ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 417 ข้าดูไม่ออก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 417 ข้าดูไม่ออก
บทที่ 417 ข้าดูไม่ออก
“จะยืนยันเช่นนั้นไม่ได้หรอก” ไป๋เย่หานกล่าวเบา ๆ “คนมากมายจากทุกสารทิศมาเข้าร่วมงานคัดเลือกบุตรเขย ที่พวกเราเห็นในวันนี้ไม่ใช่ทั้งหมด อีกอย่าง ยอดฝีมือจริง ๆ ชอบปิดบังความสามารถของตน พวกเราจะชะล่าใจไม่ได้”
“พี่เขยกล่าวได้ถูกต้อง” ซ่งชิงหนานพยักหน้าเห็นด้วย “เช่นนั้นต่อไปพวกเราควรทำเช่นไรขอรับ”
ดวงตาชายหนุ่มฉายแววตื่นเต้น ความรู้สึกที่ได้หารือกับไป๋เย่หานนี้ ทำให้เขาเลือดพลุ่งพล่านที่ได้ฝันจะกลับไปสนามรบ เพราะนี่ก็ผ่านมานานแล้ว
“พรุ่งนี้พวกเราจะเข้าออกเรือนพักร้อนได้อย่างอิสระ คนที่มาเรือนพักร้อนคงจะใช้โอกาสนี้ตระเวนดู นี่คือโอกาส อย่างแรกเราต้องตรวจสอบความแข็งแกร่งของคนอื่น ๆ ดูว่ามีร่องรอยที่เข้ากันกับคนชุดดำหรือไม่ สองก็จะได้ดูเรือนพักร้อนวั่งเหมยนี้ให้ดี ข้ารู้สึกว่าที่นี่แปลก ๆ”
ตั้งแต่ขึ้นเกาะดอกเหมยมา ไป๋เย่หานก็รู้สึกอยู่เสมอว่ามีดวงตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องพวกเขาอยู่
ความรู้สึกเช่นนี้ตนดูจะเสียเปรียบอย่างมาก
ซ่งชิงหนานพยักหน้าและกล่าว “ได้ขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะถือโอกาสตรวจสอบอย่างดี”
“และยังมีจื่อเยียนผู้นั้นอีก…” อยู่ ๆ ในตอนนั้น ซ่งชิงหลันที่เงียบมาโดยตลอดก็เอ่ยปากออกมา “นางเองก็แปลกนัก พวกเจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ ว่าคนที่ขึ้นเกาะมานั้นไม่มีผู้ใดมารับ มีเพียงแม่นางจื่อเยียนที่มารับพวกเรา คงจะมีคนสั่งให้นางทำ อีกอย่างข้ายังคิดว่านางและเหล่าซุนที่ขับเรือให้เรานั้นรู้จักกัน เป็นไปได้มากว่าคนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาคือคนคนเดียวกัน”
“อืม” ไป๋เย่หานมุ่นคิ้วแล้วพยักหน้า “จื่อเยียนผู้นั้นวรยุทธ์มิใช่ต่ำต้อย แต่จะเป็นอย่างไรกันแน่ ข้าเองก็ดูไม่ออก”
“เช่นนั้นนางจะเป็นคนชุดดำที่แอบฟังพวกเราคุยกันหรือไม่” ซ่งชิงหนานคาดเดาอย่างไม่กลัวเกรง
ไป๋เย่เหานพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
ซ่งชิงหนานกล่าวเสริม “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะมุ่งความสนใจไปที่นางเป็นพิเศษขอรับ”
“ได้ ตกลงตามนี้ก่อน นี้ฟ้ามืดมากแล้ว เรากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด” ซ่งชิงหลันกล่าวเช่นนั้น
จากนั้นก็กลับไปที่ห้องกับไป๋เย่หาน
แต่เพียงกลับมาถึงห้องแล้วปิดประตู ไป๋เย่หานก็เริ่มซุกซน
เขากอดเอวเล็กของซ่งชิงหลัน ฝังศีรษะของตนไว้ที่คอของหญิงสาว ดมกลิ่นกายหอมสดชื่นที่คุ้นเคยนั้น พร้อมกล่าวเสียงกระเส่า “หลายวันมานี้ข้าไม่ได้นอนกับพระชายาดี ๆ เลย ช่างไม่ยุติธรรมกับข้านัก”
“คิก!”
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา นางลูบหลังไป๋เย่หาน อย่างแผ่วเบา “ตอนนี้เราอยู่ที่เรือนพักร้อนวั่งเหมย ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ท่านยังมีใจคิดเรื่องเช่นนี้อีกหรือ”
“จะกลัวอันใด ต่อให้ฟ้าถล่ม เจ้าก็ยังมีข้าคอยช่วยอยู่” ไป๋เย่หานมองซ่งชิงหลันอย่างโหยหา จากนั้นยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ น้ำเสียงแหบพร่านั้นแฝงการเชื้อเชิญ “ตอนนี้พวกเราได้อยู่ตามลำพังแล้ว ทำเรื่องสำคัญกันก่อนจะดีกว่า”
กล่าวจบ เขาอุ้มซ่งชิงหลันขึ้นแล้วเดินไปที่เตียง
ซ่งชิงหลันดิ้นรนเล็กน้อยราวกับบอกใบ้ “ไป๋เย่หาน ท่านจะกระทำอันใดก็เบา ๆ เสียหน่อย ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรานะ”
ไป๋เย่หานยิ้มร้าย “พระชายา เจ้าทำข้าลำบากใจเหลือเกิน แรงของข้านี้พลุ่งพล่านไปหมด”
ซ่งชิงหลันกลอกตาใส่เขาอย่างไร้คำจะกล่าว จากนั้นปล่อยให้ชายหนุ่มถอดเสื้อผ้าของตน
อยู่ ๆ ในตอนนั้นกลับมีสิ่งของตกลงมาจากเสื้อผ้าของนาง
“ไป๋เย่หาน รอเดี๋ยว”
ซ่งชิงหลันตีมือของเขาเป็นสัญญาณว่าให้หยุด
จากนั้นซ่งชิงหลันเก็บกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นจากใต้เตียง
ไป๋เย่หานที่ถูกขัดจังหวะ เอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่มันอันใดหรือ”
“นี่คือจดหมายที่ต้าหู่ทิ้งเอาไว้”
ซ่งชิงหลันมองข้อความที่เขียนไว้บนกระดาษแผ่นนั้น ‘ขอนำไปก่อน เจอกันที่เรือนพักร้อนวั่งเหมย’ นางขมวดคิ้วขณะมองภาพกิ่งดอกเหมยที่มุมขวาล่างของกระดาษ และรู้สึกงุนงง
“ไป๋เย่หาน ข้าคิดว่าต้าหู่คงไม่ได้วาดรูปกิ่งดอกเหมยอย่างไร้เหตุผล กิ่งดอกเหมยนี้ น่าจะมีความหมายอื่นแฝงอยู่ แต่มันคืออันใดกันแน่นะ”
ตอนนี้ไป๋เย่หานไม่มีกะจิตกะใจจะมาคุยเรื่องนี้กับนาง เขาดึงกระดาษในมือของซ่งชิงหลันไปวางไว้ข้างเตียง จากนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มร้าย “กิ่งดอกเหมยมีอันใดแปลกหรือ ที่เรือนพักร้อนวั่งเหมยก็ปลูกต้นเหมยอยู่ทั่วเกาะ เจ้าไม่ต้องคิดแล้ว เรามาทำเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า”
“ไม่ใช่…” ซ่งชิงหลันผลักอกแกร่งของไป๋เย่หานออก “ข้ามีลางสังหรณ์ว่าต้าหู่จะอยู่บนเกาะนี้”
ไป๋เย่หานจับมือสองข้างของนางที่ไม่เชื่อฟัง พร้อมยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “คนที่ควรปรากฏตัว เมื่อถึงเวลา ก็จะปรากฏตัวเอง พระชายา ชั่วครู่แห่งค่ำคืนฤดูใบไม้ผลิมีค่าเท่าพันตำลึงทอง พวกเรามานอนกันเถิด”
