ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 433 ท่านพี่ ข้าจะเชื่อท่าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 433 ท่านพี่ ข้าจะเชื่อท่าน
บทที่ 433 ท่านพี่ ข้าจะเชื่อท่าน
ซ่งชิงเป่ยเชื่อใจในสัญชาตญาณของซ่งชิงหลันมาตั้งแต่เด็ก ๆ อีกทั้งยามที่คนเรานั้นสิ้นหวังไร้ความช่วยเหลือมากที่สุดจะยิ่งเชื่อ หรืออาจบอกได้ว่าเขากำลังหวังให้มีปาฏิหาริย์
คำพูดของซ่งชิงหลันนั้นทำให้เขาคิดเช่นนี้
ซ่งชิงเป่ยเพียงพยักหน้า “ขอรับ ท่านพี่ ข้าจะเชื่อท่าน”
“เช่นนั้นพวกเราเข้าไปกัน”
ทั้งสองคนกลับเข้าไปในโถงกลางอีกครั้ง
เมื่อเข้าไปจึงพบว่าคนในโถงกลางลดน้อยลงมาก เหลือเพียงคนที่มาเข้าร่วมงานคัดเลือกบุตรเขยไม่กี่คนเท่านั้น
ซ่งชิงหลันเดินมานั่งลงข้างกายไป๋เย่หาน อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วสงสัย “เหตุใดเพียงครู่เดียวคนก็ลดน้อยลงมากเพียงนี้แล้ว ข้ากับชิงเป่ยออกไปได้ไม่นานเองนะ”
อู่เชียนเชียนยักไหล่ “ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นเจ้าค่ะ ทุกคนที่ตามแม่นางจื่อเยียนไปนั้นใช้เวลาไม่เหมือนกัน หลังจากนายน้อยซ่างกวนผู้นั้นจากไปแล้ว เวลาที่ใช้ก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานนักก็ถึงคราวของคนต่อไปแล้ว ไม่รู้ว่าการประลองด่านนี้คืออันใดกันแน่”
ขณะกำลังพูดคุย จื่อเยียนก็กลับมาที่โถงกลางอีกครั้ง
แววตาของนางจ้องเขม็งมาที่ซ่งชิงเป่ย
หัวใจของซ่งชิงเป่ยหล่น ‘ตุบ!’ ในทันที ราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่าง
แม่นางจื่อเยียนกล่าวต่อ “คนต่อไปคือคุณชายซ่ง เชิญตามข้ามาเจ้าค่ะ”
“ไปเถิด ๆ ในที่สุดก็ถึงคราวพวกเราแล้ว” อู่เชียนเชียนยืนขึ้นอย่างอดทนรอไม่ไหว “ข้าอยากจะรู้นักว่าด่านนี้คืออันใดกันแน่”
ฉูซื่อโม่วยิ้ม อดไม่ได้ที่จะเปิดเผยความคิดของนาง “เชียนเชียน สรุปว่าเป็นชิงเป่ยที่เข้าร่วมงานคัดเลือกบุตรเขย หรือเป็นเจ้าที่ร่วมงานคัดเลือกบุตรเขยกันแน่ เหตุใดจึงรู้สึกว่าเจ้าร้อนรนเสียยิ่งกว่าเขาอีก”
“มันต่างกันเสียที่ไหน ก็เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ขอเพียงเราช่วยให้ชิงเป่ยชนะได้เป็นใช้ได้แล้ว”
“ข้าว่าเจ้าอยากจะเที่ยวเล่นเองเสียมากกว่ากระมัง”
อู่เชียนเชียนถลึงตามองเขา “ไอ้หยา เจ้าเอาความจริงมาพูดเล่นได้อย่างไร รีบไปกันเถิด!”
