ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 419 ที่ ๆ ห่างไกลออกไป
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 419 ที่ ๆ ห่างไกลออกไป
บทที่ 419 ที่ ๆ ห่างไกลออกไป
เมื่อซ่งชิงเป่ยได้ยินเสียงนั้น หนังศีรษะของเขาพลันคันขยุกขยิกขึ้นมาทันที
เมื่อหันกลับมาเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของอันชิงชิง ขมับของเขาพลันเต้นตุบ ๆ ไปด้วย
ชายหนุ่มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “ชิงชิง? เจ้า… เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?”
อันชิงชิงเม้มริมฝีปาก แสดงท่าทางน่ารักและเอ่ยด้วยความโมโห “เจ้ายังกล้าเอ่ยเช่นนี้อีกหรือ เมื่อคืนนี้ข้ารอให้เจ้ามาหาข้า กลับไม่เห็นมา จริงสิ พวกเจ้าพักอยู่ที่ใดหรือ? ข้าไปหาดูแล้วกลับหาไม่เจอเลย”
มุมปากของซ่งชิงเป่ยกระตุก “เอ่อ… พวกเรา… พวกเราพักอยู่ในที่ที่ค่อนข้างห่างไกลน่ะ คงเจอกันไม่ง่ายนัก”
“เอ๋? ข้ายังคิดอยู่เลยว่าแม่นางจื่อเยียนผู้นั้นจัดเตรียมที่พักดี ๆ ไว้ให้พวกท่านเสียอีก เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?” สิ้นเสียงอันชิงชิงก็หยิบตะเกียบข้าง ๆ นางขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ หมายจะคีบอาหารขึ้นมากิน
หากแต่ซ่งซิงเยว่ตะโกนขึ้นมาเสียก่อน “โอ๊ะ ที่ท่านถือนั่นมันตะเกียบของข้านะ”
“อ๊ะ? ใช่จริง ๆ… ข้าขอโทษนะ” อันชิงชิงยิ้มกว้าง พร้อมทั้งเอ่ยกับคนบนโต๊ะอาหาร “พวกท่านไม่ถือสาที่พวกข้าจะมาทานด้วยใช่หรือไม่?”
ซ่งชิงเป่ยปฏิเสธอย่างเด็ดขา “ถือ!”
อันชิงชิงก้มหน้าลงทันที “เสี่ยวเป่ย เจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร?”
ขณะที่เอ่ย นางหันไปโบกมือไปทางข้างหน้าแล้วตะโกนขึ้น “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ตรงนี้! ตรงนี้! เสี่ยวเป่ยก็อยู่ตรงนี้เช่นกัน!”
อันต้าเต๋อและอันอาหนิวเดินเข้ามา อันชิงชิงเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นทันที “ท่านพ่อ พวกเราทานโต๊ะเดียวกันกับเสี่ยวเป่ยและคนอื่น ๆ เถิดเจ้าค่ะ อาหารเหล่านี้ก็เพิ่งนำมาจัดวางได้ไม่นาน”
เมื่อเห็นซ่งชิงเป่ยและคนอื่น ๆ ที่อยู่บนโต๊ะ อันต้าเต๋อแสดงสีหน้าอับอายออกมา เอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ “ชิงชิง พวกเรานั่งด้วยเกรงว่าจะเบียดเสียดกันเกินไป พวกเราไปหาโต๊ะอื่นนั่งเถิด?”
อันชิงชิงเบ้ปากอย่างไม่พอใจแล้วกล่าวขึ้น “เหตุใดต้องไปหาโต๊ะอื่นด้วยเล่า? ยุ่งยากยิ่งนัก อยู่ตรงนี้ไม่ดีหรือเจ้าคะ?”
ซ่งชิงเป่ยขมวดคิ้ว “พี่ใหญ่อัน…”
“หัวหน้ากลุ่มอัน” ซ่งชิงหลันไม่รอให้น้องชายได้เอ่ยจบนางก็เอ่ยขัดขึ้นเสียงดัง จากนั้นจึงลุกขึ้นมองอันต้าเต๋อแล้วเอ่ย “อย่างไรเสียอาหารมากมายเช่นนี้เราคงทานไม่หมด คนมากยิ่งครึกครื้น พวกเราเบียด ๆ กันเสียหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง?”
