ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 400 หากเหนื่อยไปจะทำอย่างไร
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 400 หากเหนื่อยไปจะทำอย่างไร
บทที่ 400 หากเหนื่อยไปจะทำอย่างไร
ช่วงเย็นวันนี้ ซุนอิงหนิง อู่เชียนเชียน ฉูซื่อโม่ว ทั้งยังมีครอบครัวนายท่านเฉียนล้วนนัดกันมาที่จวนแม่ทัพเพื่อทานอาหารเย็น
เดิมทีกู่ต้าหู่ยังคิดจะหาข้ออ้างไม่ออกมากินข้าว แต่เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายมาเช่นนี้ ถ้าหากอยู่ ๆ เขาหายไป ก็จะยิ่งเห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติ สุดท้ายจึงทำได้เพียงกัดฟันปรากฏตัว
ซ่งชิงหลันเริ่มจัดการอาหารโต๊ะใหญ่นี้ตั้งแต่บ่าย
โชคดีที่ตอนนี้คนครัวในครัวของจวนแม่ทัพล้วนถูกนางอบรมจนฝีมือการทำอาหารเป็นเลิศแล้ว มีหลายเรื่องที่นางไม่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง เพียงคอยสั่งและคอยดูอยู่ข้าง ๆ แล้วลงมือในส่วนที่สำคัญเล็กน้อยเป็นใช้ได้
หากแต่ไป๋เย่หานกลับเป็นห่วงภรรยาของตน เขากล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เหตุใดทุกครั้งที่พวกเขามากินข้าว พระชายาล้วนต้องลงครัวด้วยตนเอง นี่ถ้าหากเหนื่อยเกินไปจะทำอย่างไร”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ทุกคนล้วนเป็นเพื่อน เพื่อนมารวมตัวกันก็ย่อมกินดื่มกันอย่างดีจึงจะมีความสุข จะสนใจอันใดมากมายเพียงนั้นไปด้วยเหตุใด”
กล่าวจบนางบุ้ยปากให้ไป๋เย่หาน “นี่ ไป๋เย่หาน ท่านสับเนื้อนั้นให้ละเอียดเสียหน่อย เด็กน้อยชิงอวี่คนนั้นช่างเลือกกินนัก”
ไป๋เย่หานพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ได้ เข้าใจแล้ว”
กล่าวจบก็โบกมีดทั้งสองมือแล้วเริ่มสับเนื้อ ‘ปัง ๆ ๆ…’
เฉียนชิงอวี่ชอบกินเกี๊ยวที่ซ่งชิงหลันทำเองกับมือมากที่สุด ดังนั้นเกี๊ยวในคืนนี้นางต้องทำเอง
ไป๋เย่หานที่เป็นห่วงนางจึงอาสารับหน้าที่สับเนื้อที่สำคัญนี้ ต้องบอกว่าวรยุทธ์ในการสับเนื้อของเขาดีเลิศ มีประโยชน์เสียยิ่งกว่าเครื่องสับเนื้อในยุคปัจจุบันเสียอีก
ซ่งชิงหลันมองดูท่าทางตั้งอกตั้งใจของเขา อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ในใจเองก็รู้สึกอบอุ่น อย่างไรเสีย มีเพียงคนที่ใส่ใจเราจริง ๆ เท่านั้น ที่จะยอมทำเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยนี้ไปด้วยกัน
นางเช็ดเหงื่อที่ไหลบนหน้าผาก จากนั้นนวดแป้งต่อไป
ในเวลาเพียงไม่นาน เนื้อของไป๋เย่หานก็สับเสร็จแล้ว รอให้ซ่งชิงหลันมายัดไส้
เขาหันหน้ามาก็เห็นแป้งที่อยู่บนใบหน้าของซ่งชิงหลัน อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างเอ็นดู “เจ้านี่นะ เหตุใดจึงเหมือนแมวตัวน้อยเสียจริง”
ซ่งชิงหลันจึงได้ตอบสนอง “เอ๋ หน้าข้าเลอะหรือเจ้าคะ”
นางใช้มือเช็ดโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง ไป๋เย่หานรีบจับมือของนางเอาไว้แล้วกล่าวพลางยิ้ม “ข้าช่วยเอง”
ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น จากการเช็ดหน้าที่แสนจะธรรมดา แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปากของไป๋เย่หาน ทั้งยังมีใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่ค่อย ๆ เลื่อนเข้ามาใกล้ อยู่ ๆ ซ่งชิงหลันก็รู้สึกว่าใบหน้าเล็กร้อนขึ้นเรื่อย ๆ
