้ว ต้าหู่บอกว่าเขาไม่ค่อยสบาย อยากจะนอนต่ออีกหน่อยเจ้าค่ะ”
“อ้อ เช่นนั้นอีกเดี๋ยวให้คนนำอาหารเช้าไปส่งให้เขาที่ห้องเสีย จะให้เขาทนหิวไม่ได้นะ” แม่เฒ่าซ่งกล่าวอย่างเป็นห่วง
นางชื่นชอบเด็กคนนี้มากเช่นกัน
แต่พอซ่งชิงซีเห็นท่าทางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของซ่งชิงเป่ยก็กล่าวเสียงเย็น “ชิงเป่ย เจ้าเป็นอันใด กินข้าวเหตุใดจึงไม่กินดี ๆ”
ซ่งชิงเป่ยเงยหน้ามองไปเห็นท่าทางของซ่งชิงซีที่เหมือนจะกินเขา ในใจจึงสับสนอย่างมาก
เขาไม่มีกะจิตกะใจจะกินต่อแล้ว จึงได้วางชามและตะเกียบลงแล้วกล่าว “ข้ากินอิ่มแล้ว พวกท่านค่อย ๆ กินกันเถิดขอรับ”
กล่าวจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป