ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 409 ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกเจ้าจริง ๆ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 409 ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกเจ้าจริง ๆ
บทที่ 409 ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกเจ้าจริง ๆ
ซ่งชิงหลันเองก็ไม่กล้านอนหลับเต็มตา นางมองไป๋เย่หานที่คอยเฝ้าอยู่ข้างกายตน กะพริบตาแล้วอ้าปาก ยังไม่ทันได้เอ่ยอันใดออกมา กลับถูกไป๋เย่หานชิงพูดออกมาเสียก่อน “ไม่เป็นไร นอนเถิด ข้าเฝ้าอยู่ตรงนี้”
ตอนนี้สถานการณ์ของพวกเขายังไม่อาจรู้แน่ แต่จะต้องระวังตัวไว้ให้มาก
ซ่งชิงหลันรู้สึกอบอุ่นในใจทันที ยื่นมือออกไปหาเขา
ไป๋เย่หานเองก็ยื่นฝ่ามือออกมา
นางกุมมือของไป๋เย่หานแน่น รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาหลายเท่าตัว แล้วค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทราไปเช่นนั้น
ไม่ทันรู้ตัว ท้องฟ้าก็สว่างเสียแล้ว
ทุกคนหลับกันลึกมาก แต่ถูกเสียงร้องตกใจของซ่งชิงเป่ยปลุกให้ตื่น
“สวรรค์! พวกท่านรีบตื่นเร็ว รีบขึ้นมาที่ดาดฟ้าเรือ! เร็วเข้า!”
อู่เชียนเชียนลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย บ่นออกมาเบา ๆ “เจ้าทำอันใดเนี่ย เสียงดังเกินไปแล้ว! ข้ายังอยากนอนต่ออีกหน่อยนะ!”
ส่วนซุนอิงหนิงอารมณ์ดีกว่ามาก “ฟังจากเสียงของชิงเป่ย ดูเหมือนจะพบของที่น่าสนุกนะเจ้าคะ พวกเราขึ้นไปดูเสียหน่อยดีหรือไม่”
กล่าวจบ นางมองซ่งชิงหนานอย่างขอความคิดเห็น
ซ่งชิงหนานย่อมเห็นด้วยทุกอย่าง จึงพยักหน้า “ได้สิ ข้าจะไปกับเจ้า”
ทั้งสองคนเดินออกไปด้วยกัน
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ เด็กทั้งสองคนเพียงได้ยินคำว่าน่าสนุกก็ตื่นเต้นขึ้นมาในทันที รีบดึงแขนของซ่งชิงหลันแล้วส่ายไปมา “ท่านแม่ ท่านแม่ พวกเราอยากไปดูเหมือนกัน ท่านรีบลุกขึ้นเถิด!”
“ได้ ๆ ๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกเจ้าจริง ๆ”
กล่าวจบ ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานทั้งสองคนพาเด็กน้อยทั้งสองขึ้นดาดฟ้าเรือไปด้วย
ตอนนี้ ในห้องโดยสารเหลือเพียงอู่เชียนเชียนและฉูซื่อโม่ว
ฉูซื่อโม่วช่วยเช็ดหน้าให้นาง “เชียนเชียน ทุกคนล้วนขึ้นไปแล้ว เราจะไม่ไปดูจริง ๆ หรือ”
ความจริงแล้ว ในใจเขาเองก็สงสัยอย่างมาก
“ก็ได้ พวกเราไปกันเถิด” อู่เชียนเชียนย่อมมองออก ทั้งสองคนจึงเดินจับมือไปด้วยกัน
ทั้งสองคนเดินขึ้นมาดาดฟ้าเรือด้วยกัน เห็นดวงตะวันที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาราวกับลูกไฟ ไม่นานนัก ลูกไฟนี้ก็เหมือนจะหลุดพ้นจากพันธนาการ ลอยขึ้นมาเหนือผืนน้ำ
ในชั่วพริบตา ก้อนเมฆทั้งหมดถูกย้อมจนเป็นสีส้มอมแดง ลอยอ้อยอิ่ง ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น ภาพพระอาทิตย์ขึ้นอันงดงามราวกับบุปผาที่เบ่งบาน เหมือนกับคลื่นที่สาดซัด จุดที่แม่น้ำและท้องฟ้าบรรจบกันนั้นถูกย้อมเป็นทะเลเพลิงสีแดงในทันที ทั้งท้องฟ้าและผืนน้ำ ทั้งหมดเป็นประกาย งดงามเกินจินตนาการ
ทุกคนล้วนมองภาพความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างใจจดใจจ่อ ตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์อันงดงามนี้
“โอ้โห… สวยจังเลย!” น้ำเสียงน่าเอ็นดูของซ่งซิงเยว่ เมื่อฟังในยามเช้าตรู่บนทะเลแล้วช่างหวานหูเป็นพิเศษ
นางใช้มือหนึ่งจับซ่งชิงหลัน อีกมือจับไป๋เย่หาน “ท่านแม่ ท่านพ่อ ข้าไม่เคยเห็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามเช่นนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ ข้าชอบที่นี่เหลือเกิน!”
