ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 415 เจ้าจำผิดหรือไม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 415 เจ้าจำผิดหรือไม่
บทที่ 415 เจ้าจำผิดหรือไม่
“แม่นางจื่อเยียน… แม่นางจื่อเยียน… รอเดี๋ยว…”
หลังจื่อเยียนจากไป ซ่งชิงเป่ยก็ตามนางออกไปคนเดียว
จื่อเยียนหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองอย่างสงสัย “นายน้อยซ่ง ยังมีคำสั่งอันใดอีกหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่กล้าสั่งหรอก” ซ่งชิงเป่ยยิ้ม “ข้าอยากถามหาคนคนหนึ่งน่ะ”
“เอ๋ ผู้ใดหรือเจ้าคะ นายน้อยซ่งบอกมาเถิด”
“เขาชื่อกู่ต้าหู่” กล่าวจบ ซ่งชิงเป่ยก็ประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย “ข้าอยากถามเสียหน่อย ว่าตอนนี้กู่ต้าหู่พักอยู่ที่ห้องพักแขกห้องใดหรือ”
“กู่ต้าหู่หรือ” จื่อเยียนขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ จากนั้นก็กล่าวตอบอย่างจริงจัง “ที่เรือนพักร้อนไม่มีแขกที่ชื่อกู่ต้าหู่นะเจ้าคะ”
“ว่าอย่างไรนะ เป็นไปได้อย่างไร” ซ่งชิงเป่ยตะลึงไปทันที “เขาพูดอยู่ชัด ๆ ว่าจะนำหน้ามาที่เรือนพักร้อนวั่งเหมยก่อน แม่นางจื่อเยียน เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าจะจำผิด อาจจะลืมกู่ต้าหู่ไป”
จื่อเยียนยิ้มบางพลางกล่าวตอบ “เป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ รายการแขกที่เข้ามาในเรือนพักร้อนทุกวันนี้ล้วนอยู่ในการดูแลของข้า อีกอย่าง ขอเพียงเป็นสิ่งที่ข้าเคยเห็น ข้าจะไม่มีทางลืม ข้าสามารถบอกท่านได้อย่างแน่นอน ว่าตอนนี้ที่เรือนพักร้อนวั่งเหมยไม่มีคนที่ชื่อกู่ต้าหู่”
“เป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร” ใจของซ่งชิงเป่ยหล่นวูบในทันที บนใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เขากล่าวพึมพำเบา ๆ “เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเขาทิ้งจดหมายไว้บอกว่าจะมาก่อน เหตุใดจึงไม่อยู่ไปได้ หรือว่า…”
กล่าวถึงตรงนี้ ในใจของซ่งชิงเป่ยก็หล่นวูบ ลางสังหรณ์ร้ายแผ่ขยายอยู่ในอก
จื่อเยียนมองท่าทางของเขาที่เปลี่ยนสีหน้าไป ก็เอ่ยปากบอกว่า “ยังเหลือเวลาอีกสองวันกว่าจะถึงวันที่สิบที่รับสมัครบุตรเขย สองวันนี้ข้าจะใส่ใจดูแทนนายน้อยซ่ง ว่ามีคนชื่อกู่ต้าหู่ขึ้นเขาหรือไม่”
“ได้ ต้องลำบากแม่นางจื่อเยียนแล้ว”
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
“แม่นางจื่อเยียนไปเถิด”
หลังจากมองจื่อเยียนจากไปแล้ว ซ่งชิงเป่ยก็ตัดสินใจจะกลับ หากแต่เพียงหันหลัง กลับเห็นซ่งชิงหลันกำลังยืนกอดอกมองเขาด้วยท่าทางสงบนิ่ง
“ท่านพี่”
ซ่งชิงหลันเพียงยิ้มแล้วกล่าว “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องออกมาถามข่าวของต้าหู่กับแม่นางจื่อเยียน ว่าอย่างไรเล่า ได้ข่าวคราวมาหรือไม่”