เดิมทีอันต้าเต๋อยังอยากจะลากอันชิงชิงจากไป แต่ในเมื่อซ่งชิงหลันเอ่ยถึงขั้นนี้แล้ว จึงทำได้เพียงตกลงด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นพวกเราคงต้องรบกวนพวกท่านแล้ว”
สิ้นคำพวกเขาก็นั่งลง
ซ่งชิงหลันกอดซ่งซิงเยว่ไว้บนตักนาง ส่วนไป๋เย่หานกอดซ่งซิงเฉินไว้บนตักเขาเช่นเดียวกัน ทำให้มีที่ว่างเพิ่มขึ้นมาอีกสองที่
จากนั้นบ่าวรับใช้ในเรือนพักร้อนวั่งเหมยรีบนำอุปกรณ์รับประทานอาหารมาให้หลายชุด
ส่วนอันชิงชิงย้ายไปอยู่ข้างซ่งชิงเป่ยด้วยสีหน้าพึงพอใจ ทั้งยังเลือกน่องไก่ชิ้นใหญ่ส่งให้ซ่งชิงเป่ยอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส “เสี่ยวเป่ย เจ้ารีบทานสิ”
ยามนี้ซ่งชิงเป่ยมีสีหน้าอมทุกข์ ทว่าด้วยเห็นแก่อันต้าเต๋อ หากปฏิเสธชัดเจนเกินไปคงไม่ดีนัก เขาจึงทำได้เพียงกล่าวกับนางยิ้ม ๆ “ชิงชิง เจ้าทานเถิด ไม่จำเป็นต้องตักอาหารให้ข้าหรอก”
อู่เชียนเชียนที่อยู่ด้านข้างเห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดของซ่งชิงเป่ยอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางหันไปมองอันชิงชิงแล้วเอ่ย “ชิงชิง เจ้าร้ายกาจเสียจริง ถึงกับกำราบซ่งชิงเป่ยของเราได้อยู่หมัด”
“คิก ๆ…” อันชิงชิงหน้าแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมทั้งแย้มยิ้มเขินอายออกมา “ข้าจะทำได้อย่างไร เสี่ยวเป่ย เจ้าว่าอย่างไร…”
เพียงแค่นางหันหน้าไปมอง นางก็เห็นสีหน้าเหม่อลอยของซ่งชิงเป่ย ทว่านางยังคงยิ้มอย่างเบิกบานใจแล้วเอ่ยถาม “เสี่ยวเป่ย เจ้ารู้เรื่องที่เจ้าไม่อาจได้เป็นบุตรเขยของเรือนพักร้อนวั่งเหมยแล้วใช่หรือไม่? ไม่เป็นไรนะ หากเจ้ายินดี ข้ายินดีแต่งให้เจ้า อนาคตเจ้าสามารถเป็นหัวหน้ากลุ่มอินทรีย์ดำได้ ถึงแม้กลุ่มอินทรีย์ของพวกเราจะไม่ดีเท่าเรือนพักร้อนวั่งเหมย แต่ก็เก่งกาจเช่นกัน…”
ขณะที่เอ่ย อันชิงชิงรู้สึกขวยเขินขึ้นมาบ้าง
หากแต่ซ่งชิงเป่ยกลับไม่ได้ฟังคำพูดที่นางเล่าสักนิด แต่เป็นอู่เชียนเชียนที่ตื่นเต้นขึ้นมา
นางเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ชิงชิง เมื่อครู่นี้เจ้าเพิ่งบอกว่า ชิงเป่ยไม่อาจเป็นบุตรเขยของเรือนพักร้อนวั่งเหมยหรือ? มันหมายความว่าอย่างไร?”
“ไม่ใช่เพียงแค่เสี่ยวเป่ย พวกเราทั้งหมดที่นี่ ล้วนแต่เป็นตัวขับให้เด่นเท่านั้นเจ้าค่ะ” อันชิงชิงกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยสีหน้าจริงจังและเอ่ยถาม “พวกท่านไม่ได้ยินมาบ้างหรือเจ้าคะ?”
ซ่งชิงหลันเองก็เริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมาแล้วเช่นกัน “ได้ยินอันใดอย่างนั้นหรือ?”
“พวกท่านมองคุณชายทางด้านนั้นสิ” อันชิงชิงชี้นิ้วไปทางด้านหน้า
ทุกคนมองตามทิศทางที่นิ้วของนางชี้ไป เห็นคุณชายหน้าตาหล่อเหลาในชุดคลุมปักดิ้นสีฟ้าอ่อนคนหนึ่ง นั่งทานอาหารอยู่บนโต๊ะอาหารเพียงลำพัง ทุกอากัปกิริยานั้นสง่างามบ่งบอกว่าได้รับการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูอย่างดีมาตั้งแต่ยังเล็ก มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากตระกูลชนชั้นสูง
อู่เชียนเชียนถามต่อไปอย่างกระหายใคร่รู้ “คุณชายท่านนั้นมีอันใดหรือ?”