ลมทะเลเย็น ๆ ยามเช้าพัดมาเบา ๆ ขับกล่อมหัวใจให้ผ่อนคลาย
ไป๋เย่หานกอดซ่งชิงหลันจากด้านหลัง ทั้งยังกอดเด็กทั้งสองไว้ในอ้อมแขนด้วย “นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราสี่คนได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน ข้าชอบที่นี่มากเช่นกัน!”
ได้มีความทรงจำอันงดงามในสถานที่ที่งดงามเช่นนี้ ทั้งอารมณ์และทิวทัศน์ ทำให้คนทั้งหมดต้องตกอยู่ในภวังค์จริง ๆ
เดิมทีซ่งชิงหนานไม่สนใจกับเรื่องเหล่านี้ แต่ในตอนนี้ เขากลับมองซุนอิงหนิงที่อยู่ข้าง ๆ
ลมทะเลที่อ่อนโยนพัดผมสวยของนางเบา ๆ แสงอาทิตย์อันอบอุ่นส่องมาบนใบหน้าเล็กงดงาม มองแล้วราวกับภาพฝัน มุมปากยังมีรอยยิ้มบาง ๆ จากมุมที่เขามองแล้ว นางที่อยู่ตรงหน้านั้นราวกับเทพเซียนอย่างไรอย่างนั้น
เขาหลุดปาก “เจ้าชอบหรือไม่”
“อืม ชอบเจ้าค่ะ” ซุนอิงหนิงพยักหน้าตอบโดยไม่แม้แต่จะคิด หันหน้ามามองซ่งชิงหนานแล้วเผยรอยยิ้มอันมีความสุข “ยามมองพระอาทิตย์ขึ้นในพื้นที่ราบ จะเห็นความกว้างขวางของเส้นขอบฟ้า ยามมองพระอาทิตย์ขึ้นบนภูเขาสูง จะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ ยามมองพระอาทิตย์ขึ้นบนทะเล จะได้เห็นถึงความงดงามเกินบรรยาย ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นแต่ในหนังสือ ตอนนี้เมื่อได้เห็นของจริง มันงดงามอย่างไม่อาจจะบรรยายได้จริง ๆ เจ้าค่ะ การเดินทางครั้งนี้ช่างคุ้มค่านัก!”
ถึงแม้ซ่งชิงหนานจะไม่เข้าใจความงดงามเหล่านี้ แต่เมื่อเห็นนางมีความสุข เขาย่อมมีความสุขไปด้วย “เจ้ามีความสุขได้แล้ว ไว้คราวหลัง ข้าจะพาเจ้าไปดูทุกสิ่งที่เจ้าอยากดูจากในหนังสือบ้าง”
ซุนอิงหนิงยิ้ม “ตกลงเจ้าค่ะ หากผู้ใดโกหก ผู้นั้นเป็นหมาน้อยนะเจ้าคะ!”
คนทางด้านนี้อยู่กันเป็นคู่ ๆ ใกล้ชิดสนิทสนม มีความสุขเป็นครอบครัว มีเพียงซ่งชิงเป่ยผู้เป็นคนแรกที่ค้นพบภาพอันงดงามนี้กลับยืนมองดูมันอยู่ตรงหัวเรือตัวคนเดียว
ดวงตาของเขาแฝงความเศร้าซึม ในใจกลับลอบคิด ‘ถ้าหากเจ้าอยู่ด้วยก็คงจะดี เจ้าจะต้องชอบเป็นแน่ และไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด จะได้เห็นภาพอันงดงามนี้หรือไม่’
ในตอนนี้ อู่เชียนเชียนที่กำลังดำดิ่งอยู่กับทิวทัศน์งดงามค่อย ๆ ได้สติกลับมา “ซื่อโม่ว! พระอาทิตย์ขึ้นนี้งดงามยิ่งนัก! ข้า…”
นางกล่าวไปพลาง คว้ามือไปที่ข้างกาย แต่มือกลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าอย่างคาดไม่ถึง
นางหันหน้ามาอย่างสงสัย จึงได้พบว่าข้างกายของนางมีร่างของฉูซื่อโม่วเสียที่ไหน
อู่เชียนเชียนกระวนกระวายในทันใด “ซื่อโม่ว…”
“ข้ามาแล้ว!” ในตอนนี้ ฉูซื่อโม่วเร่งรุดมา
“เจ้าไปที่ไหนมา เมื่อครู่เจ้าอยู่ข้างกายข้าตลอดไม่ใช่หรือ”
ภาพอันงดงามเพียงนี้ ต้องดูกับคนรักจึงจะสมบูรณ์แบบสิ!
