ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 424 หมอเทวดา
บทที่ 424 หมอเทวดา
ในตอนนี้ คนในสถานที่นี้เริ่มกระสับกระส่าย เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน
“สวรรค์ คิดไม่ถึงว่านายหญิงแห่งเรือนพักร้อนวั่งเหมยจะเป็นคนที่งดงามเพียงนี้”
“นั่นสิ หญิงงามเช่นนี้ หาได้ยากนักในยุทธภพ”
“ดูท่าแล้ว นายหญิงเรือนพักร้อนสะสวยเช่นนี้ คุณหนูเยียนหรานเองคงเป็นหญิงงามเช่นกัน! นี่ถ้าหากได้แต่งกับคุณหนูเยียนหรานจริง ๆ ชีวิตนี้ข้าคงตายตาหลับแล้ว!”
“ฮิ ๆ พี่ชาย ที่ท่านพูดเช่นนี้ แสดงว่าท่านไม่รู้จักเรือนพักร้อนวั่งเหมยเสียแล้ว”
“เอ๋ พี่ชาย หมายความว่าอย่างไรหรือ”
“คุณหนูเยียนหรานไม่ใช่บุตรที่นายหญิงท่านนี้ให้กำเนิด มารดาแท้ ๆ ของคุณหนูเยียนหรานนั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว นายหญิงตรงหน้านี้คือคนที่นายท่านเรือนพักร้อนแต่งงานใหม่ด้วยน่ะสิ”
“ไอ้หยา! สมกับเป็นนายท่านแห่งเรือนพักร้อนวั่งเหมยจริง ๆ แต่งงานกับนายหญิงคนใหม่ยังได้คนที่งดงามเพียงนี้ ช่างชวนให้คนอิจฉาจริง ๆ!”
“ไอ้หยา! งานคัดเลือกบุตรเขยนี้จะเริ่มหรือยัง ข้าอดใจไม่ไหวอยากจะเห็นใบหน้าของคุณหนูเยียนหรานแล้ว จะได้พาสาวงามกลับบ้านสักที!”
“เจ้าอันธพาลผู้นี้ จะใจร้อนไปเหตุใดกัน ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่านายท่านเรือนพักร้อนอาการเป็นอย่างไร”
“นั่นสิ! นั่นสิ! ใจร้อนไปจะกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้[1]* เจ้านี่นะ ดับตัณหาของเจ้าเสียหน่อยเถิด!”
……
ซ่งชิงหลันฟังเสียงวิจารณ์ของพวกเขาแล้วยิ้มออกมา พร้อมส่ายหน้าเบา ๆ
ชายหนุ่มนี่หนอ… ช่างตื้นเขินเสียจริง
ไป๋เย่หานมองใบหน้าของพระชายาอย่างระมัดระวัง ก็อดยิ้มไม่ได้เขยิบเข้าใกล้ ๆ หูของซ่งชิงหลันแล้วกล่าวอย่างแผ่วเบา “เหตุใดหรือ พระชายาคิดว่านายหญิงไม่สวยหรือไร”
ซ่งชิงหลันหันมาถลึงตามองเขา “นายหญิงย่อมงดงามอยู่แล้ว เพียงแค่คนเหล่านี้นั้นช่างน่ารังเกียจเกินไป ชีวิตคนอยู่บนเส้นด้ายแท้ ๆ ยังมีกะจิตกะใจมาชื่นชมความงาม ดูท่าฝีมือการแพทย์ก็คงไม่ดีเท่าไรกระมัง”
“นั่นสิ ไม่มีผู้ใดเทียบพระชายาของข้าได้หรอก หญิงงามจิตใจงาม” ไป๋เย่หานกล่าวด้วยสีหน้าผยอง
ซ่งชิงหลันยกยิ้ม ไม่ได้พูดอันใดต่อ
ในตอนนั้นเอง จื่อเยียนในชุดสีม่วงก็เดินมาที่ข้างกายของนายหญิง
นางมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวกับทุกคนในสถานที่นี้ “ทุกท่าน กรุณาเงียบเสียงสักครู่ นายหญิงมีเรื่องจะกล่าวเจ้าค่ะ”
