ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 406 อย่ารบกวนพวกเขาเลย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 406 อย่ารบกวนพวกเขาเลย
บทที่ 406 อย่ารบกวนพวกเขาเลย
“พวกเจ้าออกไปให้หมด!” ซ่งชิงหลันกล่าวออกมาอย่างรีบร้อน “เชียนเชียน เจ้าพาเฉินเฉินและเยว่เยว่ไปอยู่ที่ห้องของเจ้าเสีย”
กล่าวออกไปเช่นนั้น ทุกคนก็รู้ว่าวิธีที่ซ่งชิงหลันพูดถึงคืออันใด
ในระหว่างนั้น สีหน้าของทุกคนก็ล้วนฉายแววกระอักกระอ่วน
โดยเฉพาะซุนอิงหนิงที่เป็นคนหน้าบางนั้นหน้าแดงขึ้นมาทันที เดินออกไปเป็นคนแรก “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
อู่เชียนเชียนผงะไป แล้วรีบกล่าวตอบ “อ้อ ๆ ได้ ได้เจ้าค่ะ”
นางกวักมือเรียกซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ด้วยใบหน้าแดงก่ำ “เฉินเฉิน เยว่เยว่ รีบมาเถิด”
ถึงแม้เด็กทั้งสองจะไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น แต่พวกเขารู้ว่าการเชื่อฟังท่านแม่นั้นถูกเสมอ จึงได้ออกไปข้างนอกตามอู่เชียนเชียนอย่างเชื่อฟัง
คนอื่น ๆ ก็เดินตามออกมา ทั้งยังปิดประตูให้ทั้งสองคน
กู่ต้าหู่มองไปรอบ ๆ ก็เอ่ยถามอย่างสงสัย “แปลกนัก เหตุใดชิงเป่ยจึงไม่อยู่เล่า”
“เขาคงจะดื่มจนเมาอีกแล้วกระมัง” ฉูซื่อโม่วกล่าวออกมา “เมื่อครู่ข้าเห็นคนงานโรงเตี๊ยมนำสุรามากมายมุ่งหน้าไปที่ห้องของเขา ไม่รู้ว่าช่วงนี้เจ้าเด็กนี่เป็นอันใดไป ดูหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เสมอ”
“ไอ้หยา! ซื่อโม่ว เจ้ายังมัวอืดอาดชักช้าอันใดอยู่ตรงนั้น ข้าคนเดียวเอาเด็กสองคนนี้ไม่อยู่หรอกนะ!” อู่เชียนเชียนหันหน้ามาบ่น
“มาแล้ว! มาแล้ว!” ฉูซื่อโม่วพยักหน้าให้กู่ต้าหู่ จากนั้นรีบตามไป
ส่วนกู่ต้าหู่ที่ยังอยู่ที่เดิม ในตอนนี้ ได้ยินเสียงที่ดูคลุมเครือของซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานที่กำลังร่วมรักกันดังมาจากในห้องด้านหลัง อีกทั้งการเคลื่อนไหวยังอึกทึกมาก ทำให้เขาหน้าแดงในทันที
เขารีบกลับไปยังห้องของตัวเอง แต่ทว่าการกันเสียงของโรงเตี๊ยมนี้ไม่ดีนัก ต่อให้กลับไปที่ห้องแล้วก็ยังได้ยินเสียงของพวกเขาอยู่เบา ๆ
กู่ต้าหู่รู้สึกเพียงว่าแก้มของตนร้อนผ่าวไปหมด จึงรีบรินน้ำเย็นบนโต๊ะตรงหน้าแล้วดื่มให้สงบใจลงหน่อย
ทันทีที่เขาวางถ้วยชาลง พลันรู้สึกได้ถึงลมหายใจในห้องที่มีเพิ่มขึ้นมาสองสามคน มือของเขาเกร็งแน่น หมุนตัวมาอย่างระแวดระวัง เห็นคนชุดดำสี่คนที่ปิดหน้ายืนเป็นแถวตรงหน้า
กู่ต้าหู่ผงะไป “พวกเจ้า…”
ชายชุดดำสี่คนนั้นคำนับกู่ต้าหู่ “ข้าน้อยได้รับคำสั่งมารับตัวท่านกลับไปขอรับ”
ในที่สุดความตึงเครียดของกู่ต้าหู่ก็ผ่อนคลายลงในทันที
เขายิ้มมุมปากอย่างผ่อนคลาย ในที่สุดคนที่ควรมาก็มาเสียแล้ว
จากนั้นกล่าวเบา ๆ “ได้ พวกเจ้ารอข้าหน่อย จะไม่บอกลาคงไม่ได้”
กล่าวจบ เขาหยิบเอาพู่กันข้าง ๆ มาเขียนตัวหนังสือไม่กี่ตัวบนกระดาษอย่างรวดเร็ว และหยิบเอาสัมภาระขึ้นมา แล้วจากไปพร้อมกับชายชุดดำทั้งสี่
วันต่อมา
ตอนที่ซ่งชิงหลันฟื้นขึ้นมา รู้สึกเพียงว่าทั้งร่างนั้นเจ็บช้ำราวกับว่าจะแตกสลาย
ต้องโทษที่ยาปลุกกำหนัดนั้นแรงเกินไป ไป๋เย่หานจึงรังแกนางเสียจนผ่านกลางดึกไปจึงได้สิ้นสุดลง
นางหันหน้าไปมองเห็นเพียงไป๋เย่หานข้างกายที่นอนหลับสนิท สีหน้าพึงพอใจ ราวกับว่านี่เป็นเพียงการออกกำลังกายของคนสองคน แต่ผลสุดท้ายกลับมีเพียงนางที่เจ็บ ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ซ่งชิงหลันจ้องมองเขาอย่างโมโห กำลังจะพลิกตัวลุกขึ้นก็ร้อง “โอ๊ย!” ออกมา แล้วก็ล้มลงบนเตียงอย่างอ่อนแรงอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ไป๋เย่หานก็ตื่นแล้ว
เขากอดซ่งชิงหลันไว้ด้วยสีหน้ากังวล “เจ้าเป็นอันใดหรือ เป็นอันใดไป”
ซ่งชิงหลันหยิกอกของเขาอย่างโกรธเกรี้ยว “ท่านยังมีหน้ามาถามอีกหรือ ต้องโทษท่าน เมื่อคืนนี้ข้าแทบจะถูกบีบคั้นจนแห้งเสียแล้ว”
“พระชายา ขอโทษด้วย ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้า” ไป๋เย่หานเกลี้ยกล่อมนางไปพลางนวดเอวให้นางอย่างอ่อนโยน
นวดไปเรื่อย ๆ ความร้อนก็พลุ่งพล่านขึ้น เขาเริ่มรู้สึกร้อนรนจนทนไม่ไหวอีกครั้ง
ซ่งชิงหลันพบว่าเขาผิดปกติไป จึงมองส่วนล่างของเขาแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวอย่างร้อนรน “เป็นอันใดไป ผลข้างเคียงของยาหายไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ”
ไป๋เย่หานยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแฝงความกระเส่าล่อลวง เข้าไปใกล้ซ่งชิงหลันแล้วกล่าว “พระชายา เช่นนั้นเรามาทำกันอีก…”
“โอ๊ย! ไป๋เย่หาน! ไอ้คนสารเลว!”
……
ที่ห้องโถงชั้นหนึ่งของโรงเตี๊ยม อู่เชียนเชียน ฉูซื่อโม่ว ซ่งชิงหนาน ซุนอิงหนิง ทั้งยังมีซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ที่มากินอาหารเช้ากันแล้ว
อู่เชียนเชียนดูเวลา ทั้งมองห้องของพวกซ่งชิงหลันที่ชั้นสอง และกล่าวเบา ๆ “เหตุใดพวกพี่ชิงหลันจึงยังไม่ตื่นอีกเล่า คงไม่ใช่ว่าเมื่อคืน…”
“แค่ก ๆ…” ฉูซื่อโม่วกระแอมสองสามครั้งด้วยใบหน้าแดงก่ำ ชี้ไปที่เด็กสองคนตรงหน้า “เชียนเชียน เจ้าใจเย็นก่อน ตรงนี้ยังมีเด็กอีกสองคนนะ”
ซุนอิงหนิงเองก็หน้าแดงเช่นกัน รีบก้มหน้าก้มตากินอาหาร
อู่เชียนเชียนทำได้เพียงมุ่ยปาก “ไอ้หยา ข้ารู้แล้ว แต่นี่สายแล้ว ข้าเพียงเป็นห่วงว่าเราจะไม่มีเรือออกทะเลน่ะสิ”
ได้ยินถึงตรงนี้ อยู่ ๆ เด็กน้อยน่ารักอย่างซ่งซิงเยว่เสนอขึ้นมา “เช่นนั้นข้าจะขึ้นไปปลุกท่านพ่อกับท่านแม่ให้ตื่นนะเจ้าคะ”
“อย่า ๆ ๆ…” อู่เชียนเชียนยื่นมือไปดึงนางไว้ทันที และกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เยว่เยว่ ท่านพ่อกับท่านแม่น่ะ กำลังทำเรื่องสำคัญกันอยู่ พวกเราอย่าไปรบกวนพวกเขาเลย กินอาหารเช้ากันก่อนดีกว่า”
ซ่งซิงเยว่กะพริบดวงตากลมโตปริบ เอ่ยถามอย่างใสซื่อ “ท่านพ่อและท่านแม่กำลังทำเรื่องสำคัญอย่างการมีน้องหรือเจ้าคะ”
“แค่ก ๆ ๆ…”
ซุนอิงหนิงสำลักในทันใด
ซ่งชิงหนานรีบตบหลังให้นาง “อิงหนิง เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่”
ซุนอิงหนิงหน้าแดง ไม่รู้ว่าเพราะสำลักหรือเพราะเขินอาย
นางส่ายหน้า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นไร”
ส่วนอู่เชียนเชียนรีบปิดปากเล็กของซ่งซิงเยว่ “เยว่เยว่ เบาเสียงหน่อย เรื่องเช่นนี้ไม่ควรให้คนอื่นได้ยินเข้า”
“อ้อ เจ้าค่ะ” ซ่งซิงเยว่ลดเสียงให้เบาลง ตอบกลับอย่างไร้เดียงสาด้วยสีหน้าจริงจัง
ในตอนนั้นเอง เสียงของซ่งชิงเป่ยดังขึ้นมาทันใด “พวกท่านคุยอันใดอยู่หรือ เหตุใดจึงตื่นเต้นนัก”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเขาเดินลงมาจากชั้นบน
ซ่งชิงหนานเหลือบตาขึ้นมองเขาอย่างเกียจคร้าน “ตื่นมาได้แล้วหรือ”
ทันทีที่ซ่งชิงเป่ยนั่งลง ก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “พี่สาม อย่าว่าแต่ข้าเลย ท่านพี่และพี่เขยก็ยังไม่ตื่นไม่ใช่หรือ”
เขามองไปรอบ ๆ พบว่ากู่ต้าหู่ไม่อยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองไปทางห้องที่เขาพัก
“เจ้านี่นะ! เมื่อคืนพลาดเรื่องใหญ่ไปแล้ว!” อู่เชียนเชียนยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
เมื่อคืนเขาดื่มสุราอยู่ในห้องคนเดียว ดื่มไปเรื่อย ๆ ก็หลับไป ด้านนอกเกิดเรื่องใหญ่อันใดเขาไม่รับรู้
เพียงได้ยินอู่เชียนเชียนกล่าวเช่นนั้น ซ่งชิงเป่ยโน้มตัวไปอย่างสงสัย “เรื่องอันใดหรือ รีบเล่าให้ข้าฟังเถิด”
อู่เชียนเชียนจึงโน้มเข้าไปใกล้หูของเขาแล้วเล่าเรื่องเมื่อคืนให้เขาฟังอย่างละเอียด