ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 429 ดอกไม้นี้เป็นปัญหาเสียจริง ๆ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 429 ดอกไม้นี้เป็นปัญหาเสียจริง ๆ
บทที่ 429 ดอกไม้นี้เป็นปัญหาเสียจริง ๆ
เพียงซ่งชิงเป่ยได้ยินก็เงยหน้าไปมองโดยไม่รู้ตัว และเห็นชายชราผู้นั้นมองตนเองอยู่จริง ๆ
แววตาของคนทั้งคู่สบประสานกันกลางอากาศ หัวใจของซ่งชิงเป่ยหล่นดัง ‘ตุบ!’ ในทันที
แปลกจริง แววตาเช่นนี้ เหตุใดจึงให้ความรู้สึกคุ้นเคยนัก เหมือนว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
จนกระทั่งตอนที่เขากำลังจะสืบเสาะต่อไป ชายชราผู้นั้นก็เปลี่ยนทิศทางสายตาไปแล้ว และกำลังพูดอันใดบางอย่างกับจื่อเยียนที่อยู่ข้างกาย
ซ่งชิงเป่ยขมวดคิ้วน้อย ๆ ในใจลอบกล่าว ‘หรือว่าจะมองผิดนะ’
จากนั้นเขาก็เอ่ยถามเสียงเบา “ท่านผู้เฒ่าท่านนี้ปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อไรกัน”
เมื่อครู่ตอนที่มาถึงลานประลอง เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าไม่เจอเขา
เพียงแต่ทุกคนล้วนจดจ่ออยู่กับการประลอง จึงไม่มีผู้ใดสนใจถึงเรื่องนี้เลย
ในตอนนี้เอง ซ่งซิงเยว่เอ่ยถามด้วยเสียงใสไร้เดียงสา “ข้าเห็นเขานะเจ้าคะ ท่านผู้เฒ่าผู้นี้ปรากฏตัวตอนที่ท่านอาซ่างกวนขึ้นไปประลองเจ้าค่ะ”
อยู่ ๆ อู่เชียนเชียนพลันมีความคิดแปลก ๆ “คงไม่ใช่ว่าท่านผู้เฒ่าท่านนี้เป็นคนของซ่างกวนจิ่งหงผู้นั้นใช่หรือไม่! ที่เขากำลังคุยกับจื่อเยียนก็คือพูดขอบคุณกันอยู่!”
ซ่งชิงหลันเองก็พิจารณาท่านผู้เฒ่าผู้นั้นอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นนางยกยิ้ม และหันมองอู่เชียนเชียน “วันนี้เจ้าจะเอาแต่จับผิดคุณชายซ่างกวนให้ได้หรืออย่างไร เหตุใดจึงเอาแต่คิดว่าเขามีลับลมคมใน”
“ไม่ใช่ว่าข้าคิด แต่เพราะความจริงเป็นเช่นนั้นต่างหากเจ้าค่ะ”
“เอาเถิด ไม่ต้องคิดมากเพียงนั้นหรอก จดจ่อกับการดูการแข่งขันประลองยุทธ์ก็พอ เจ้าชอบการแข่งขันประลองยุทธ์มากไม่ใช่หรือ” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันจับหน้าของอู่เชียนเชียนหันไปทางเวทีประลอง ไม่ให้นางจ้องมองชายชราผู้นั้นต่อ
หลังจากชายชราปริศนาผู้นั้นปรากฏตัวกะทันหัน ซ่งชิงเป่ยเองก็ไม่อาจนิ่งสงบได้ เขาไม่มีใจจะมาดูการแข่งขันประลองยุทธ์แล้ว เพียงแต่ลอบมองชายชราผู้นั้น
ชายชราผู้นั้นเองก็สัมผัสได้ถึงสายตาของซ่งชิงเป่ย จึงได้หลบไปอยู่ด้านหลังของจื่อเยียนอย่างเงียบ ๆ เพื่อหลบสายตาของชายหนุ่ม
ซ่งชิงเป่ยเห็นเช่นนั้น ไม่อาจติดตามไป ทำได้เพียงละสายตากลับมา แต่ยังคงเป็นกังวลอยู่
สุดท้ายผลของการแข่งขันประลองยุทธ์ก็ออกมา มีผู้ที่ตกรอบไปกว่าครึ่ง ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ และเห็นได้ชัดว่าการแข่งขันต่อจากนี้คงยิ่งดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกคนยังไม่ทันได้พัก จื่อเยียนก็ได้นำทุกคนออกจากเรือนพักร้อนวั่งเหมย มายังสถานที่หลังเขา
ตรงหน้าคือป่าดอกเหมยแดงสุดลูกหูลูกตา ผืนดอกไม้สีแดงทำให้ผู้ที่มองไปรู้สึกเหมือนอยู่ในแดนสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น กลิ่นหอมรุนแรงของดอกไม้ทำให้จิตใจสดชื่น ราวกับว่าทุกคนถูกภาพสวยงามตรงหน้าดึงดูดเสียแล้ว
“สวรรค์! คิดไม่ถึงว่าบนเกาะนี้จะมีป่าดอกเหมยแดงสวยงามเช่นนี้อยู่ด้วย”
“เกาะดอกเหมยนี้ช่างสมเป็นเกาะดอกเหมยจริง ๆ ดอกเหมยบนเกาะนี้สวยงามกว่าที่อื่นเสียอีก”
“ดอกเหมยนี้เป็นของจริง! เหตุใดฤดูกาลนี้จึงมีดอกเหมยบานได้เล่า ช่างแปลกเกินไปแล้ว!”
“นั่นสิ! พอเจ้าพูดข้าถึงสังเกต ยามนี้ไม่ใช่ฤดูหนาว เหตุใดจึงมีดอกเหมยบานได้เล่า”
“เกาะดอกเหมยนี่ช่างเป็นสถานที่ที่พิศวงเสียจริง”
……
เมื่อเห็นทุกคนพูดคุยกันอย่างสนอกสนใจ จื่อเยียนก็เดินไปอธิบาย “ดอกเหมยแดงบนเกาะนี้ล้วนเป็นของนายท่านที่ลงแรงปลูกขึ้นมา สามารถบานได้ทั้งสี่ฤดูเจ้าค่ะ”
“อ้อ… ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ได้ยินมานานแล้วว่านายท่านกู่เป็นคนที่ชอบดอกเหมยยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่านายท่านกู่จะเก่งกาจสามารถปลูกดอกเหมยที่บานทั้งสี่ฤดูได้ด้วย ข้าไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริง ๆ”
“นั่นสิ ดอกเหมยนี้บานสดใสเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่ายามที่จากเกาะไปจะสามารถขอมันสักสองสามกิ่งจากนายท่านกู่กลับไปปลูกได้หรือไม่”
“เกรงว่าจะไม่ได้เจ้าค่ะ” จื่อเยียนยิ้ม “เกาะดอกเหมยของเรามีสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ดอกเหมยนี้จะบานบนเกาะเท่านั้น หากออกจากเกาะดอกเหมยไปมันจะตายเจ้าค่ะ”
สิ้นเสียง ทุกคนก็พากันถอนหายใจอย่างเสียดาย
แม้ภายนอกของอันต้าเต๋อดูเป็นคนบ้านนอกหยาบกระด้าง แต่ก็ชอบเล่นกับเหล่าดอกไม้ใบหญ้า เขามองเหมยแดงตรงหน้าด้วยสายตาพร่างพราว “เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นก็น่าเสียดายจริง ๆ ข้ายังอยากจะนำมันกลับไปปลูกไว้ดูเสียหน่อย”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ท่านหัวหน้าอัน ความจริงหากเปลี่ยนมุมมอง ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนเป็นของล้ำค่าหายาก และด้วยเอกลักษณ์ของดอกเหมยนี้ที่จะบานเฉพาะบนเกาะดอกเหมย จึงได้สะท้อนถึงความงามที่หาที่ไหนไม่ได้ ไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
“อืม แม่นางซ่งนี่ช่างมีวิธีคิดที่โดดเด่นเสียจริง” อันต้าเต๋อยิ้มพลางพยักหน้า “คนที่ทำการค้าขายยิ่งใหญ่ วิธีคิดย่อมแตกต่าง”