“ไม่ขอรับ” ซ่งชิงเป่ยส่ายหัวอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ใบหน้ามีแต่ความกังวล “ท่านพี่ ท่านว่าต้าหู่จะเกิดเรื่องอันใดหรือไม่ อย่างไรวันนั้นก็มีคลื่นยักษ์ ไม่ใช่ว่าเรือหลายลำล้วนเกิดเหตุหรอกหรือ ต้าหู่จะอยู่บนเรือเหล่านั้นหรือไม่”
ซ่งชิงหลันตบบ่าเขา พร้อมกล่าวปลอบ “เจ้าอย่าได้ทำตัวเองกลัดกลุ้มไปเลย เจ้าดูสิ พวกชิงชิงออกมาเร็ว จึงหลบคลื่นยักษ์ได้ และไม่เป็นอันใดไม่ใช่หรือ”
“เช่นนั้นเหตุใดแม่นางจื่อเยียนจึงบอกว่าผู้คนที่พักอยู่ในเรือนพักร้อนวั่งเหมยไม่มีคนชื่อต้าหู่เล่า”
ซ่งชิงหลันหรี่ตาเล็กน้อย “บางที เขาอาจจะอยู่สักที่บนเกาะกระมัง และบางที… ช่างเถิด ชิงเป่ย อย่าคิดมากเพียงนั้นเลย ตอนนี้เจ้าพักผ่อนให้ดี เตรียมเข้าร่วมงานคัดเลือกบุตรเขยจะดีกว่า ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้น อาจจะมีเรื่องไม่คาดคิดก็เป็นได้”
ซ่งชิงเป่ยยู่ปาก “ข้าเห็นหญิงงามมามากมายแล้ว ท่านพี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณหนูแห่งเรือนพักร้อนวั่งเหมยจะทำให้ยินดีได้ถึงขั้นไหนเชียว”
ซ่งชิงหลันยิ้มแต่ไม่กล่าวอันใด ในใจลอบกล่าว ‘เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย อย่าพูดอย่างมั่นใจเพียงนั้นเลย ถึงตอนนั้นเรื่องตื่นตกใจจะกะทันหันเกินไปทีเดียว’
ยามที่ทั้งสองคนกลับมาที่เรือน ก็ได้ยินเสียงฉินอันรื่นหูดังขึ้น
ซ่งชิงหลันยิ้ม “เพียงฟังเสียงฉินนี้ ก็รู้แล้วว่าเป็นอิงหนิง”
แน่นอน เพียงก้าวเข้าไปในห้อง นางก็เห็นซุนอิงหนิงนั่งอยู่ข้างฉินอัน อู่เชียนเชียนอุ้มซ่งซิงเยว่ฟังกันอย่างเคลิบเคลิ้ม ซ่งชิงหนานเองก็ดูจะเคลิบเคลิ้มมากด้วย ส่วนไป๋เย่หานและซ่งซิงเฉินทั้งสองคนกลับไม่อยู่ที่นี่
อู่เชียนเชียนที่ได้ยินเสียงก็หันหน้าไปมอง และกวักมือหาซ่งชิงหลัน “พี่ชิงหลัน รีบมาเร็ว ๆ ฟังอิงหนิงเล่นฉินช่างสบายหูนักเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เจ้าฟังเข้าใจหรือ”
“ถึงแม้ข้าจะไม่แน่ใจนัก แต่ก็รู้สึกได้นะเจ้าคะ”
ไม่นาน ก็จบเพลงเสียแล้ว ซุนอิงหนิงมองฉินตรงหน้าด้วยสีหน้ามีความสุข “เป็นฉินที่ดีจริง ๆ”
นางลูบฉินนี้อย่างทะนุถนอม
ในตอนนั้นเอง นางเห็นว่าที่มุมหนึ่งของด้านล่างฉินโบราณนั้นสลักคำว่า ‘ลั่วเยว่’ เอาไว้
ซุนอิงหนิงตื่นเต้นขึ้นมาทันที “สวรรค์! นี่… นี่คือลั่วเยว่ฉินหรือ”
“ลั่วเยว่ฉินหรือ ลั่วเยว่ฉินคืออันใดกัน” อู่เชียนเชียนกะพริบตา เอ่ยถามอย่างสงสัย
หากแต่ซ่งซิงเยว่ที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนของอู่เชียนเชียน พลันเอ่ยขึ้นมา “ลั่วเยว่ฉิน ก็คือฉินตัวสุดท้ายที่ท่านปรมาจารย์ฉิน ฉินเสียนจื่อสร้างขึ้นเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ และเป็นฉินตัวที่เขาพึงพอใจที่สุดด้วยเจ้าค่ะ ตำนานบอกว่าเสียงของฉินตัวนี้นั้นใสราวกับหยกสาดกระเซ็น สั่นไหวราวกับมังกรคำราม ราวกับเสียงของธรรมชาติเจ้าค่ะ”