ในตอนที่มือของไป๋เย่หานกำลังจะสัมผัสกับแก้มของซ่งชิงหลันนั้นเอง เสียงเด็กน้อยก็ดังขึ้นกะทันหัน “ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านกำลังเล่นจูบกันอยู่หรือเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานผงะไป ทั้งสองคนก้มหน้าลงโดยไม่ได้นัดหมาย จากนั้นก็พบว่าที่แท้เป็นซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ เด็กน้อยน่ารักทั้งสองคนที่ไม่รู้ว่ามาปรากฏตัวอย่างกะทันหันที่ขาของทั้งสองตั้งแต่เมื่อไร
ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน มองไป๋เย่หานแล้วกัดฟันแน่น “พวกเขาสองคนมาแล้ว เหตุใดเจ้าไม่พูดอันใดสักหน่อยเล่า”
ไป๋เย่หานกล่าวตอบด้วยใบหน้าใสซื่อ “ข้าเพียงแต่สนใจมองพระชายา จึงไม่รู้ว่าเฉินเฉินและเยว่เยว่มาแล้วนี่”
ซ่งชิงหลันกลอกตาใส่เขาด้วยสีหน้าไร้คำจะกล่าว นางไม่เชื่อหรอก เขามีวรยุทธ์สูงส่งเพียงนั้น จะไม่สัมผัสได้ถึงเด็กทั้งสองคนเลยหรือ
จงใจชัด ๆ!
ในตอนนี้ ซ่งซิงเยว่เห็นว่าทั้งสองคนล้วนไม่ตอบตนเอง จึงได้เอ่ยปากถามอีกครั้ง “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านยังไม่ตอบข้าเลย พวกท่านกำลังเล่นจูบกันอยู่หรือ ข้าเองก็อยากจูบด้วย”
เพราะในครัวยังมีคนอื่นอีก คำพูดแบบเด็ก ๆ ของซ่งซิงเยว่จึงดึงดูดความสนใจของคนอื่น ๆ ในทันที
พวกเขาแอบมองซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานแวบหนึ่ง และลอบยิ้มออกมา บนใบหน้าทุกคนล้วนมีสีหน้าที่ทั้งเขินอายและตื่นเต้น
ซ่งชิงหลันรู้ ไม่ว่านางจะแก้ต่างอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นแล้ว
นางเพียงยิ้ม มองซ่งซิงเยว่ด้วยใบหน้าจริงจัง และกล่าวตอบ “เยว่เยว่ ท่านพ่อและท่านแม่ไม่ได้เล่นจูบกัน พวกเรากำลังเตรียมห่อเกี๊ยวต่างหาก”
ในตอนนี้ ซ่งซิงเฉินที่อยู่ข้าง ๆ ก็กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น “เยว่เยว่ เจ้าดูสิ ข้าบอกแล้วอย่างไร ท่านพ่อและท่านแม่กำลังห่อเกี๊ยว พวกเขาต่อให้จะจูบกันก็ไม่มีทางมาทำในที่สาธารณะหรอก ต้องกลับไปทำที่ห้องต่างหาก!”
เดิมทีซ่งชิงหลันกำลังคิดจะชื่นชมบุตรชายที่รู้ความและชาญฉลาด แต่เมื่อได้ยินครึ่งประโยคหลัง นางก็ตะลึงไป
นางกระตุกมุมปาก มองบุตรชายคนดีของนาง เฉินเฉินเอ๋ย คำพูดนี้ ไม่พูดจะดีกว่านะ…
ซ่งซิงเยว่กะพริบดวงตากลมโต มองซ่งชิงหลันแล้วเอ่ยถาม “เหตุใดหรือเจ้าคะ ท่านแม่ เฉินเฉินเองก็พูดไม่ถูกหรือ”
“ฮ่า ๆ… ถูก… ถูกสิ พวกเรากำลังห่อเกี๊ยวกันอยู่…”
ไป๋เย่หานที่อยู่ข้าง ๆ มองซ่งชิงหลันที่อับอายต่อหน้าเด็กทั้งสองคน อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ซ่งชิงหลันถลึงตามองเขา ใช้สายตาตักเตือนว่า ‘ท่านยังมีหน้ามายิ้มอีกหรือ คืนนี้อยากจะไปนอนที่พื้นหรือไร’
หลังจากไป๋เย่หานเข้าใจความหมายนี้แล้ว เขาก็จริงจังขึ้นมาทันที รีบกล่าวกับบุตรชายบุตรสาวคู่นี้ “เฉินเฉิน เยว่เยว่ พวกเจ้าอยากจะมาห่อเกี๊ยวกับท่านพ่อท่านแม่หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ!”