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่เดินมาข้างกายซ่งชิงเป่ยข้างซ้ายคน ขวาคน เด็กทั้งสองคนล้วนจ้องมองซ่งชิงเป่ยอย่างพร้อมเพรียง
“เหตุใดพวกเจ้าสองคนต้องมองข้าเช่นนั้น บนหน้าข้าเลอะอันใดหรือ” กล่าวจบ ซ่งชิงเป่ยเอื้อมมือมาลูบใบหน้า
ซ่งซิงเฉินค่อย ๆ หรี่ตา ท่าทางราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อยเสียจริง ๆ และกล่าวอย่างจริงจังว่า “ท่านน้าสี่ ท่านแม่พูดอันใดกับท่านกันแน่ เหตุใดท่านจึงเหมือนว่าเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างไรอย่างนั้น”
ซ่งชิงเป่ยยิ้ม “เปลี่ยนเป็นอย่างไร”
“เหมือนกับไก่ชนที่อยากจะขึ้นไปประลองเจ้าค่ะ” ซ่งซิงเยว่กล่าวอย่างไร้เดียงสาด้วยใบหน้าจริงจัง
“ไก่… ไก่ชนหรือ” มุมปากของซ่งชิงเป่ยกระตุก เผยรอยยิ้มขื่น “เหตุใดการเปรียบเทียบนี้ฟังดูแล้วจึงดูไม่ดีเลย”
ซ่งซิงเยว่หัวเราะออกมาอย่างน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตนั้นโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “อีกทั้งยังเป็นไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ที่จะได้ชัยชนะอีกด้วยเจ้าค่ะ!”
ซ่งซิงเฉินกล่าวต่อ “ใช่แล้ว ท่านน้าสี่ เหตุใดท่านจึงเปลี่ยนไปเป็นมีจิตวิญญาณในการต่อสู้เช่นนี้เล่าขอรับ”
เห็น ๆ อยู่ว่าเขาไม่อยากชนะ เหตุใดครู่เดียวจึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ผู้ชายเปลี่ยนใจง่ายเพียงนี้เลยหรือ
ซ่งชิงเป่ยกล่าวตอบด้วยใบหน้าจริงจัง “อืม ถูกของเจ้า ข้าจะจริงจังแล้ว ในเมื่อมาถึงที่นี่ทั้งทีก็ควรทำให้เต็มที่ ตั้งแต่นี้ไป ข้าจะแข่งขันอย่างตั้งใจแล้วล่ะ”
ในตอนนั้น ข้างกายของเขาพลันมีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลอยมา “ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะมาคิดตั้งใจหรือนี่ มันสายไปหน่อยหรือไม่”
ใบหน้าของซ่งชิงเป่ยฉายแววกระอักกระอ่วน
เขาหันหน้าไปมองซ่งชิงหนาน “พี่สาม ท่านอย่ามาขัดขาข้าได้หรือไม่ขอรับ”
“จากนี้ไปเหลืออีกไม่กี่ด่านแล้ว เจ้าพยายามให้ดีเถิด” ซ่งชิงหนานตบบ่าเขา จากนั้นกล่าวกับซุนอิงหนิงที่อยู่ข้างกาย “อิงหนิง พวกเราไปกันเถิด”
ซ่งชิงเป่ยมองภาพด้านหลังของพวกเขา พร้อมพึมพำเบา ๆ ประโยคหนึ่ง “เหตุใดคำพูดนี้ของพี่สาม เหมือนมีความหมายใดแฝงอยู่นะ”
“ท่านน้าสี่ บอกใบ้ชัดเจนเพียงนี้ท่านฟังไม่เข้าใจหรือเจ้าคะ” ซ่งซิงเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ เบิกตาโตอันชาญฉลาดของนาง และกล่าวอย่างไร้เดียงสา “ท่านน้ารองไม่เชื่อใจท่านอย่างไรเล่า”
“เฮอะ! ข้าจะต้องทำให้พวกเขามองข้าใหม่ คอยดูเถิด เฉินเฉิน เยว่เยว่ พวกเราไปกันเถิด!”
