ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 418 พระชายาก็คิดเช่นนั้นหรือ?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 418 พระชายาก็คิดเช่นนั้นหรือ?
บทที่ 418 พระชายาก็คิดเช่นนั้นหรือ?
ซ่งชิงหนานลอบเข้าไปเยี่ยมชมเรือนพักร้อนวั่งเหมยตลอดทั้งเช้า ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดแม้แต่น้อย เพียงพบว่าที่นั่นมีการคุ้มกันแน่นหนา ไม่อาจกล้ำกรายเข้าไปในเรือนส่วนใน ส่วนสถานที่อื่น ๆ นั้นไม่พบเห็นความผิดปกติที่เด่นชัด
อีกทั้งท่ามกลางผู้คนในเกาะที่มาเข้าร่วมงานงานคัดเลือกบุตรเขย เขาก็ไม่พบเห็นผู้ใดที่คล้ายกับคนชุดดำเมื่อคืน
ซ่งชิงหลันและซุนอิงหนิงผู้ที่ไร้วรยุทธ์ติดกาย หลังจากเดินไปรอบ ๆ ทั้งเช้าก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
ไป๋เย่หานเห็นดังนั้นจึงเสนอให้ไปรอทานอาหารกลางวันที่โถงหลักก่อน
ถึงตอนนี้ในโถงหลักมีคนจากยุทธภพเนืองแน่นอยู่ไม่น้อย ทุกคนล้วนเหน็ดเหนื่อยกับการเดินเที่ยวชม ต่างรอทานอาหารอยู่ที่นั่น
ทันทีที่นั่งลง อู่เชียนเชียนพลันอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้ “นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเรือนพักร้อนวั่งเหมยจะใหญ่โตถึงเพียงนี้ พวกเราเดินมาทั้งเช้า กลับเที่ยวชมได้ไม่ถึงหนึ่งในสามของมันด้วยซ้ำ”
ฉูซื่อโม่วนั่งลงข้าง ๆ นางแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เรือนพักร้อนวั่งเหมยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนเกาะ ข้าคิดว่าขนาดพื้นที่ของเกาะดอกเหมยคงไม่เล็กหรอก”
“เกาะแห่งนี้ หากให้ข้าเดิน เกรงว่าใช้เวลาสามวันสามคืนก็อาจยังเดินไม่ทั่วทุกที่ด้วยซ้ำ” ซุนอิงหนิงพูดพลางหอบหายใจ
ในตอนนี้เอง ซ่งชิงหนานส่งผ้าเช็ดหน้าปักดิ้นให้นางด้วยท่าทีเอาใจใส่อย่างทันท่วงที แล้วเอ่ยขึ้น “ดูเจ้าสิ เหงื่อออกมากเกินไปแล้ว เช็ดสักหน่อยเถิด”
ซุนอิงหนิงชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นรับผ้ามาพร้อมกับรอยยิ้มน้อย ๆ “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หลังจากนั้น นางหันไปรอบ ๆ แล้วกระซิบเบา ๆ “เหตุใดชิงเป่ยยังไม่กลับมาล่ะเจ้าคะ? เกาะใหญ่ถึงเพียงนี้ เขาคงไม่หลงทางใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้นเอง ซ่งซิงเยว่พลันตะโกนขึ้นมาเสียงหวานเจื้อยแจ้ว “ท่านน้าสี่ พวกเราอยู่ทางนี้!”
ทุกคนมองตามสายตาของซ่งซิงเยว่ ก็พบซ่งชิงเป่ยกำลังเดินมาทางพวกเขาดังคาด
อู่เชียนเชียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เอ่ยถึงโจโฉ โจโฉก็มา”
ซ่งชิงหนานเบิกตาขึ้นมอง ทันใดนั้นรูม่านตาของเขาพลันหดเกร็ง เพราะด้านหลังของซ่งชิงเป่ยมีเงาร่างสีดำร่างหนึ่งตามมา
เขาลุกขึ้นทันควัน อีกฝ่ายก็สังเกตเห็นเช่นกัน จึงหมุนตัวจากไป และหายตัวไปในชั่วพริบตา
ซ่งชิงหลันมองซ่งชิงหนานแล้วเอ่ยถาม “มีอันใดหรือ?”
