ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 422 คนทั่วไปห้ามเข้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 422 คนทั่วไปห้ามเข้า
บทที่ 422 คนทั่วไปห้ามเข้า
ซ่งชิงหลันตะโกนอย่างตื่นเต้น “หนีไปแล้ว!”
“พวกเราลงไปดูกันเถิด” ไป๋เย่หานอุ้มซ่งชิงหลันเหาะลงไปที่สวนดอกเหมย จุดที่คนผู้นั้นเพิ่งรำดาบ
“เอ๋ นี่มันอันใด” ซ่งชิงหลันพบว่าที่พื้นมีบางสิ่งหล่นอยู่
นางย่อตัวลงแล้วหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นถุงหอมอันหนึ่ง
ดวงตาของซ่งชิงหลันฉายแววยินดี นางเงยหน้ามองไป๋เย่หาน “เป็นเขา”
ไป๋เย่หานพยักหน้า เขาเองก็จำเพลงดาบของคนผู้นั้นได้
ทั้งสองคนสบตากันแล้วยกยิ้ม “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ดูท่าคืนนี้พวกเราจะได้กำไรอย่างมากนะเจ้าคะ”
ทันทีที่ซ่งชิงหลันกล่าวจบ ในตอนนั้นรอบ ๆ ตัวทั้งสองคนกลับมีคนชุดดำปิดหน้าสี่คนปรากฏตัวขึ้น
“ผู้ใดกัน กล้าบุกเข้ามาในสวนดอกเหมยที่เป็นเขตหวงห้าม!”
ไป๋เย่หานเผยแววตาเย็นชา กวาดมองพวกเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็รู้ว่าพวกเขาทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือที่มีทักษะพิเศษเฉพาะตัว อีกทั้งจากตำแหน่งยืนของทั้งสี่คนก็เห็นได้ชัดว่าจะปิดตายพวกตนไม่เหลือทางให้หลบหนีออกไป
เขาขมวดคิ้ว กันซ่งชิงหลันไว้ด้านหลังด้วยสีหน้านิ่งเรียบ ขณะเดียวกันก็ลอบกำหมัดแน่น ตัดสินใจจะต่อสู้กับอีกฝ่ายสักตั้ง
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของไป๋เย่หาน ในใจของซ่งชิงหลันก็หล่น ‘ตุบ!’ นางรู้ว่าในตอนนี้สถานการณ์ไม่เข้าข้างพวกตนอย่างมาก
ไป๋เย่หานยิ้มเย็น “ในเมื่อบุกเข้ามาแล้ว พวกเจ้าคิดจะทำอย่างไรเล่า”
“คนที่บุกเข้าสวนดอกเหมยต้องตายสถานเดียว!” หนึ่งในคนชุดดำกล่าวด้วยเสียงทุ้ม
จากนั้นคนชุดดำสี่คนก็สบตากัน ยกดาบในมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเห็นว่าทั้งสี่กำลังจะพุ่งเข้าโจมตีไป๋เย่หาน ทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นเสียงหนึ่งดังขึ้น “หยุด!”
คนชุดดำสี่คนเก็บดาบในมือทันที ทุกคนล้วนมีสีหน้าเกรงกลัว กล่าวเป็นเสียงเดียวกัน “แม่นางจื่อเยียน”
ซ่งชิงหลันหันหน้าไปมอง ก็เห็นจื่อเยียนในชุดสีม่วงค่อย ๆ เดินออกมาจากในห้อง
จื่อเยียนยืนตรงหน้าคนชุดดำทั้งสี่ และโบกมือ “พวกเจ้าไปเสีย”
“แต่พวกเขา…”
“พวกเขาเป็นแขกคนสำคัญของเรือนพักร้อนนี้” ไม่รอให้คนชุดดำพูดจบ จื่อเยียนขัดจังหวะคำพูดของเขาอย่างเย็นชา “ไปเสีย”
คนชุดดำผู้นั้นยังอยากจะพูดต่อ หากแต่ภายใต้รังสีกดดันอันหนักอึ้งของจื่อเยียน ก็หวาดกลัวและหมดหนทาง จึงกล่าวตอบประโยคหนึ่ง “ขอรับ”
ก่อนจะจากไป เขาใช้สายตาตักเตือนมองมายังซ่งชิงหลันและไป๋เย่หาน จากนั้นกระโดดแล้วเหาะจากไป
หลังจากเห็นว่าพวกเขาไปแล้ว จื่อเยียนก็หมุนตัวมามองพวกซ่งชิงหลัน บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มอันสำรวมอยู่ “แม่นางซ่ง นายท่านไป๋ ข้าจำได้ว่าวันแรกที่พวกท่านเข้ามายังเรือนพักร้อน ข้าได้บอกไปแล้วว่าเรือนด้านในของเรือนพักร้อนห้ามผู้ใดเข้า นี่พวกท่าน… จงใจทำความผิดหรือเจ้าคะ”
“ฮิ ๆ… เรื่องมันเป็นเช่นนี้…” ซ่งชิงหลันหัวเราะ “เดิมทีพวกข้าคิดจะออกมาเดินเล่น แต่ที่เรือนพักร้อนนี้ใหญ่เกินไป ทั้งยังฟ้ามืด พวกข้าจึงหลงทาง พลั้งพลาดเข้ามาที่นี่ คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีสวนดอกเหมยที่งดงามเช่นนี้อยู่ด้วย ข้าไม่เคยเห็นดอกเหมยที่บานในฤดูนี้มาก่อน ในใจก็สงสัย จึงได้อยู่ดูต่ออีกหน่อย ขอแม่นางจื่อเยียนโปรดอภัย”
จื่อเยียนรู้ทั้งรู้ว่าที่พวกเขาพูดนั้นเป็นเรื่องโกหก แต่ยังร่วมแสดงด้วย
นางยิ้มแล้วกล่าวตอบ “ในเมื่อแม่นางซ่งเองก็ได้เห็นสวนดอกเหมย และนี่ก็ดึกมากแล้ว อย่างนั้นกลับไปพักเถิดเจ้าค่ะ”
“อ้อ จริงสิ เมื่อครู่เหมือนข้าเห็นคุณหนูของเจ้าซ้อมเพลงดาบอยู่ที่นี่ ในเมื่อพวกข้าก็มากันแล้ว หากไม่ทักทายเสียหน่อยคงจะเสียมารยาทเกินไปกระมัง” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันยกยิ้มแล้วมองจื่อเยียน ลอบสังเกตการตอบสนองของนาง
หากแต่จื่อเยียนยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า กล่าวตอบโดยใช้หลักอ่อนพิชิตแข็ง “หากแม่นางซ่งอยากพบคุณหนูของข้า มีเพียงชนะเป็นที่หนึ่งในงานคัดเลือกบุตรเขยวันพรุ่งนี้ จะได้มีโอกาสชมความงามของคุณหนูของข้าเจ้าค่ะ นอกจากนี้…”
กล่าวจบ ดวงตาของจื่อเยียนก็ฉายแววเย็นชา “สวนดอกเหมยเป็นเขตหวงห้ามของเรือนพักร้อน คนทั่วไปห้ามเข้า หากมีผู้ทำผิดก็จะถูกฆ่าอย่างไร้เมตตา แต่ว่า…”
“ขอบคุณแม่นางจื่อเยียนที่ช่วยผ่อนผันให้” ซ่งชิงหลันกล่าวต่อคำพูดของนาง
ในเมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว หากซ่งชิงหลันยังดึงดันต่อไปก็ไร้ความหมาย
นางมองจื่อเยียนอีกครั้งแล้วกล่าว “นี่ดึกแล้วจริง ๆ ข้าเองก็ง่วงแล้ว แม่นางจื่อเยียน เช่นนั้นพวกข้าต้องขอตัวก่อน”
กล่าวจบ นางดึงมือของไป๋เย่หานแล้วส่งสายตาให้เขา
จื่อเยียนเองยิ้มพลางกล่าวตอบ “ทั้งสองค่อย ๆ ไปเถิดเจ้าค่ะ”
จากนั้น ไป๋เย่หานพาซ่งชิงหลันเหาะขึ้นไป ร่างกลายเป็นสีดำ และหายไปในความมืด