“ได้ขอรับ!”
เด็กน้อยน่ารักทั้งสองคนกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
จากนั้นไป๋เย่หานเลื่อนเก้าอี้ไม้ยาวมาตัวหนึ่ง อุ้มเด็กทั้งสองคนนั่งให้พอดีกับโต๊ะ
ซ่งชิงหลันเริ่มห่อเกี๊ยวเป็นตัวอย่างให้เด็กทั้งสองคนดู “นี่ เฉินเฉิน เยว่เยว่ พวกเจ้าทำอย่างท่านแม่นี่ แผ่แผ่นแป้งลงในมือเสียก่อน จากนั้นก็นำเนื้อสับใส่เข้าไป จากนั้นก็บีบไว้เช่นนี้ ก็ห่อเสร็จแล้ว พวกเจ้าสองคนลองดูสิ”
เด็กทั้งสองคนเรียนรู้ตาม ผลการห่อออกมาไม่เลวเลย
ไป๋เย่หานที่ว่างอยู่ข้าง ๆ เรียนรู้การห่อเกี๊ยวไปด้วย
ซ่งชิงหลันมองเขาแวบหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ ๆ ๆ… ไป๋เย่หาน ท่านห่ออันใดกันนี่ เหตุใดจึงอัปลักษณ์เช่นนี้”
ไป๋เย่หานสีหน้าบึ้งตึง กล่าวตอบอย่างจริงจัง “เกี๊ยวอย่างไรล่ะ”
“ท่าน… ท่าน นี่คือเกี๊ยวหรือ” ซ่งชิงหลันพยายามอย่างมากเพื่อกลั้นหัวเราะ “เฉินเฉินกับเยว่เยว่ยังห่อสวยกว่าท่านตั้งมาก”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย “ห่อให้สวยไปเหตุใด อย่างไรก็กินลงท้องทั้งหมดอยู่ดี กินได้ก็ใช้ได้แล้ว ข้าจะห่ออีกอัน”
เขาไม่เชื่อหรอก เขาออกสู่สนามรบ ต้องวาดดาบและอาวุธถึงเพียงนั้น กับอีแค่ห่อแป้งจะทำไม่ได้เชียวหรือ
เดิมทีซ่งชิงหลันอยากจะห้ามเขา เพื่อไม่ให้เปลืองวัตถุดิบของตนแล้ว
แต่เมื่อเห็นท่าทางตั้งใจเช่นนั้นของชายหนุ่ม จึงได้อดใจเอาไว้
ไป๋เย่หานยังคงไม่ยอมแพ้ ยื่นสิ่งของที่ห่อใหม่จนดูเหมือนก้อนอันใดสักอย่างมาตรงหน้าซ่งชิงหลัน กล่าวขอคำชม “พระชายา เกี๊ยวนี้ที่ข้าห่อเป็นอย่างไรบ้าง”
ซ่งชิงหลันกระตุกมุมปาก กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดีมาก เดี๋ยวท่านอ๋องกินอันนี้เองเถิด”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร นี่ข้าตั้งใจห่อให้พระชายาเป็นพิเศษนะ”
“ไม่… ไม่เป็นไร ท่านอ๋องกินเถิด”
“เช่นนั้นข้าจะห่ออีกจำนวนหนึ่ง”
ในที่สุดซ่งชิงหลันก็ไม่อาจะทนได้ “ไป๋เย่หาน! ท่านหยุดเดี๋ยวนี้! ไม่ต้องห่อแล้ว…”
……
มีเสียงพูดคุยหัวเราะอย่างมีความสุขดังออกมาจากห้องครัว ทำให้เหล่าคนรับใช้ที่เห็นภาพครอบครัวสี่คน รู้สึกอบอุ่นและมีความสุข อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา