ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 416 ศิษย์น้องช่างเก่งกาจ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 416 ศิษย์น้องช่างเก่งกาจ
บทที่ 416 ศิษย์น้องช่างเก่งกาจ
ยามค่ำคืนมาถึง คนรับใช้ที่เรือนพักร้อนวั่งเหมยก็เตรียมอาหารร้อน ๆ มาส่งที่เรือนเป็นอย่างดี
ทำให้ทุกคนล้วนประหลาดใจกับความเอาใจใส่ที่ไม่คาดฝัน ดูท่าวิธีการรับรองแขกของเรือนพักร้อนวั่งเหมยนี้จะใส่ใจอย่างมากทีเดียว
หลังจากหัวหน้าคนรับใช้เห็นว่าคนอื่น ๆ นำอาหารหกจานและน้ำแกงหนึ่งอย่างวางไว้บนโต๊ะแล้ว ก็ยิ้มและกล่าวกับพวกซ่งชิงเป่ย “ทุกท่านโปรดรับประทานได้เลยขอรับ แม่นางจื่อเยียนสั่งเอาไว้ พรุ่งนี้ทุกท่านสามารถเดินเล่นที่เรือนพักร้อนได้ ขอเพียงไม่เข้าไปที่เรือนส่วนใน และพรุ่งนี้ทุกท่านก็สามารถไปกินอาหารที่โถงหลักได้ และถ้าหากพวกท่านชอบกินอาหารที่เรือน ก็บอกพวกข้าล่วงหน้าได้ขอรับ ข้าจะให้คนนำมาส่ง”
การดูแลราวกับเป็นเจ้านายนี้ ช่างทำให้ทุกคนพึงพอใจจริง ๆ
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ขอบคุณการรับรองของท่านเจ้าของเรือนเจ้าค่ะ ทุกท่านต้องลำบากแล้ว”
“เช่นนั้นเชิญพวกท่านรับประทานเถิดขอรับ พวกข้าไม่ขอรบกวนแล้ว”
กล่าวจบ เหล่าคนรับใช้เดินออกไปอย่างเป็นระเบียบ
จนกระทั่งพวกเขาไปแล้ว อู่เชียนเชียนที่หิวโหยมาตลอดอดไม่ได้ที่จะขยับตะเกียบ “อืม… สองวันมานี้ต้องนั่งเรือ ยังไม่ได้กินอันใดดี ๆ เลย ข้าหิวโหยเสียแทบแย่ อาหารที่นี่ดูน่าทานเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหนานคีบปลานึ่งชิ้นหนึ่งเข้าปาก “อืม ปลาที่นี่อร่อยเสียจริง”
ซ่งซิงเยว่ที่รักการกินได้ยินเข้ารีบร้องออกมา “ท่านแม่ ๆ ข้าเองก็อยากกินปลา”
“ได้ ๆ ๆ… แม่จะเอาก้างออกให้เจ้า…”
หากแต่ไป๋เย่หานแย่งคีบเอาปลาใส่ชามเสียก่อน พร้อมมองซ่งชิงหลันอย่างอ่อนโยน “ข้าทำเอง เจ้ากินของเจ้าเถิด”
กล่าวจบ ก็หยิบก้างปลาออกอย่างระมัดระวัง ด้วยกลัวว่าจะไปติดคอของซ่งซิงเยว่เข้า
ซ่งชิงหนานเองเรียนรู้วิธีการของไป๋เย่หาน จะเอาก้างออกให้ซุนอิงหนิงด้วย
แต่ทว่าซุนอิงหนิงกลับหน้าแดงทั้งยังกล่าวเบา ๆ “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่เด็กเสียหน่อย”
ซ่งชิงหนานที่รู้สึกเขินขึ้นมา จึงได้นำปลาที่เอาก้างออกหมดแล้วใส่ในชามของซ่งซิงเฉิน “เฉินเฉิน อันนี้ให้เจ้ากินนะ”
ซ่งซิงเฉินผงะไป พร้อมยู่ปาก “ท่านน้ารอง ท่านน้าอิงหนิงไม่เอาแล้ว ท่านเลยเอามาให้ข้าอย่างนั้นหรือ ฮึ เห็นข้าเป็นอันใดกัน”
“เป็นหลานของข้าอย่างไรเล่า” ซ่งชิงหนานกล่าวตอบอย่างจริงจัง
ซ่งซิงเฉินกินเนื้อปลาอย่างเงียบ ๆ อดไม่ได้ที่จะลอบส่ายหน้า
คิดไม่ถึงว่าแม้แต่ท่านน้ารองที่เงียบ ๆ ไม่พูดจาก็ล้อเล่นได้เช่นกัน พอได้ซึมซับสิ่งที่เรียกว่าความรัก ชายหนุ่มที่เย็นชาเพียงใดก็จะกลายเป็นเช่นเขา กลายเป็นคนที่คลั่งรักภรรยาเช่นนี้
หลังจากอู่เชียนเชียนกินอาหารราวกับพายุซัด นางก็อิ่มอย่างรวดเร็ว
และเรอออกมาอย่างพึงพอใจ ตอนนี้ในหัวนางมีความคิดมากมายผุดขึ้นมา
เป้าหมายแรก นางพุ่งไปที่ซ่งชิงเป่ย
อู่เชียนเชียนมองซ่งชิงเป่ยอย่างอารมณ์ดี พร้อมกล่าวหยอก “นี่ ชิงเป่ย เจ้ากับอันชิงชิงผู้นั้นเป็นอย่างไรมาอย่างไรกันแน่ บอกเราเสียหน่อยเถิด”
เพียงได้ยินอู่เชียนเชียนพูดชื่อของอันชิงชิง ซ่งชิงเป่ยสำลักออกมาโดยพลัน แทบจะถูกก้างติดคอ
และกล่าวด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “ข้ากับนางจะมีเรื่องอันใดได้อีก ข้ามองนางเป็นน้องสาวมาตลอด เรื่องมีเพียงเท่านั้นล่ะ”
หากแต่ซ่งชิงหนานกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้ากับบิดาของนางเรียกกันว่าพี่น้อง แล้วเจ้าจะมองนางเป็นน้องสาวหรือ ชิงเป่ย การนับญาตินี้จะดูยุ่งเหยิงไปหน่อยนะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ…”
ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
อู่เชียนเชียนยกนิ้วโป้งให้ซ่งชิงหนาน และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์น้อง เจ้าช่างเก่งกาจเชี่ยวชาญในการหยอกล้อเสียจริง ไม่เลว…”
ซ่งชิงเป่ยมุ่ยปาก “หากพวกท่านอยากจะหยอกล้อ ก็อย่าเอาข้ามาล้อเลยขอรับ”
“ไม่ล้อเจ้าแล้วจะให้ล้อผู้ใดกัน” อู่เชียนเชียนหัวเราะออกมาอีกครั้ง “ผู้ใดมีตาล้วนดูออก ชิงชิงชอบเจ้า ข้าคิดว่าแม่นางชิงชิงผู้นี้ดูสบาย ๆ ไม่คิดมากอันใด คล้ายคลึงกับข้าอย่างมาก ชิงเป่ย ครั้งนี้ถ้าหากเจ้าไม่ได้เป็นเขยของท่านเจ้าของเรือนพักร้อนวั่งเหมย เช่นนั้นหากชอบพอกับชิงชิงก็ไม่เลวนะ ถือว่าได้ภรรยากลับไปรายงานท่านย่าอย่างไรเล่า”
“โอ๊ย! ไม่เอา ๆ ๆ!” ซ่งชิงเป่ยส่ายหน้าอย่างร้อนรน “จะไปล้อเล่นกับแม่นางไม่ได้ ข้า…”
“มีคน!” ไม่รอให้ซ่งชิงเป่ยกล่าวจบ อยู่ ๆ ซ่งชิงหนานกล่าวขัดจังหวะคำพูดของน้องชายด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
จากนั้นก็วิ่งออกไปนอกประตูราวกับสายลม
ทุกคนระแวดระวังขึ้นมา และล้วนปิดปากเงียบ
ไม่นานนัก ซ่งชิงหนานเดินกลับเข้ามา
ไป๋เย่หานหรี่ตาเล็กน้อย และเอ่ยถาม “เป็นอย่างไร”
ซ่งชิงหนานส่ายหน้า “หนีไปแล้วขอรับ”
ในตอนนั้น บรรยากาศทั่วทั้งโต๊ะอาหารพากันเคร่งเครียด
อู่เชียนเชียนขมวดคิ้ว “พวกเราเพิ่งจะมาถึงเรือนพักร้อนวั่งเหมย เหตุใดจึงถูกคนจับตาเสียแล้วเล่า”
“หรือว่า… จะเป็นฝีมือของคนที่มาเข้าร่วมงานคัดเลือดบุตรเขย” ซุนอิงหนิงพูดความคิดของตน “เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจเพียงแค่ทดสอบความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้”
ฉูซื่อโม่วพยักหน้าเห็นด้วย “อืม เป็นไปได้ อย่างไรทุกคนล้วนต้องการจะเป็นบุตรเขยของท่านเจ้าของเรือนพักร้อนวั่งเหมยนี้ ว่ากันว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
หากแต่ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานกลับดวงตาเป็นประกาย มองฝั่งตรงข้าม คิดว่าเรื่องคงไม่ได้เรียบง่ายเพียงนั้น
ซ่งชิงหลันจึงยกยิ้มออกมา และกล่าว “เอาเถิด ไม่ต้องคิดมากเพียงนั้น นี่ฟ้าก็มืดแล้ว วันนี้ทุกคนเหนื่อยมามาก รีบกลับห้องไปพักจะดีกว่า”
“จริงด้วย! จริงด้วย! ข้าไม่ได้นอนหลับดี ๆ มาหลายวันแล้ว” อู่เชียนเชียนยืนขึ้นเป็นคนแรก “ในที่สุดก็ได้นอนที่นอนนุ่ม ๆ แล้ว ข้านอนก่อนล่ะ ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันก้มหน้ามองเด็กทั้งสองคนอย่างซ่งซิงเยว่และซ่งซิงเฉินเองที่ง่วงงุน เปิดเปลือกตาแทบไม่อยู่ จึงมองไป๋เย่หานแล้วกล่าว “เฉินเฉินและเยว่เยว่ง่วงแล้ว พวกเรากลับห้องเถิด”
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไป กลับห้องของตน
ดวงจันทร์ลอยขึ้นสูง หลังจากซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่นอนหลับไปแล้ว ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานจึงได้เดินออกมาจากห้อง
ที่ลานบ้าน นางมองเห็นซ่งชิงหนานนั่งอยู่ตรงเก้าอี้หินคนเดียว
พวกเขาดูเหมือนจะเดาออกตั้งแต่แรกแล้วว่าอีกฝ่ายจะนอนไม่หลับ
ซ่งชิงหลันเรียกเขาจากด้านหลังเบา ๆ “ชิงหนาน”
“ท่านพี่ พี่เขย” ซ่งชิงหนานหันหน้ามาเห็นทั้งสองคนก็ตกตะลึงไปทันที “พวกท่าน… เหตุใดพวกท่านจึงยังไม่นอนขอรับ”
ทั้งสองคนเดินหน้าไป นั่งลงข้างกายเขา
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วตอบ “เหมือนเจ้านั่นล่ะ”
ซ่งชิงหนานมีแววตาเคร่งขรึม แน่นอน ความตื่นตัวที่ปลูกฝังมาจากในกองทัพหลายปีของพวกเขานั้นไม่ได้ถูกปกปิดไว้
ไป๋เย่หานหรี่ดวงตาดุดันเล็กน้อย มองชายหนุ่มแล้วเอ่ยถาม “ว่ามาสิ ตอนที่เจ้าวิ่งตามออกไปเห็นอันใดบ้าง”
“ยามที่ข้าไล่ตามออกไป เห็นเพียงร่างสีดำร่างหนึ่งที่มีวิชาตัวเบาที่สูงส่งมากขอรับ” กล่าวจบ ซ่งชิงหนานก็ขมวดคิ้ว “ตามที่ข้าได้ตรวจสอบคนที่เข้ามายังเรือนพักร้อน ไม่มีคนที่จะมีวิชาตัวเบาเช่นนี้ ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่อีกฝ่ายจะเป็นคนของเรือนพักร้อน”