กล่าวจบ ไป๋เย่หานใช้ฝ่ามือวายุดับแสงเทียนในห้องโดยพลัน
ทั้งคืนนี้ ซ่งชิงหลันถูกรังแกเสียจนไม่มีเวลาหยุดพัก นางรู้สึกว่าตั้งแต่ครั้งก่อนที่ไป๋เย่หานถูกยาปลุกกำหนัดการรังแกนี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น คงไม่ใช่ว่าจะทิ้งผลข้างเคียงอันใดไว้กระมัง
วันต่อมา ยามที่นางปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนด้วยใต้ตาคล้ำราวสงเมา[1]* จนอู่เชียนเชียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “พี่ชิงหลัน เหตุใดท่านจึงเหมือนศพเดินได้เช่นนี้เล่า เมื่อคืนไม่ได้นอนหลับสบายหรือเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “ใช่น่ะสิ ข้าไม่คุ้นเตียงน่ะ”
“ไม่คุ้นเตียงหรือ ไม่ใช่กระมัง” อู่เชียนเชียนขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ยามที่พวกเราอยู่บนเรือ ท่านก็หลับสบายดีไม่ใช่หรือ ที่นอนบนเรือนั้นนอนลำบากกว่าที่นี่ตั้งมาก คงไม่ใช่ว่าเมื่อคืนท่านกับท่านอ๋อง…”
ไม่รอให้อู่เชียนเชียนกล่าวจบ อยู่ ๆ ร่างสีขาวก็ผ่านหน้ามา จากนั้นหมั่นโถวสีขาวถูกยัดเข้าไว้ในปากนาง หมั่นโถวนี้ทั้งร้อน ทั้งใหญ่ ทำให้ปากของนางทั้งร้อนทั้งชา
ไป๋เย่หานเหลือบสายตาขึ้นเล็กน้อย มองอู่เชียนเชียนแวบหนึ่งแล้วกล่าว “เจ้ากินหมั่นโถวเสีย”
อู่เชียนเชียนหัวเราะคิกคัก และรีบกัดไปคำหนึ่ง “ขอบคุณท่านอ๋องเจ้าค่ะ”
หลังกินอาหารเช้าเสร็จ ทุกคนเดินออกจากเรือนด้วยกัน พวกเขาตัดสินใจว่าวันนี้จะเดินดูทั่วเรือนพักร้อนวั่งเหมย
เพียงแต่แค่ออกมา ซ่งชิงเป่ยกล่าวออกมากะทันหัน “ข้าไม่สนใจเรือนพักร้อนวั่งเหมยหรอก พวกท่านไปเถิด ข้าจะไปดูที่ชายฝั่ง อีกเดี๋ยวตอนกินอาหารเที่ยงพวกเราค่อยไปพบกันที่โถงกลางขอรับ”
จากนั้นเขาก็วิ่งจากไปตัวคนเดียว
อู่เชียนเชียนขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เจ้าเด็กโง่นี่ ที่ชายฝั่งก็หน้าตาธรรมดา ๆ มีอันใดน่าดูกัน”
ซุนอิงหนิงกล่าวประโยคหนึ่ง “เขาน่าจะอยากไปหาต้าหู่กระมัง”
พรุ่งนี้เป็นวันงานคัดเลือกบุตรเขยแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ทุกคนที่มาร่วมงานจะต้องขึ้นเกาะ ซ่งชิงเป่ยจึงตัดสินใจจะไปดูที่ท่าเรืออีกครั้ง จะได้ถือโอกาสสืบหาที่อยู่ของกู่ต้าหู่ด้วย
ซ่งชิงหลันมองภาพด้านหลังของซ่งชิงเป่ยที่จากไปอย่างครุ่นคิด นางรู้ว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ จึงได้กล่าวกับคนอื่น ๆ “ปล่อยเขาไป พวกเราไปกันเถิด”
[1] หมีแพนด้าในภาษาจีน