ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 421 ข้าจะทำเรื่องอื่นเป็นเพื่อนเจ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 421 ข้าจะทำเรื่องอื่นเป็นเพื่อนเจ้า
บทที่ 421 ข้าจะทำเรื่องอื่นเป็นเพื่อนเจ้า
หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ ทุกคนล้วนกลับไปนอนที่ห้องของตนตั้งแต่หัวค่ำ อาจเป็นเพราะวันพรุ่งนี้เป็นวันงานคัดเลือกบุตรเขย ทุกคนล้วนอยากจะเก็บแรงเอาไว้ไปดูความคึกคัก
หลังจากกล่อมเด็กทั้งสองอย่างซ่งซิงเยว่และซ่งซิงเฉินนอนแล้ว ซ่งชิงหลันหยิบเอากระดาษ หมึก และพู่กันขึ้นมาเริ่มวาดแบบร่างที่นางไม่ได้วาดมาติดต่อกันมาหลายวัน จึงต้องชดเชยเสียหน่อย จะปล่อยให้ฝีมือตกไม่ได้
ซ่งชิงหลันเพิ่งวาดไปได้ไม่เท่าไรกลับไม่มีแรงบันดาลใจเลย นางขยำกระดาษเป็นก้อนแล้วโยนไปข้าง ๆ กำลังคิดจะลงหมึกใหม่อีกครั้ง อยู่ ๆ ในตอนนั้น ใบหน้าหล่อเหลาก็โผล่มาตรงหน้าของนาง
ไป๋เย่หานยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ “เหตุใดหรือ พระชายาวาดไม่ออกใช่หรือไม่ เช่นนั้น ให้ข้ากระทำเรื่องอื่นเป็นเพื่อนเจ้าเพื่อหาแรงบันดาลใจดีหรือไม่”
มองท่าทางเจ้าเล่ห์ของเขา ซ่งชิงหลันก็รู้ได้ทันทีว่าในหัวของเขาคิดเรื่องอันใดอยู่
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย กัดริมฝีปากแล้วกล่าวเบา ๆ “ไป๋เย่หาน ท่านเป็นม้าพ่อพันธุ์หรืออย่างไร เหตุใดจึงเอาแต่คิดจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ทั้งวัน”
ไป๋เย่หานยืนตัวตรงในทันที กล่าวด้วยใบหน้าไร้เดียงสา “พระชายา เจ้าเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าก็เพียงอยากพาเจ้าออกไปเดินรับลมเท่านั้น”
“เอ๋ รับลมหรือ” ซ่งชิงหลันผงะไป “จริงหรือ”
ไป๋เย่หานยิ้มร้ายออกมา “เหตุใดหรือ ดูเหมือนพระชายาจะผิดหวังอย่างมากเชียว เช่นนั้นแล้วทำตามที่พระชายาต้องการ พวกเรามา…”
“ไม่ต้องเลย!” ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางแดงขึ้นมาทันใด “พวกเราไปรับลมกัน รีบไปเถิด”
กล่าวจบ นางออกแรงลากไป๋เย่หานออกไปนอกประตู
ไป๋เย่หานยิ้มอย่างเอ็นดู โอบเอวเล็กของนางไว้ ซ่งชิงหลันพลันรู้สึกเพียงว่าตัวเบาขึ้น เมื่อได้สติกลับมา พบว่าไป๋เย่หานอุ้มนางเหาะขึ้นไปบนหลังคาเสียแล้ว
ตั้งแต่ที่ไป๋เย่หานพานางเหาะครั้งก่อน ซ่งชิงหลันเริ่มรู้สึกหลงรักความรู้สึกของการบินอยู่บนฟ้าเช่นนี้เสียแล้ว
นางหัวเราะอย่างมีความสุข สองมือโอบเอวของไป๋เย่หานไว้แน่น ตะโกนอย่างชอบใจ “ไป๋เย่หาน สนุกจังเลย!”
“เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าวนเที่ยวอีกหลาย ๆ รอบ” ไป๋เย่หานยิ้ม จากนั้นพาซ่งชิงหลันเหาะไปเหาะมาอยู่บนหลังคาของเรือนพักร้อนวั่งเหมย
สุดท้าย เมื่อทั้งสองคนเที่ยวกันจนเหนื่อย ก็เลือกหยุดที่หลังคาสูงที่สุดเพื่อนั่งพัก
ซ่งชิงหลันพิงไหล่ของไป๋เย่หาน ลมทะเลเย็น ๆ ยามดึกพัดพาเบา ๆ ผ่านใบหน้า สบายเสียจนทำให้ง่วงงุน
ซ่งชิงหลันพึมพำประโยคหนึ่ง “สบายเหลือเกิน”
“เจ้านอนเถิด ไหล่ข้าเอาไว้ให้เจ้าพักพิงอยู่แล้ว”
ในใจของซ่งชิงหลันอบอุ่นขึ้นมา นางยิ้มน้อย ๆ จากนั้นเปลี่ยนเป็นท่าที่สบาย กอดแขนของไป๋เย่หานแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเป็นเช่นนี้ไปตลอดก็คงดี”
“หืม” น้ำเสียงทุ้มต่ำน่าหลงใหลของไป๋เย่หานดังขึ้น “เจ้าชอบที่นี่หรือ”
ซ่งชิงหลันมองทะเลที่ไกลออกไป แสงจันทร์สว่างสดใสส่องประกายบนผืนน้ำ ระยิบระยับและเงียบสงบ อีกทั้งเกาะนี้เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและดอกไม้สีสันสดใส เย้ายวนใจเป็นพิเศษ เพียงนางขึ้นเกาะมาก็ชอบที่นี่แล้ว
นางยิ้มแล้วพยักหน้า “อืม ที่นี่ตัดขาดจากโลกภายนอก บรรยากาศสงบและงดงาม ช่างเป็นดินแดนในอุดมคติที่ไร้ความขัดแย้ง ไม่แปลกที่นายท่านแห่งเรือนพักร้อนวั่งเหมยจึงลืมเรื่องในยุทธภพได้ และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หากต่อไปพวกเราแก่ตัว หาสถานที่ที่ดีเช่นนี้เพื่อเลี้ยงดูกันตอนแก่ได้ก็คงดี”
“เลี้ยงดูกันตอนแก่หรือ” ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว
ตอนแก่ยังต้องเลี้ยงดูพวกเขาอีกหรือ
ซ่งชิงหลันหัวเราะ “หมายถึงว่าใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขน่ะ”
ไป๋เย่หานยิ้มอย่างอ่อนโยน “ถ้าเจ้าชอบ ตอนนี้พวกเราก็สามารถ…”
“อันใดกัน! หอมเหลือเกิน!” ไม่รอให้ไป๋เย่หานกล่าวจบ ซ่งชิงหลันขัดจังหวะเขาทันที เอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ไป๋เย่หาน ท่านได้กลิ่นดอกไม้หรือไม่”
ไป๋เย่หานพยายามดมอย่างหนัก แต่แล้วก็ส่ายหน้า “ไม่นี่”
ในตอนนี้มีลมทะเลพัดกลิ่นหอมหวานมา ซ่งชิงหลันดึงมือไป๋เย่หานอย่างตื่นเต้น “ท่านดมสิ มีกลิ่นหอมจริง ๆ เหมือนจะเป็นกลิ่นหอมของดอกเหมย ลอยมาจากทางด้านนั้น”
ซ่งชิงหลันนั้นจมูกไวมาโดยตลอด สามารถได้กลิ่นที่คนอื่น ๆ ไม่ได้กลิ่นอยู่บ่อยครั้ง
“แต่ว่า…” ซ่งชิงหลันพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ในเวลาเช่นนี้ เหตุใดจึงมีกลิ่นดอกเหมยได้เล่า”
ไป๋เย่หานมองสีหน้าของนางที่ดูจะมีเรื่องรบกวนใจ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “หากเจ้าอยากรู้ พวกเราไปดูว่าเป็นสิ่งใดกันแน่ดีหรือไม่?”