อู่เชียนเชียนมองซ่งซิงเยว่ในอ้อมแขนอย่างตื่นตกใจและสงสัย
ไม่รอให้นางเอ่ยปากถาม ซ่งซิงเยว่ก็ยิ้มออกมาอย่างเฉลียวฉลาด “นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านน้าอิงหนิงเล่าให้ข้าฟังยามที่สอนข้าเล่นฉินน่ะเจ้าค่ะ”
“เจ้านี่ช่างฉลาดเฉลียวเสียจริง จำอันใดได้มากมายเพียงนี้”
ซุนอิงหนิงมองลั่วเยว่ฉินตรงหน้าอย่างอาลัยไม่อยากปล่อยมือ “สมัยท่านพ่อข้ายังมีชีวิตก็ได้ไปสอบถามมาหลายที่ หากแต่ไม่รู้ถึงเบาะแสของลั่วเยว่ฉินเลย คิดไม่ถึงว่าจะถูกซ่อนอยู่ในเรือนพักร้อนวั่งเหมยนี้”
จู่ ๆ ซ่งชิงหลันก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่ว่า… ในเมื่อเป็นฉินที่ล้ำค่าเช่นนี้ เหตุใดจึงเอามาวางไว้ตรงนี้เล่า”
“ไม่เพียงแต่ฉินนะ…” ในตอนนี้ก็มีเสียงของฉูซื่อโม่วดังขึ้นมา
จากนั้นก็เห็นเขาเดินออกมาด้วยใบหน้ามีความสุข ในมือถือกระดาษวาดรูปและพู่กัน “ข้าเพิ่งเห็นเครื่องไม้เครื่องมือในห้องวาดภาพ กระดาษวาดภาพและพู่กันนี้ล้วนเป็นของคุณภาพดีเลิศ หมึกที่ใช้วาดก็เป็นหมึกที่ล้ำค่าโดนน้ำก็ไม่ละลาย”
เพียงอู่เชียนเชียนได้ฟังก็เบิกตากว้างทันที “มีหมึกที่โดนน้ำแล้วไม่ละลายด้วยหรือ”
“อืม ถูกต้อง” ฉูซื่อโม่วพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินท่านพ่อบอกไว้ เพื่อนคนหนึ่งของเขาเคยผลิตหมึกที่อัศจรรย์ขึ้น สามารถล่องหนได้ แต่หากโดนน้ำจะไม่ละลาย แต่กลับปรากฏขึ้นมาแทน”
“เช่นนั้นแล้ว สหายของท่านลุงฉูผู้นั้น ก็คือท่านเจ้าของเรือนพักร้อนวั่งเหมยหรือ”
ฉูซื่อโม่วส่ายหน้า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่แน่ใจนัก”
ในตอนนี้ ซ่งชิงหลันก็มองไปรอบ ๆ แล้วกล่าว “ไป๋เย่หานและเฉินเฉินไปไหน”
ซ่งชิงหนานรีบกล่าวอธิบาย “ที่ด้านหลังของเรือนนี้มีสนามฝึกเล็ก ๆ อยู่ขอรับ ในนั้นมีอาวุธแปลก ๆ มากมาย ท่านพี่เขยจึงได้พาเฉินเฉินไปดูอาวุธน่ะขอรับ”
“อ้อ! จริงสิ!” จู่ ๆ อู่เชียนเชียนก็กล่าวอย่างตกใจ “พี่ชิงหลัน ข้ายังพบอีกว่าในห้องนั้นมีกระดาษและพู่กันแบบที่ท่านชอบใช้วาดแบบร่างด้วยเจ้าค่ะ”
“แปลก… ที่นี่ช่างแปลกจริง ๆ…” ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว ความสงสัยในใจยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกที
ซุนอิงหนิงกล่าวอย่างเห็นด้วย “ใช่แล้ว ทุกอย่างของที่นี่ ดูเหมือนจะจงใจเตรียมไว้ให้พวกเราโดยเฉพาะเลย”
“แต่พวกเราทุกคนก็ล้วนมาที่เรือนพักร้อนวั่งเหมยเป็นครั้งแรก ทั้งยังไม่เคยพบกับท่านเจ้าของเรือนพักร้อนวั่งเหมย พูดตามตรง ข้ายังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออันใด เหตุใดเขาจึงรู้ถึงความชอบของพวกเราทุกคนได้เล่า ข้าว่า ทุกอย่างนี้คงจะเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้นล่ะ” อู่เชียนเชียนกล่าวอย่างสบาย ๆ
แต่เมื่อความบังเอิญมากมายมารวมกัน ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกแล้ว