“คุณชายท่านนั้นนามซ่างกวนจิ่งหง ข้าได้ยินว่าตระกูลซ่างกวนและเรือนพักร้อนวั่งเหมยมีสัมพันธ์กันมาหลายชั่วอายุคน ซ่างกวนจิ่งหงผู้นี้และคุณหนูของเรือนพักร้อนวั่งเหมยกู่เยียนหรานเป็นคู่หมั้นที่เล่นมาด้วยกันตั้งแต่ยังเยาว์ ทั้งสองตระกูลก็หมั้นหมายพวกเขาแล้ว เพียงแต่ต่อมาภายหลังไม่รู้ด้วยเหตุใด กู่เยียนหรานจึงฉีกสัญญาหมั้นหมายนั้น อีกทั้งยังทะเลาะกันใหญ่โตกับนายท่านเรือนพักร้อนเพราะเรื่องนี้”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว คิดตามคำพูดของนาง “ดังนั้น เจ้าหมายความว่าเรือนพักร้อนวั่งเหมยจัดงานคัดเลือกบุตรเขยครั้งนี้ ฉากหน้าต้องการหาสามีให้คุณหนูของเรือนพักร้อนวั่งเหมย ทว่าในความเป็นจริงแล้วยังคงต้องการให้กู่เยียนหรานแต่งงานกับซ่างกวนจิ่งหง?”
“ไม่ผิดเจ้าค่ะ ต้องเป็นเช่นนี้แน่!” อันชิงชิงพยักหน้า
อันต้าเต๋อที่อยู่ข้าง ๆ จิบสุราหนึ่งจอก จากนั้นจึงกล่าวต่อ “วันนี้พวกเราสำรวจตรวจตราไปรอบ ๆ เรือนพักร้อนวั่งเหมยแห่งนี้เช่นกัน จึงได้ยินคนอื่นพูดคุยกันอย่างหนาหู หากรู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเป็นอย่างนี้ พวกเราคงไม่มาหรอก ภูเขาสูงสายน้ำไกลเช่นนี้ อีกทั้งยังเกือบทิ้งชีวิตไว้ในท้องทะเลเสียแล้ว”
อันชิงชิงหัวเราะคิกคักออกมา “ข้าคิดว่าได้มาก็ดีนะเจ้าคะ หากไม่มา ข้าคงไม่ได้พบเสี่ยวเป่ยเป็นแน่!”
นางเอ่ยพลางขยับเข้าไปใกล้ ๆ ซ่งชิงเป่ยอีกครั้ง
ซ่งชิงเป่ยพลันปวดหัวขึ้นมา ค่อย ๆ กระเถิบออกห่างนางนิ่ง ๆ
หากแต่อู่เชียนเชียนกลับไม่เชื่อ “งานคัดเลือกบุตรเขยพรุ่งนี้ ไม่ใช่มีอุปสรรค มีเพียงผู้ที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นถึงจะได้กลายมาเป็นบุตรเขยของเรือนพักร้อนวั่งเหมยไม่ใช่หรือ? ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คนมากมายเช่นนี้ หรือซ่างกวนจิ่งหงผู้นั้นยังจะโกงได้อีกหรืออย่างไร?”
อันชิงชิงเม้มริมฝีปาก “พวกเขาล้วนเป็นคนกันเอง บางทีอาจจะบอกวิธีฝ่าด่านตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วก็เป็นได้ พวกท่านดูสิ แม่นางจื่อเยียนผู้นั้นดูกระตือรือร้นกับเขายิ่งนัก”
อันชิงชิงตอบพลางบุ้ยใบ้ปากไปด้านนั้น
ทุกคนหันไปมอง ก็เห็นจื่อเยียนเดินเข้าไปที่โต๊ะของซ่างกวนจิ่งหงดังที่คิด ทั้งยังเริ่มสนทนากับเขา ดูสนิทสนมคุ้นเคยเป็นอย่างมาก
ดูท่าสิ่งที่อันชิงชิงเล่าดูเหมือนจะเป็นความจริง
หากแต่จื่อเยียนราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมา นางจึงเดินเข้ามาหาพวกซ่งชิงหลัน
“ทุกท่านชอบอาหารการกินของเรือนพักร้อนหรือไม่เจ้าคะ?”
อันชิงชิงกล่าวด้วยความหงุดหงิด “ชอบหรือไม่ชอบก็ช่างปะไร อย่างไรเสียผ่านพ้นพรุ่งนี้ไป พวกเราก็จะกลับไปแล้ว”
แต่ทว่าจื่อเยียนกลับไม่รำคาญใจ นางมองซ่งชิงเป่ยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พรุ่งนี้จะถึงวันคัดเลือกบุตรเขยแล้ว หวังว่าคุณชายซ่งจะได้สมดั่งใจหมายเจ้าค่ะ”