ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 431 ยอมแพ้แล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 431 ยอมแพ้แล้ว
บทที่ 431 ยอมแพ้แล้ว
ได้ยินซ่งชิงหลันกล่าวเช่นนั้น คนอื่น ๆ ที่เหลือที่ยังไม่ได้เข้าไปในป่าดอกเหมย เริ่มพากันทำตามวิธีที่ซ่างกวนจิ่งหงทำ หยิบเอาใบไม้มาแล้วพยายามเป่า
เพียงแต่พวกเขาบ้างก็เป่าแล้วไม่มีเสียง บ้างก็เป่าแล้วเป็นเสียงแต่ไม่ได้ผลอย่างที่ซ่างกวนจิ่งหงทำ ป่าดอกเหมยยังคงไม่หลีกทางให้
“เกิดอันใดขึ้น เห็น ๆ อยู่ว่าเราเป่าใบไม้ตามที่คุณชายซ่างกวนทำ เหตุใดทางจึงยังไม่เปิดอีก “
“จบแล้ว พวกเราจะผ่านไปได้อย่างไร”
“ช่างมันเถิด ข้ายอมแพ้แล้ว”
……
อู่เชียนเชียนขมวดคิ้วมองไปทางซ่งชิงหลัน “พี่ชิงหลัน ดูเหมือนสิ่งที่ท่านคาดเดาจะไม่ถูกนะเจ้าคะ”
“เป็นจังหวะดนตรี” หากแต่ซุนอิงหนิงเอ่ยออกมาเสียก่อน “ข้าสังเกตว่าบทเพลงที่คุณชายซ่างกวนเป่าใบไม้เมื่อครู่นั้นเป็นทำนองเดียวกับเสียงขลุ่ย บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีการแก้กลไกก็เป็นได้เจ้าค่ะ”
อู่เชียนเชียนตื่นเต้นขึ้นมาในทันที “จริงด้วย! อิงหนิง เจ้าเชี่ยวชาญในเสียงเพลง เช่นนั้นเจ้า…”
ซุนอิงหนิงสีหน้าลำบากใจ “แต่ข้าเป่าใบไม้ไม่เป็น…”
“เอ๋ เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรเล่า” อู่เชียนเชียวพลันห่อเหี่ยวราวลูกกลมที่ลมรั่ว
ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงเย็นชาที่แฝงความดึงดูดก็ดังขึ้น “ศาลาทางตะวันตกเฉียงใต้มีฉินอยู่”
ซ่งชิงหลันมองไป๋เย่หานที่อยู่ข้างกายอย่างประหลาดใจ “ท่านรู้ได้อย่างไร”
ป่าดอกเหมยที่หนาแน่นตรงหน้านี้ ทำให้พวกเขามองไม่ออกเลยว่าในป่าดอกเหมยยังมีศาลาหลังหนึ่ง อย่าว่าแต่จะมองเห็นเลยว่าในศาลามีฉิน
ไป๋เย่หานกล่าวตอบอย่างจริงจัง “มองเห็นน่ะสิ”
ตั้งแต่เขามาถึงที่นี่ ก็ถือโอกาสตอนที่ทุกคนไม่ทันสนใจเหาะขึ้นไปแล้วมองดูป่าดอกเหมยทั่วทั้งผืนแล้ว
ซ่งชิงหนานเองจึงได้เหาะขึ้นไปด้วย จนกระทั่งเขาลงมาที่พื้นและเอ่ยว่า “ในศาลามีฉินจริง ๆ ด้วยขอรับ”
อู่เชียนเชียนโห่ร้องดีใจในทันที “เช่นนั้นแล้ว วิธีแก้กลไกอยู่ในศาลานั้นเอง อิงหนิง เช่นนั้นต้องพึ่งเจ้าแล้ว!”
“แต่ศาลานั้นอยู่ในป่าดอกเหมย เราจะเข้าไปได้อย่างไร” ฉูซื่อโม่วเอ่ยอย่างสงสัย
ปัญหาที่เขาว่านี้ เป็นปัญหาที่แก้ได้ยากเสียจริง
หากแต่ซ่งชิงหนานรีบกล่าว “ศาลานั้นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ด้วยวิชาตัวเบาของข้า คงสามารถพาอิงหนิงเหาะไปด้วยกันได้”
ว่าจบ ซ่งชิงหนานจะลงมือ
หากแต่ไป๋เย่หานกลับกล่าวเสริม “ในศาลามีกลไก”
เขามองซ่งชิงหนานแวบหนึ่ง ซึ่งความหมายก็คือซุนอิงหนิงอาจเป็นอันตราย
ซ่งชิงหนานลังเลในทันที เขาไม่กล้าเอาความปลอดภัยของซุนอิงหนิงมาเสี่ยง
ซุนอิงหนิงเองก็มองออกถึงความกังวลของอีกฝ่าย แต่นางนั้นเป็นหญิงที่ให้ความสำคัญกับภาพรวมมากกว่า
นางมองซ่งชิงหนานที่ลำบากใจแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อย่างไรข้าก็มีท่านอยู่ ท่านจะปกป้องข้าไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
ซ่งชิงหนานใจเต้นในทันใด นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าที่แท้การเป็นที่ต้องการของผู้อื่นก็ทำให้เขามีความสุขเช่นนี้เอง
เขาพยายามควบคุมใจที่เต้นระรัว จากนั้นมองซุนอิงหนิงด้วยสีหน้าจริงจัง และกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “อิงหนิง เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่ เจ้าจะทำเช่นนี้จริงหรือ”
“ข้าคิดดีแล้วเจ้าค่ะ” ซุนอิงหนิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ได้”
ดังนั้น ซ่งชิงหนานโอบเอวของซุนอิงหนิงเข้ามาใกล้ ใช้วิชาตัวเบาแตะปลายเท้าลงไปยังกิ่งต้นดอกเหมย เพียงไม่นาน ทั้งสองคนก็มาถึงศาลา
คนที่อยู่นอกป่าดอกเหมยกลั้นหายใจอย่างใจจดใจจ่อ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ทำได้เพียงแต่รอคอยเสียงจากด้านในอย่างจดจ่อ
ซุนอิงหนิงค่อย ๆ เดินไปนั่งตรงหน้าฉินตัวเล็ก
ส่วนซ่งชิงหนานยืนอยู่ด้านหลังของนาง จับกระบี่ในมือแน่น มุ่นคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามเบา ๆ “เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง”
ซุนอิงหนิงสูดหายใจลึก ควบคุมจิตใจของตนให้สงบลง
สุดท้าย นางส่งสายตาหนักแน่นให้ซ่งชิงหนาน “ข้าจะเริ่มแล้วเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ ก็ยื่นมือขาวบางราวกับหยกออกมา
ในยามที่นิ้วของนางแตะไปโดนสายฉินจนเกิดเสียงนั้น กลไกในศาลาก็ถูกกระตุ้น
และในขณะเดียวกันนั้นเอง มีลูกดอกพุ่งออกมาจากเสาด้านบนและรอบ ๆ ศาลาพุ่งเข้าใส่ซุนอิงหนิงที่กำลังเล่นฉินอยู่
แววตาของซุนอิงหนิงเคร่งเครียด แต่นางยังเล่นฉินตามเสียงขลุ่ยต่อไปด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เพราะนางเชื่อว่าชายที่อยู่ด้านหลังจะต้องไม่ปล่อยให้นางบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นลูกดอกเหล่านั้นพุ่งออกมา ซ่งชิงหนานยกมุมปากเย็นชา กระบี่คมในมือกวัดแกว่ง สร้างเกราะป้องกันไร้รูปร่างรอบตัวซุนอิงหนิง ทำให้ลูกดอกเหล่านั้นร่วงหล่นลงบนพื้น
ส่วนที่ด้านนอกของป่าดอกเหมย หลังจากเสียงฉินของซุนอิงหนิงดังขึ้น ต้นดอกเหมยตรงหน้าของพวกซ่งชิงเป่ยก็แยกออกเป็นสองทาง เปิดเป็นเส้นทางให้ทุกคน
อู่เชียนเชียนยิ้มขึ้นทันที “ทางเปิดแล้ว ทางเปิดแล้ว! ว่าแล้วเชียวต้องได้ผล!”