“คนชุดดำผู้นั้น” กล่าวเช่นนั้นแล้ว ซ่งชิงหนานคิดจะตามไป
หากแต่ไป๋เย่หานปรามเขาไว้ด้วยสายตา “ไม่ต้องไปแล้ว”
คนผู้นั้นหนีไปแล้ว แม้จะไล่ตามก็เสียเวลาเปล่า
ซ่งชิงหนานขมวดคิ้วพยักหน้า จากนั้นจึงนั่งลงกับเก้าอี้ของตนอย่างเชื่อฟัง
ในขณะเดียวกัน จื่อเยียนในชุดสีม่วงก็ปรากฏตัวขึ้นมาเหนือโถงหลัก
นางยกยิ้มสุภาพนุ่มนวลทว่าเจือความหวานเล็กน้อย เอ่ยกับทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ในเวลานี้ “เหล่าวีรบุรุษทุกท่านวันนี้คงเหน็ดเหนื่อยกับการเดินเล่นชมเรือนพักร้อนแล้ว นายท่านของเรือนพักร้อนแห่งนี้ได้เตรียมอาหารอันโอชะมากมายไว้ให้ทุกท่านเจ้าค่ะ เชิญทุกท่านกินดื่มให้อิ่มหนำสำราญ”
ซ่งชิงหลันมองสตรีตรงหน้า พลันหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อย หากจื่อเยียนมาปรากฏตัวที่นี่ คนชุดดำเมื่อครู่นั้นย่อมไม่ใช่นาง
นางส่งสายตาให้ไป๋เย่หานและซ่งชิงหนานอย่างรวดเร็ว ซึ่งพวกเขาล้วนมีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางแขกเหรื่อมากมาย ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ใด อยู่ ๆ ก็มีคนตะโกนขึ้นมา “แม่นางจื่อเยียน พวกเราก็อยู่ที่เรือนพักร้อนแห่งนี้มานานแล้ว กลับไม่เคยเห็นนายท่านแห่งเรือนพักร้อนปรากฏตัว การรับรองของเรือนพักร้อนวั่งเหมยย่ำแย่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“นั่นสิ! นั่นสิ! เหตุใดนายท่านเรือนพักร้อนไม่ออกมาให้เห็นหน้าค่าตาเล่า”
ทันใดเอง ในโถงหลักเกิดเสียงดังอื้ออึงเซ็งแซ่ขึ้นมา
ซ่งชิงเป่ยที่เพิ่งเดินมาถึงที่ที่ซ่งชิงหลันและคนอื่น ๆ นั่งอยู่ ก็นั่งลง “เกิดอันใดขึ้น? เหตุใดอยู่ ๆ ก็เกิดความขัดแย้งขึ้นได้ขอรับ?”
อู่เชียนเชียนหัวเราะออกมา ราวกับนางกำลังชมความสนุก “ทุกคนล้วนส่งเสียงเพราะอยากเห็นนายท่านเรือนพักร้อนวั่งเหมยน่ะสิ! ข้าล่ะอยากเห็นจริง ๆ อดีตบุรุษงามแห่งยุทธภพท่านนี้หน้าตาเป็นเช่นไร?”
ฉูซื่อโม่วบีบหน้านางด้วยความหึงหวงเล็กน้อย “คู่หมั้นของเจ้าอยู่ข้าง ๆ เจ้ายังอยากมองดูชายอื่นอีกหรือ? ถ้าเขาเป็นตาเฒ่าผู้หนึ่งเล่า?”
อู่เชียนเชียนเบะปากตอบ “ทุกคนก็รักของสวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้นแหละ ถูกหรือไม่เจ้าคะ? พี่ชิงหลัน?”
ทันทีที่คำนี้กล่าวออกมา ทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่ชิงหลันอีกครั้ง
สายตาของไป๋เย่หานจับจ้องไปที่นางทันที เขาถามพลางมองซ่งชิงหลัน “อ้อ? พระชายาก็คิดเช่นนั้นหรือ?”
ซ่งชิงหลันโปรยยิ้ม “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าชื่นชมความงามของท่านอ๋องก็พอแล้ว ฮ่าฮ่า…”
คืนนี้นางไม่อยากถูกทรมานจนลุกออกจากเตียงไม่ได้อีกนะ!
