ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 432 สิทธิ์ที่ข้าเป็นว่าที่สามีนาง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 432 สิทธิ์ที่ข้าเป็นว่าที่สามีนาง
บทที่ 432 สิทธิ์ที่ข้าเป็นว่าที่สามีนาง
คำพูดของซ่างกวนจิ่งหงทำให้บรรยากาศทั่วทั้งโถงกลางนั้นกลายเป็นเย็นยะเยือกในทันที
อู่เชียนเชียนที่เป็นคนใจร้อนอยู่แล้วย่อมทนไม่ไหว นางยืนขึ้นมองซ่างกวนจิ่งหงแล้วตอกกลับ “นี่ เหตุใดท่านจึงพูดจาน่ารังเกียจเช่นนี้ได้! หน้าตาท่านก็เหมือนคนปกติธรรมดา คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนใจแคบคนหนึ่ง มีสิทธิ์อันใดมาว่าชิงเป่ยของพวกข้า โชคดีอันใดกัน เป็นเพราะพวกข้าเก่งกาจต่างหาก”
ซ่างกวนจิ่งหงไม่ยอมถอย “ที่ข้าพูดเช่นนั้น ก็เป็นเพราะข้ารู้จักเยียนหราน เยียนหรานนางไม่มีทางชอบผู้ชายเช่นนี้เป็นแน่”
“เชอะ ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้ใด มีสิทธิ์มาพูดแทนคุณหนูเยียนหรานได้หรือ”
“ก็สิทธิ์ที่ข้าเป็นว่าที่สามีนางอย่างไรเล่า” ซ่างกวนจิ่งหงพยายามต่อสู้ด้วยเหตุผล แต่สุดท้ายก็กล่าวอย่างอ่อนแรง “ก่อนหน้านี้น่ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ…” อู่เชียนเชียนหัวเราะเยาะอย่างไร้ปรานี “เช่นนั้นท่านยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ…”
“เจ้า…”
“เชียนเชียน เจ้าพูดให้น้อยลงหน่อยเถิด” ในตอนนี้ ฉูซื่อโม่วอดไม่ไหวจับมือของอู่เชียนเชียน “ทุกคนล้วนมองมาทางพวกเราแล้ว”
อู่เชียนเชียนจึงนั่งลงอย่างเชื่อฟัง พร้อมแลบลิ้นใส่ซ่างกวนจิ่งหง “เฮอะ ผู้หญิงที่ดีไม่สู้กับผู้ชายหรอก”
“ไม่มีเหตุผลเลยจริง ๆ” ซ่างกวนจิ่งหงโกรธเสียจนดวงตาแทบจะถลนออกมา
เขามองซ่งชิงเป่ยอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง “ได้ คุณชายซ่ง เช่นนั้นเรามารอดูกัน ว่าสุดท้ายแล้วผู้ใดจะชนะและได้เยียนหรานไป”
กล่าวจบ ชายหนุ่มก็หมุนตัวกลับไปที่นั่งของตน
ส่วนซ่งชิงเป่ยเผยสีหน้างุนงง อ้าปากแต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดอันใดดี
บอกตามตรง เขาพูดอันใดไม่ออก และไม่ได้ทำอันใดเลย เหตุใดจึงกลายเป็นศัตรูในจินตนาการของผู้อื่นไปเสียแล้ว นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่
ในตอนนี้ อู่เชียนเชียนย่นจมูกอย่างอารมณ์เสีย พูดแขวะใส่แผ่นหลังของซ่างกวนจิ่งหง “เฮอะ ผู้ใดกันแน่ที่ต้องกลัว”
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะหันหน้ามามองนางแวบหนึ่ง กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เรายุ่งกันมาตลอดเช้าแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังมีแรงอยู่กันนะ”
“พี่ชิงหลัน นี่ไม่ใช่แรงเจ้าค่ะ คนเขามารังแกเราถึงที่ ข้าจะอดทนได้หรือ จริงสิ เหตุใดท่านไม่กล่าวอันใด ปล่อยให้เขารังแกชิงเป่ยเช่นนี้เล่า”
ซ่งชิงหลันเพียงยิ้ม “ก็ข้ามีเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ฝีปากเจ้าช่างร้ายกาจเพียงนี้ ผู้ใดจะเถียงสู้เจ้าได้เล่า ข้ายังต้องพูดอันใดอีก”
“อืม ๆ ก็จริงของท่าน” อู่เชียนเชียนยังคงพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ
ในตอนนี้ ซุนอิงหนิงมองคนที่นั่งอยู่รอบ ๆ ก็กล่าวอย่างสงสัย “เอ๋ เมื่อครู่คนที่ผ่านป่าดอกเหมยมาได้ ไม่ได้มีเพียงคนพวกนี้นี่ พวกเขาไปไหนกันหมดเจ้าคะ”
ตอนนี้คนรับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ รีบกล่าวตอบ “พวกเขาเข้าสู่ด่านต่อไปแล้วขอรับ มีแม่นางจื่อเยียนพาเข้าไปทีละคน ๆ ขอรับ”
“อ้อ เช่นนี้นี่เอง” ซุนอิงหนิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
ทันทีที่กล่าวจบ จื่อเยียนในชุดสีม่วงก็ปรากฏตัวที่โถงกลางอีกครั้ง
นางกวาดมองเล็กน้อย สุดท้ายก็หยุดอยู่ตรงซ่างกวนจิ่งหง และกล่าวพลางยกยิ้ม “คนต่อไปที่ต้องเข้าทดสอบคือคุณชายซ่างกวน เชิญตามข้ามาเจ้าค่ะ”
ซ่างกวนจิ่งหงยืนขึ้นอย่างมั่นใจ หากแต่ก่อนจะจากไปยังจงใจใช้สายตามองซ่งชิงเป่ยแวบหนึ่ง และกล่าวอย่างมีเลศนัย “หวังว่าพวกเราจะได้พบกันในรอบสุดท้ายนะ”
ซ่งชิงเป่ยยิ้ม ไม่ได้กล่าวอันใดต่อ
เห็นซ่างกวนจิ่งหงไปแล้ว ซ่งชิงเป่ยคิดจะหลับแล้วพักหายใจสักครู่
เมื่อกำลังจะหลับตา อยู่ ๆ มือเล็กอ้วนกลับจับแขนของเขาไว้ เรียกด้วยน้ำเสียงสดใส “ท่านน้าสี่… ท่านน้าสี่…”
ซ่งชิงเป่ยลืมตาขึ้นมาอย่างจนปัญญา มองก้อนเนื้อกลม ๆ น่ารักข้างกาย “มีอันใดหรือเฉินเฉิน”
ซ่งซิงเฉินขมวดคิ้วเล็กงดงามนั้นเล็กน้อย ท่าทางราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย แล้วเอ่ยถามเบา ๆ “ท่านน้าสี่ ดนตรีที่ป่าดอกเหมยเมื่อครู่นี้คือบทเพลงที่ท่านเคยบอกข้าเอาไว้ไม่ใช่หรือ ที่ว่าใช้บทเพลงทำค่ายกล ท่านรู้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือขอรับ เหตุใดเมื่อครู่จึงบอกว่าเป็นแมวตาบอดที่เจอหนูตายเล่า”
เมื่อกล่าวไปเช่นนั้น ซ่งชิงเป่ยลุกขึ้นนั่งอย่างลนลาน เอื้อมมือปิดปากเล็กของซ่งซิงเฉิน ทำท่าทางให้เงียบเสียง “ชู่ว! เฉินเฉิน เจ้าลดเสียงลงหน่อย อย่าให้ท่านแม่เจ้าได้ยินล่ะ”
ซ่งซิงเฉินยักไหล่อย่างน่ารัก “สายไปแล้วขอรับ ท่านแม่ได้ยินแล้ว”
“อันใดนะ” ซ่งชิงเป่ยตกใจ ทันใดนั้นกลับรู้สึกเย็นวาบที่หลัง
เขาหันหน้าไปมอง และเห็นซ่งชิงหลันกำลังถลึงตากลมโตมองตนเองอยู่
เขาร้อนรนทันที และยกยิ้มเจื่อน ๆ แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “แหะ ๆ ท่านพี่ ท่าน… ท่านมาทำอันใดที่ด้านหลังข้าหรือขอรับ”
“เจ้ามากับข้าหน่อยสิ” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันหมุนตัวเดินออกไป
ซ่งชิงเป่ยเม้มปาก จิ้มจมูกเล็กของซ่งซิงเฉิน “เพราะเจ้าเลย”
ซ่งซิงเฉินแลบลิ้น “ท่านน้าสี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะขอรับ”
“อีกเดี๋ยวข้าจะมาคิดบัญชีกับเจ้า” ซ่งชิงเป่ยสูดหายใจลึก ๆ แล้วเดินตามซ่งชิงหลันไป
เพียงเดินมาถึงตรงหน้าซ่งชิงหลัน ซ่งชิงเป่ยยอมเปิดเผยทุกอย่าง “ขอโทษขอรับ ท่านพี่ ท่านอยากดุด่าข้าก็เชิญเลย”
“เจ้ารู้วิธีการแก้ค่ายกลดอกเหมยตั้งแต่แรกหรือ”
“ขอรับ” ซ่งชิงเป่ยพยักหน้าอย่างจนมุม
เขาท่องยุทธภพมาหลายปี ได้ยินเรื่องแปลก ๆ มามากมาย ค่ายกลบทเพลงเช่นนี้ถึงแม้จะหายาก แต่เขาเองก็รู้จักอยู่
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว “ไม่สิ เช่นนั้นเจ้าเป็นอันใดไป ชิงเป่ย ตอนแรกเจ้าบอกว่าต้องการมาที่เรือนพักร้อนวั่งเหมย พวกข้าจึงได้มาเป็นเพื่อนเจ้า เรื่องเสี่ยงอันตรายตลอดทางนี้เป็นอย่างไรเจ้าก็ได้สัมผัสด้วยตนเอง พวกเราทุกคนล้วนทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายของเจ้า แล้วเจ้าเล่า”
ความรู้สึกผิดพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
ซ่งชิงเป่ยเพียงก้มหน้าลง “ข้าเพียงแต่เป็นห่วงความปลอดภัยของต้าหู่ หวังว่าจะรีบทำให้เสร็จแล้วไปสืบหาข่าวของเขา แต่ข้าไม่รู้ว่าควรจะบอกพวกท่านอย่างไร ท่านพี่ ความจริงข้าไม่ได้อยากแต่งงานกับคุณหนูเยียนหรานอันใดนั่น ข้าเพียงแต่…”
เพียงแต่ตอนนั้นเขาโกรธกู่ต้าหู่เท่านั้นเอง
สุดท้ายซ่งชิงเป่ยก็กลืนคำพูดนั้นลงคอไป
แต่ซ่งชิงหลันย่อมมองความคิดของน้องชายออก
นางยื่นมือออกไปตบไหล่ซ่งชิงเป่ย “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงต้าหู่ แต่ข้ารับรองกับเจ้าเลยว่าต้าหู่จะไม่เป็นอันใด เขา…”
“จริงหรือ ท่านรู้ได้อย่างไร” ซ่งชิงเป่ยตาเป็นประกาย มองซ่งชิงหลันด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ท่านพี่ ท่านได้พบต้าหู่แล้วหรือ”
“ไม่… ไม่เลย…” ซ่งชิงหลันยิ้ม “ข้าเพียงมีความรู้สึกว่าต้าหู่จะต้องอยู่บนเกาะดอกเหมยเป็นแน่ อีกอย่าง บางทีการหายตัวไปของเขาอาจจะเกี่ยวข้องกับคุณหนูแห่งเรือนพักร้อนวั่งเหมย ดังนั้น ถ้าหากเจ้าอยากรู้ที่อยู่ของต้าหู่ ก็ควรคว้าชัยชนะและอยู่เป็นคนสุดท้าย พบกับคุณหนูเยียนหราน แล้วถามนางให้แน่ชัด”