นางไม่ได้กล่าวเสียงดัง แต่มีพลังเพียงพอ ทุกคนจึงล้วนเงียบลงอย่างพร้อมเพรียง มองนายหญิงที่อยู่ข้างกายของจื่อเยียน แล้วรอให้นางเอ่ยปาก
จื่อเยียนกวาดมองคนรอบ ๆ แวบหนึ่ง สุดท้ายพยักหน้าให้นายหญิง และถอยไปด้านหลัง
นายหญิงผู้นั้นกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าขอบอกทุกท่านตามตรง ไม่กี่วันก่อนหน้านี้อาการป่วยของนายท่านทรุดตัวลง หมอเทวดาเซวียเองก็ไม่อาจช่วยได้ และตอนนี้เขาได้ออกจากเกาะเพื่อไปหาวิธีรักษานายท่าน แต่ไม่คิดเลยว่าวันนี้นายท่านจะหมดสติไป ข้าจึงคิดว่าทุกท่าน ณ ที่แห่งนี้ที่อาสามาที่นี่คงมีทักษะทางการแพทย์ไม่เลว จึงอยากขอเชิญทุกท่านช่วยยื่นมือช่วยเหลือนายท่านเรือนพักร้อนด้วย”
ทุกคนยิ่งกระสับกระส่ายมากขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“สวรรค์ หมอเทวดาเซวีย ผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพยังช่วยไม่ได้ บางทีสถานการณ์ของนายท่านคงจะสิ้นหวังแล้วเป็นแน่!”
“นั่นสิ! แม้แต่หมอเทวดาเซวียก็ยังหมดหนทาง พวกเราจะมีวิธีได้อย่างไร”
“นี่ พี่ชาย จะพูดเช่นนั้นไม่ได้นะ ถึงแม้หมอเทวดาเซวียจะมีวิชาการแพทย์สูงส่ง แต่นั่นก็เป็นสมัยก่อน ตอนนี้ในยุทธภพมีคนเก่งเพิ่มขึ้นมาก ไม่แน่ว่าโรคที่หมอเทวดาเซวียรักษาไม่หาย พวกเราอาจจะรักษาได้ก็เป็นได้”
“นั่นสิ ไม่ว่าหมอเทวดาเซวียจะเก่งกาจเพียงใด แต่อย่างไรก็ไม่ใช่เทพเจ้า ไม่อาจจะรักษาได้ทุกโรคหรอก! ไม่แน่ว่าข้าอาจจะรักษาโรคของนายท่านหายได้ หากไม่ลองดูแล้วจะรู้ได้อย่างไร”
“นั่นน่ะสิ! นายหญิง ข้ายินดีทดสอบ!”
“ข้าเองก็ยินดีลองดูขอรับ!”
……
กลุ่มคนเริ่มแสดงตัวช่วยรักษานายท่านเรือนพักร้อนมากขึ้น
นายหญิงเรือนพักร้อนยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณทุกท่านมาก ข้าซาบซึ้งเหลือเกิน คนที่ยินดีจะรักษาให้นายท่าน เชิญตามข้ามา”
กล่าวจบ นางหมุนตัวเดินไปด้านใน
เมื่อเห็นว่ามีหลายคนเดินตามเข้าไป อู่เชียนเชียนจึงเดินมาตรงหน้าซ่งชิงหลัน พร้อมกล่าวเบา ๆ “พี่ชิงหลัน หมอเทวดาเซวียผู้นั้นข้าเองก็เคยได้ยินชื่อ ได้ยินว่าเขานั้นเก่งจริง ๆ แม้แต่เขายังไม่มีวิธี เช่นนั้น…”
ซ่งชิงหลันแค่นยิ้มมุมปาก กล่าวขัดจังหวะคำพูดนางเสียงเบาว่า “อาการป่วยของนายท่านเรือนพักร้อนนั้นถูกเอามาพูดอย่างลึกลับเช่นนี้ ข้ากลับยิ่งสนใจ ไปกัน พวกเราไปดูกันเถิด”
กล่าวจบ ซ่งชิงหลันจับมือซ่งซิงเยว่เดินเข้าไปข้างใน
ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนตามไปด้วยความประหม่า
เหลือไว้เพียงซ่งชิงเป่ยด้านหลังสุด เขามองด้านหลังของทุกคน แล้วกระตุกมุมปาก พึมพำเสียงเบา “นี่ พวกท่านจะไม่ถามความเห็นข้าสักคำเลยหรือ เรื่องนี้ข้าเป็นตัวเอกไม่ใช่หรือไร”