ฉูซื่อโม่วใบหน้าตื่นเต้น จากนั้นนั่งลงกับพื้น หยิบเอาอุปกรณ์วาดภาพออกมาแล้วกล่าว “ข้ากลับไปเอาพู่กัน หมึก แล้วก็กระดาษน่ะ ทิวทัศน์สวยงามเช่นนี้ หากไม่วาดเอาไว้จะน่าเสียดายเกินไปแล้ว”
เขาเริ่มร่างภาพอย่างตั้งใจ จดจ่ออยู่กับการวาดภาพ
อู่เชียนเชียนนั่งลงข้าง ๆ เขาอย่างเงียบ ๆ มองท่าทางตั้งอกตั้งใจของชายหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะชื่นชม
สีหน้าตอนวาดภาพของเขาคือสิ่งที่นางชอบที่สุด
จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นสูง ฉูซื่อโม่วก็วาดเสร็จแล้ว
ซ่งชิงหลันมองเขา ยิ้มพลางกล่าวหยอก “ซื่อโม่ว ดูท่าการเดินทางครั้งนี้สำหรับเจ้าคงไม่เสียเปล่าแล้วล่ะ!”
ฉูซื่อโม่วยิ้มแล้วพยักหน้า “ใช่ขอรับ ที่แท้ทิวทัศน์สวยงามมักจะปรากฏในตอนที่ไม่ทันตั้งตัว”
ในตอนนั้น เด็กทั้งสองคนอย่างซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ชี้ไปที่ทะเลไม่ไกลนัก และร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านดูสิ เหมือนว่าตรงนั้นจะมีเรือนะขอรับ!”
“มีทางนั้นด้วย ทางนั้นก็มีเรือ!”
ทุกคนมองไปตามเสียง เห็นเพียงราง ๆ ว่ามีเรืออยู่สองสามลำจริง ๆ
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวเบา ๆ “เรือเหล่านี้ เป็นไปได้มากว่าจะเป็นเรือที่ออกมาก่อนพวกเรา”
อู่เชียนเชียนโน้มตัวมาทันที “เช่นนั้นแล้ว พวกเราตามพวกเขาทันแล้วหรือ เฮอะ ๆ… ดูท่าคนเรือผู้นี้จะมีฝีมือการขับเรือไม่เลวเลย พวกเขาออกมาก่อนเราตั้งนาน แต่เราก็ยังตามทัน”
เมื่อได้ยินอู่เชียนเชียนพูดถึงคนเรือ ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานก็สบตากัน ทั้งสองคนไม่สบายใจเล็กน้อย
“เอ๋! แปลกนัก!” อยู่ ๆ ซ่งชิงเป่ยเอ่ยออกมา จากนั้นเดินไปข้างหน้า มองเรือที่อยู่ห่างออกไปอย่างสงสัย
ซ่งชิงหนานมองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถาม “มีอันใดหรือ”
ซ่งชิงเป่ยขมวดคิ้ว “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเรือลำนี้ของเราจะเปลี่ยนเส้นทาง ไม่ได้มุ่งหน้าไปทางเดียวกับเรือเหล่านั้นเลย”
เพียงคำเช่นนี้กล่าวออกมา มันดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที แต่ละคนมองไปยังเรือที่อยู่บนผืนน้ำ ดูทิศทางอย่างระมัดระวัง
อู่เชียนเชียนขมวดคิ้ว “เปล่าเสียหน่อย ข้าไม่รู้สึกเช่นนั้นนะ!”
นางมองซ่งชิงเป่ยแล้วยิ้มออกมา “ชิงเป่ย เจ้ารู้สึกไปเองกระมัง เจ้าคงไม่ได้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะต้าหู่ไม่อยู่ใช่หรือไม่”
“ข้าเปล่าเสียหน่อย ข้ารู้สึกว่าเรือเราเปลี่ยนทิศทางจริง ๆ” ซ่งชิงเป่ยหน้าแดง
“เอาเถิด ๆ ข้าไม่สนใจเจ้าแล้ว แดดร้อนเกินไป ข้ากลับไปนั่งในห้องโดยสารดีกว่า” อู่เชียนเชียนโบกมือ จากนั้นลากฉูซื่อโม่วกลับไปยังห้องโดยสาร