ในตอนนี้เอง แม้จะเผชิญกับเสียงโห่ร้องของผู้คนในห้องโถง ใบหน้าของจื่อเยียนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นางหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยตอบ “ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ อย่าได้ร้อนใจไปเจ้าค่ะ นายท่านของข้าซาบซึ้งใจที่ทุกท่านมาจากแดนไกลเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงเตรียมสุราดอกเหมยที่หมักบนเกาะแห่งนี้ไว้เพื่อทุกท่านเป็นพิเศษ พรุ่งนี้เมื่องานคัดเลือกบุตรเขยเริ่มขึ้น นายท่านแห่งเรือนพักร้อนจะต้องปรากฏตัวตามนัดหมายอย่างแน่นอน”
ขณะที่เอ่ย นางก็ส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ข้างหลังนางคนหนึ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง บ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งเข้ามาพร้อมกับสุราชั้นเลิศหลายไห
สำหรับผู้คนที่ท่องอยู่ในยุทธภพ สิ่งที่ชมชอบที่สุดย่อมเป็นการได้ดื่มสุราชั้นดีสักสองสามจอก
เมื่อทุกคนเห็นสุรานี้ ดวงตาพลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที ครั้นเมื่อไหสุราเปิดออกมา ทั่วทั้งโถงหลักอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสุรา เหล่าคนที่ชื่นชอบสุราเป็นชีวิตจิตใจกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ไหว
“สวรรค์! สุรานี้กลิ่นดีนัก!”
“ใช่หรือไม่? ได้ยินว่าสุราดอกเหมยจากเรือนพักร้อนวั่งเหมย เป็นสมบัติของนายท่านเรือนพักร้อนเชียวนะ!”
“นายท่านเรือนพักร้อนถึงกับนำสมบัติของเขาออกมารับรองพวกเราแล้ว! ดูเหมือนเขาจะจริงใจเป็นอย่างมาก!”
“ใช่แล้ว! ได้ดื่มสุราที่เลิศรสเช่นนี้ ถึงแม่จะไม่ได้แต่งกับคุณหนูเยียนหราน ก็ถือว่าการมาเที่ยวนี้คุ้มค่าแล้ว!”
……
อู่เชียนเชียนได้ยินพวกเขาล้วนแต่พูดคุยกันเรื่องสุรานี้ พลันติดอกติดใจสุรานี้ขึ้นมาทันที นางรินสุราให้ตนเองจอกหนึ่ง “ไหนข้าดูซิ สุราดอกเหมยนี้วิเศษวิโสอย่างที่พวกเขาว่าหรือไม่?”
ว่าแล้วนางก็ยกจอกขึ้นมาดื่มดู รสชาติติดอยู่ปลายลิ้นไม่สร่างซา นางอุทานขึ้นมา “ไอ้หยา! รสชาติยอดเยี่ยมยิ่งนัก! มา ๆ ๆ ๆ! ทุกคนลองชิมดู!”
ด้วยเหตุนี้ นางจึงรินสุราให้ทุกคนลอง
ซ่งชิงเป่ยไม่หยุดคิดแม้แต่น้อย เพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นมา เขาก็กระดกลงไปรวดเดียว “เอามาอีกจอก”
อู่เชียนเชียนขมวดคิ้ว “เหตุใดเจ้าต้องรีบร้อนดื่มเช่นนี้?”
“สุราดีเช่นนี้! ต้องดื่มให้มากหน่อยขอรับ”
อู่เชียนเชียนรินให้เขาอีกจอกหนึ่งพลางเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ “ข้าเห็นสภาพเช่นนี้ของเจ้า ที่ดื่มคงไม่ใช่สุรา แต่เป็นความเศร้ากระมัง”
ขณะที่เอ่ยเช่นนั้นนางนั่งลงแล้วเอ่ยถาม “เป็นอย่างไร? ไปชายหาดเมื่อเช้านี้เจ้าได้ข่าวคราวของต้าหู่หรือไม่?”
สายตาของทุกคนเลื่อนไปจับจ้องที่ซ่งชิงเป่ย
ซ่งชิงเป่ยขมวดคิ้ว ยกสุราขึ้นมาอีกจอกแล้วกระดกมันลงไป พร้อมเอ่ยด้วยความหงุดหงิด “ไม่มี”
อันที่จริง เมื่อเห็นสีหน้าเหม่อลอยตอนที่เขากลับมา พวกเขาก็พอคาดเดาแล้วว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงไม่รู้ว่าควรปลอบใจชายหนุ่มอย่างไร
ซุนอิงหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย และเอ่ยเสียงเบา “แปลกนัก คนทั้งคนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร? หรือเขาอยู่ที่ทะเล…”
เอ่ยถึงตรงนี้ นางเห็นสีหน้าของซ่งชิงเป่ยไม่สู้ดีนัก จึงไม่เอ่ยต่อ
อยู่ ๆ ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งก็พุ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา และก่อนที่ทุกคนจะได้ตอบสนอง ร่างนั้นพลันนั่งลงข้างซ่งชิงเป่ย “เสี่ยวเป่ย! ที่แท้เจ้ามาอยู่ตรงนี้นี่เอง! กว่าข้าจะหาเจอ!”