ซ่งชิงหลันยกยิ้ม “เราเข้าไปกันเถิด”
ไป๋เย่หานอุ้มซ่งซิงเยว่ ซ่งชิงเป่ยอุ้มซ่งซิงเฉิน ทั้งหมดเดินเข้าไปในป่าดอกเหมย
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา พวกซ่งชิงหลันก็มาถึงด้านในเรือนพักร้อนวั่งเหมย
คนที่ผ่านมาก่อนหน้านี้นั่งรออยู่ในโถงกลางของเรือนพักร้อนวั่งเหมยอยู่แล้ว แต่นอกจากซ่างกวนจิ่งหง บนร่างของคนอื่น ๆ ล้วนมีแต่บาดแผลไม่มากก็น้อย เพราะผ่านความยากลำบากกันมา
ทุกคนที่เห็นพวกซ่งชิงเป่ยเดินเข้ามาอย่างไร้บาดแผล อดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างประหลาดใจ “เหตุใดพวกท่านถึงเหมือนกับคุณชายซ่างกวน ไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อยเล่า นี่เกิดอันใดขึ้น”
อู่เชียนเชียนเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “นั่นก็เป็นเพราะพวกข้ามีกุญแจที่จะผ่านป่าดอกเหมยได้อย่างไรเล่า ไม่เหมือนพวกท่านที่รู้จักเพียงใช้พละกำลัง”
กล่าวจบพวกเขาก็นั่งลง ในตอนนี้พวกคนรับใช้รีบยกชาร้อนเข้ามา
ส่วนซ่างกวนจิ่งหงที่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววเย็นชา หันหน้ามาเล็กน้อยมองซ่งชิงเป่ยครู่หนึ่ง
เขาคิดว่าตนนั้นกำชัยชนะไว้ในมือ อย่างไรเสีย ในบรรดากลุ่มคนที่มาเข้าร่วมงานคัดเลือกบุตรเขยในเรือนพักร้อนวั่งเหมยนี้ คงไม่มีผู้ใดที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้เลย
ซ่างกวนจิ่งหงเองก็ไม่เคยมองซ่งชิงเป่ยในสายตาเช่นกัน
แต่ตอนนี้เขากลับมีความหวาดกลัวขึ้นมา
ซ่างกวนจิ่งหงลุกขึ้นยืน เดินมาตรงหน้าของซ่งชิงเป่ยแล้วกล่าว “คุณชายซ่งเก่งเสียจริง คิดหาวิธีแก้กลไกของค่ายกลดอกเหมยได้เช่นนี้”
ซ่งชิงเป่ยยิ้มอย่างถ่อมตน “คุณชายซ่างกวนชมเกินไปแล้ว ข้าเองก็เป็นแมวตาบอดที่เจอหนูตาย อีกอย่าง ข้านั้นไม่เข้าใจในเสียงเพลง ต้องขอบคุณท่านพี่ซุนที่ช่วยเหลือ”
เพียงกล่าวไปเช่นนั้น คนรอบ ๆ ก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอิจฉา “ข้างกายคุณชายซ่งช่างมีแต่คนเก่งกาจ ทำคนอื่นอิจฉาเสียมาก”
ซ่างกวนจิ่งหงกลับแค่นหัวเราะ “แม้คุณชายซ่งจะโชคดี แต่ข้าไม่คิดว่าท่านจะใช้โชคเพื่อเอาชนะใจเยียนหรานได้หรอกนะ”