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีมือเล็ก ๆ ดึงชายชุดของเขา
ซ่งชิงเป่ยก้มหน้าลงไปดูก็พบว่าซ่งซิงเฉินยืนอยู่ข้าง ๆ
ซ่งซิงเฉินส่ายหน้า หัวเราะอย่างมีนัย “ท่านน้าสี่ ท่านอย่าได้ดึงดันเลยขอรับ รีบเข้าไปเถิด ท่านคิดว่าท่านแม่ข้าจะรับฟังความเห็นของท่านหรือขอรับ”
ซ่งชิงเป่ยหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน “เจ้าเด็กนี่ เอาความจริงมาพูดเล่นเสียได้! ไปกัน”
กล่าวจบ เขาอุ้มซ่งซิงเฉินขึ้นแล้วเดินตามเข้าไปด้านใน
พวกซ่งชิงหลันเพิ่งเดินเข้าไป เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของหลาย ๆ คน ที่ส่ายหน้าแล้วเดินออกมาอย่างสิ้นหวัง
ทำให้อู่เชียนเชียนอดสงสัยไม่ได้ จับคนหนึ่งในนั้นเอาไว้แล้วเอ่ยถาม “พี่ชาย เหตุใดไม่นานท่านก็ออกมาเสียแล้วเล่า นายท่านเรือนพักร้อนเป็นโรคอันใดกันแน่”
“แปลกเกินไปแล้ว! แปลกเกินไปแล้วจริง ๆ!”
“แปลกตรงไหนหรือ” อู่เชียนเชียนซักต่อ
ในตอนนี้ มีอีกคนหนึ่งก็กล่าวต่อ “ก็แปลกตรงนี้นี่ล่ะ พวกข้าจับชีพจรของนายท่าน แต่ดูไม่ออกถึงโรคอันใดทั้งนั้น ดูท่า นายท่านเรือนพักร้อนจะป่วยเป็นโรคที่ประหลาดอย่างมาก เป็นโรคที่แม้แต่พวกข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นโรคอันใด”
อู่เชียนเชียนเบิกตากว้างอย่างตกใจ “น่าพิศวงเช่นนั้นเลยหรือ”
“นั่นน่ะสิ! ข้าฝึกวิชาแพทย์มาหลายปี จับชีพจรมานับไม่ถ้วน ไม่เคยได้เห็นคนป่วยเช่นนี้มาก่อนเลย” กล่าวจบ คนผู้นั้นมองซ่งชิงหลันแล้วกล่าว “แม่นางท่านนี้ ข้าว่าท่านเองอย่าได้เข้าไปให้เปลืองแรงเลย ดูท่า คนที่หมอเทวดาเซวียรักษาไม่ได้ พวกเราเองก็คงทำไม่ได้แล้วล่ะ”
กล่าวจบ พวกเขาส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
อู่เชียนเชียนลังเลครู่หนึ่ง จับมือของซ่งชิงหลันแล้วกล่าว “พี่ชิงหลัน เช่นนี้จะทำอย่างไรเล่า พวกเรายังต้องไปดูอาการให้นายท่านเรือนพักร้อนอยู่หรือไม่!”
“ไป! อย่างไรก็ต้องไป!” ซ่งชิงหลันยิ้ม “ไหน ๆ ก็มาแล้ว ยังมีเหตุผลให้หนีหายไปตอนเจอปัญหาอีกหรือ นี่ไม่ใช่นิสัยของข้า ซ่งชิงหลันหรอกนะ”
เมื่อเห็นว่าทุกคนที่ได้จับชีพจรของนายท่านเรือนพักร้อนล้วนแสดงสีหน้าอับจนหนทาง นายหญิงอดไม่ได้ที่จะกังวลขึ้นมา “ไม่ทราบว่า ยังมีผู้ใดที่ต้องการทดลองดูอาการให้นายท่านอีกหรือไม่”
“ข้าเอง” อยู่ ๆ กลับมีเสียงหวานใสดังขึ้น ทำลายเสียงพูดคุยในห้อง
[1] หมายถึง ต้องมีความอดทนรอคอย เพื่อที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จจงได้