จื่อเยียนมองทางที่พวกเขาหายลับ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง แววตาของนางเคร่งขรึม ลอบกล่าวในใจ ‘นายท่านผู้นี้วรยุทธ์เก่งกาจเหลือเกิน กล้าเข้ามาในที่ที่มีการคุ้มกันแน่นหนา ทั้งยังพาหญิงสาวที่ไร้วรยุทธ์เข้ามาในสวนดอกเหมยโดยไม่มีผู้ใดรู้อีก’
หากไม่ใช่เพราะตอนพวกเขาเข้ามาในสวนนั้นมีการเคลื่อนไหว เกรงว่าผู้คุ้มกันของพวกเขาคงไม่อาจตรวจสอบได้
แม้จะบอกว่าคนที่บุกเข้ามาในสวนดอกเหมยโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องถูกฆ่าอย่างไร้ปรานี แต่ความจริงที่นางคิดจะพูดเมื่อครู่ ต่อให้ลงมือจริง ๆ พวกเขาเองก็ไม่อาจต่อสู้นายท่านไป๋ผู้นั้นได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จื่อเยียนอดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม มีคนที่วรยุทธ์แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่ ดูท่า งานคัดเลือกบุตรเขยวันพรุ่งนี้คงจะน่าดูชมเหลือเกิน
อีกด้านหนึ่ง
ไป๋เย่หานพาซ่งชิงหลันเหาะกลับมาที่เรือนที่พวกเขาพัก
ลมยามค่ำคืนพัดใส่ใบหน้าของซ่งชิงหลัน สบายเหลือเกิน นางยังคงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
อยู่ ๆ ในตอนนั้น กลับมีเสียงกลัดกลุ้มของไป๋เย่หานดังมาจากด้านบน “สี่คนนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าเลย”
ซ่งชิงหลันผงะไป นางรู้ว่าเขายังคงสับสนกับเรื่องเมื่อครู่ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
กอดเอวไป๋เย่หานแน่น แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้ว่าท่านอ๋องเก่งกาจ แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร พวกเราก็อยู่ที่เขตแดนของผู้อื่น ไม่ควรทำตัวเป็นเจ้าบ้าน และต้องไว้หน้าพวกเขาเสียหน่อยไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
คำพูดนี้ของซ่งชิงหลันทำให้ไป๋เย่หานสบายใจในทันที
เขายกยิ้ม “พระชายาพูดได้ถูกต้อง พวกเรารีบกลับไปที่ห้องดีกว่า”
ขณะกล่าว ทั้งสองคนก็กลับมาถึงเรือนแล้ว
วันต่อมา
พวกอู่เชียนเชียนตื่นกันแต่เช้าแล้ว แล้วตรงมายังที่ห้องของซ่งชิงเป่ย ลากเขาลงจากเตียง “ชิงเป่ย นี่กี่โมงกี่ยามแล้ว เหตุใดเจ้ายังนอนอยู่อีก”
ซ่งชิงเป่ยอดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่นาง “นี่เพิ่งจะกี่ยามเอง ท่านจะมาปลุกข้าแต่เช้าเพียงนี้เหตุใดกัน!”
กล่าวจบเขาก็ล้มลงนอนอีกครั้ง
อู่เชียนเชียนเห็นเช่นนั้นก็ดึงเขาไว้ทันที “ไอ้หยา เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย! วันนี้เป็นวันงานคัดเลือกบุตรเขยนะ ทุกคนล้วนไปที่โถงกลางกันแล้ว นอกจากเจ้าแล้วผู้ใดจะยังนอนอยู่อีก”
ซ่งชิงเป่ยกล่าวต่อในทันที “แล้วท่านพี่ข้าเล่า”
“เอ่อ… คือว่า…” อู่เชียนเชียนพูดไม่ออกชั่วขณะ จากนั้นก็มีความคิดแวบขึ้นมา กล่าว “นั่นไม่เหมือนกัน เจ้าเป็นตัวเอกนะ คนที่ต้องไปหาคุณหนูแสนสวยก็คือเจ้า! เจ้ารีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นข้าจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ! นี่มันองค์จักรพรรดิไร้เรื่องร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน[1]*จริง ๆ!”
[1] หมายถึง คนรอบข้างที่เดือดร้อนแทนเจ้าตัว