“ท่านหัวหน้าอันชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าเพียงแสดงความคิดของตนเท่านั้น บางทีอาจจะมีจุดที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง”
ในตอนนั้น ไม่รู้ว่าผู้ใดในกลุ่มคนที่ตะโกนออกมาอย่างร้อนใจ “ไม่สิ แม่นางจื่อเยียน ท่านพาพวกข้ามาที่นี่เพื่อชมดอกไม้อย่างนั้นหรือ การแข่งครั้งนี้คือแข่งว่าผู้ใดดูดอกไม้ได้เก่งกว่ากันหรืออย่างไร”
เพียงกล่าวออกไปเช่นนั้น ก็มีคนกล่าวสนับสนุนทันที “นั่นสิ! พวกเรามาที่นี่เพื่อร่วมงานคัดเลือกบุตรเขย รีบมาทำธุระกันจะดีกว่า”
“ทุกคนอย่ารีบร้อนไปเจ้าค่ะ” จื่อเยียนพูดให้ทุกคนสงบอารมณ์ จากนั้นยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “จุดต่อไปก็คือต้องฝ่าป่าดอกเหมยนี้กลับไปที่เรือนพักร้อนวั่งเหมยเจ้าค่ะ”
“ฝ่าป่าดอกเหมยหรือ นี่เป็นการประลองอันใดกัน”
“นั่นสิ หรือจะให้เราประลองวิชาตัวเบา ดูว่าผู้ใดมีวิชาตัวเบาที่เก่งกาจที่สุด และกลับไปที่เรือนพักร้อนวั่งเหมยได้เร็วที่สุดหรือ”
“คงไม่กระมัง ข้ากลับคิดว่าเป็นไปได้ที่ป่าดอกเหมยนี้ไม่ได้ดูเรียบง่ายอย่างที่เห็น อาจจะมีกับดักอยู่ก็เป็นได้”
“แม่นางจื่อเยียน ท่านอธิบายเสียหน่อยเถิด”
ทุกคนล้วนมองจื่อเยียนด้วยสีหน้าสงสัยอยากรู้
จื่อเยียนกลับยิ้มอย่างมีเลศนัย “ทุกท่านล้วนมีทักษะของตน สิ่งที่ควรพูดข้าพูดจบแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากกล่าวจบ นางใช้วิชาตัวเบา เหาะกลับไปที่เรือนพักร้อนวั่งเหมยทันที
“เอ๋ ไม่สิ แม่นางจื่อเยียนพูดอันใดไม่ชัดเจนเลย นี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่”
“เจ้าจะไปสนใจนางเหตุใดกัน พวกเราทำไปตามนั้นก็เป็นใช้ได้แล้ว”
“นั่นสิ! ข้าอยากจะรู้นัก ว่าป่าดอกเหมยนี้มีความแปลกประหลาดอันใด ข้าขอนำไปก่อนล่ะ พวกเจ้าค่อย ๆ คิดกันไปเถิด”
……
จากนั้น นายน้อยที่ดูแล้วมีวิชาวรยุทธ์แข็งแกร่งก็เดินเข้าไปในป่าดอกเหมยเป็นคนแรก
ส่วนคนอื่นที่เหลือล้วนกลั้นหายใจรอดูว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น
แน่นอนว่าทันทีที่คนคนนั้นเดินเข้าไปในป่าดอกเหมย ต้นดอกเหมยเหล่านั้นก็เริ่มขยับไปมาราวกับมีชีวิต ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ล้อมคนในป่าเอาไว้ ไม่มีทางให้ถอยกลับ
คนผู้นั้นเห็นว่าผิดปกติจึงหยิบกระบี่ออกมา และฟันเข้าใส่เหล่าต้นดอกเหมยที่เข้ามาใกล้ตนเองอย่างบ้าคลั่ง แต่ล้วนไร้ประโยชน์
เขาฟันเหล่าต้นดอกเหมยไป แต่รอบกายยังมีต้นดอกเหมยที่เข้าล้อมรอบไม่หยุด และถูกล้อมเอาไว้โดยสมบูรณ์
คนที่ยังไม่ทันได้เข้าไปในป่าดอกเหมยเห็นภาพตรงหน้าล้วนตกตะลึง “ป่าดอกเหมยนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วย ดูแล้วกับดักของที่นี่ช่างหนักหนานัก ไม่แน่ว่าเราอาจจะต้องเอาชีวิตเข้าไปทิ้งในนั้นก็เป็นได้”