กล่าวจบ ชายหนุ่มโอบเอวแล้วอุ้มนางขึ้นโดยไม่รอให้กล่าวอันใด เหาะไปยังทิศทางที่ซ่งชิงหลันชี้ว่ามีกลิ่นลอยมา
ยิ่งเข้าใกล้เท่าไร ซ่งชิงหลันยิ่งรู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติ
นางจับเสื้อผ้าของไป๋เย่หานอย่างเป็นกังวล “นี่ ๆ ๆ ไป๋เย่หาน ดูเหมือนที่นี่จะเป็นเรือนด้านในของเรือนพักร้อนวั่งเหมยนะ ก่อนหน้านี้จื่อเยียนบอกแล้วว่าเราเข้าไปเรือนด้านในไม่ได้ไม่ใช่หรือ เช่นนั้นพวกเรากลับไปจะดีกว่า”
“ไม่เป็นไร” ไป๋เย่หานยิ้มอย่างสบาย ๆ ไม่มีความคิดจะหยุดเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นซ่งชิงหลันพลันประหม่าขึ้นมา ยั้งมือเขาไว้ “ไป๋เย่หาน วันนี้ชิงหนานไปสอบถามข่าวมาแล้ว เรือนด้านในมีการคุ้มกันแน่นหนา พวกเราเข้าไปไม่ได้…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ ไป๋เย่หานก็พานางหยุดลงตรงหลังคาแห่งหนึ่งอย่างมั่นคง
ซ่งชิงหลันก้มหน้ามอง เห็นดอกเหมยบานเต็มสวนดอกไม้
นางมองไป๋เย่หานด้วยสีหน้าตื่นตกใจ กล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “นี่เรา…”
“ก็เข้ามาแล้วไม่ใช่หรือ” ไป๋เย่หานยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างร้ายกาจ “ในโลกนี้ไม่มีที่ที่ใดขัดขวางข้าได้”
ท่าทางเช่นนี้ของไป๋เย่หาน ช่างมั่นใจในตนเองและเย่อหยิ่ง ซึ่งซ่งชิงหลันเองก็ตกหลุมรักความเย่อหยิ่งนั้น อย่างไรเสียเขาก็มีดีเพียงพอให้เย่อหยิ่งเช่นนี้
ซ่งชิงหลันสูดหายใจลึก ๆ กลิ่นหอมสดชื่นทั่วทั้งสวนลอยเข้ามาในจมูกของนาง “อืม กลิ่นนี้นี่แหละ แต่ว่าดอกเหมยจะบานในหน้าหนาวนี่ เหตุใดตอนนี้จึงบานเสียแล้ว ช่างแปลกเหลือเกิน”
“ข้ากลับได้ยินว่านายท่านแห่งเรือนพักร้อนวั่งเหมยนั้นชื่นชอบดอกเหมยอย่างมาก อีกทั้งสิ่งแวดล้อมบนเกาะดอกเหมยก็เป็นเอกลักษณ์ ที่เรือนพักร้อนได้ปลูกดอกเหมยที่สามารถบานได้ทั้งสี่ฤดู วันนี้ได้เห็นแล้ว ดูท่าที่เขาว่ามาจะเป็นความจริง”
“เช่นนั้นแล้ว ดอกเหมยนี้ช่างล้ำค่านัก คนที่พักอยู่ในเรือนนี้จะต้องเป็นคนสำคัญของเรือนพักร้อนเป็นแน่” ในตอนนั้น ซ่งชิงหลันชี้ไปยังส่วนลึกของสวนดอกเหมย และกล่าวเบา ๆ “ไป๋เย่หาน ท่านดูสิ เหมือนว่าตรงนั้นจะมีคน”
ไป๋เย่หานมองออกไปเห็นร่างสีขาวร่างหนึ่งกำลังวาดเพลงดาบอยู่กลางสวนดอกเหมย
เขามองร่างนั้นแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย พร้อมกล่าวเสียงต่ำ “เพลงดาบนั่น…” ดูคุ้นตามาก
อยู่ ๆ คนที่กำลังวาดดาบก็รู้สึกได้ถึงสายตาของพวกซ่งชิงหลันจึงได้หยุดลง หมุนกายแล้ววิ่งไปที่ห้องพัก