กล่าวจบ เขาใช้มือจูงเด็กทั้งสองข้างละคน เดินหน้าไปอย่างมีชีวิตชีวา
สุดท้าย จื่อเยียนพาพวกเขาไปที่ด้านหน้าของระเบียงยาวแห่งหนึ่ง
ซ่งชิงหลันเงยหน้ามอง เห็นว่าป้ายด้านบนของระเบียงยาวเขียนว่า ‘ระเบียงยาววั่งเล่อ’
ซ่งชิงเป่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “นี่หมายความว่าอย่างไร”
จื่อเยียนเดินไปตรงหน้าระเบียงยาว และยังคงรักษารอยยิ้มอันสุภาพ “ระเบียงยาวนี้เป็นสถานที่ทดสอบด่านต่อไปเจ้าค่ะ ขอเพียงคุณชายซ่งเดินผ่านระเบียงยาวนี้ไปจนถึงสวนกลางน้ำที่อยู่สุดทาง ที่นั่นก็จะเป็นด่านต่อไปเจ้าค่ะ”
“อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง ก็เพียงแค่เดินผ่านระเบียงยาวไม่ใช่หรือ จะมีอันใดพิเศษ” อู่เชียนเชียนยิ้ม และกล่าวอย่างสบาย ๆ
หากแต่ซุนอิงหนิงกลับเอ่ยปาก “ข้าเกรงว่าระเบียงยาวนี้จะไม่ได้เรียบง่ายเพียงนั้นกระมัง”
ตลอดทางที่พวกเขาผ่านมา เบื้องหลังด่านทดสอบที่ดูธรรมดาทุกแห่งล้วนมีกลไกอยู่ ระเบียงยาวตรงหน้านี้ เกรงว่าก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย
ในตอนนี้ น้ำเสียงเย็นชาของไป๋เย่หานดังขึ้น “เดินเข้าไปดูก็รู้แล้ว”
จากนั้นทุกคนจึงเดินเข้าไปด้วยกัน
เพียงเดินเข้าไปในระเบียงยาว ก็เห็นแผ่นไม้แผ่นหนึ่งตั้งอยู่ บนนั้นเขียนว่า ‘เรียนรู้วรยุทธ์ของวั่งเล่อ ก็จะสามารถผ่านไปได้’
เห็นเช่นนั้น ทุกคนเงยหน้ามองไปรอบตัว เห็นเพียงสองด้านของระเบียงยาวมีภาพวาดแขวนยาวอยู่ตลอดทาง
บนภาพนั้นเขียนวรยุทธ์อยู่ภายใน ทั้งยังวาดภาพคนทำท่าทางเคล็ดวิชาอีกด้วย
เพียงอู่เชียนเชียนได้เห็นก็ตะลึงไปทันที “สวรรค์ ระเบียงยาวเพียงนี้ ล้วนเป็นวรยุทธ์ภายในและเคล็ดวิชาอย่างนั้นหรือ”
ซ่งชิงเป่ยเพียงมองก็มุ่นคิ้ว “นี่ล้วนเป็นวรยุทธ์ขั้นสูงที่สาบสูญจากยุทธภพไปนานมากแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะอยู่ที่เรือนพักร้อนวั่งเหมย”
“ว่ากันว่าเรือนพักร้อนวั่งเหมยเต็มไปด้วยของแปลกใหม่ แก่นของวรยุทธ์บนโลกส่วนใหญ่ล้วนซ่อนอยู่ที่นี่ ดูท่าข่าวลือจะเป็นจริงกระมัง” ซ่งชิงหนานเองก็กล่าวตาม
กล่าวอย่างไม่เกินจริง เคล็ดวิชามากมายเพียงนี้ ขอเพียงเลือกมาสักกระบวนท่า หลังจากฝึกฝนสำเร็จ คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพได้แล้ว
ซ่งชิงหลันยิ้ม “เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ไม่อาจได้แต่งงานกับคุณหนูเยียนหราน เพียงแค่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์อย่างหนึ่งกลับไปได้สำเร็จ สำหรับเหล่าผู้มาเข้าร่วมงานคัดเลือกบุตรเขยก็ถือเป็นกำไรอย่างมากทีเดียว”
“นี่ แม่นางจื่อเยียน ขอถามอย่างละลาบละล้วงสักอย่างเถิด เหล่าคนก่อนหน้านั้นล้วนเรียนรู้วรยุทธ์ใดไป แล้วฝึกฝนได้สำเร็จทั้งหมดหรือไม่” ในตอนนั้น อู่เชียนเชียนเดินมาตรงหน้าจื่อเยียน และเอ่ยถามด้วยใบหน้าตื่นเต้น
จื่อเยียนยังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้ พร้อมส่ายหน้าเบา ๆ แล้วกล่าว “แม่นางอู่ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ เจ้าค่ะ ที่ไม่อาจบอกได้”
“ไม่บอกก็ไม่บอกสิ…” อู่เชียนเชียนมุ่ยปาก “ข้าเองก็พอจะเดาได้ ไม่แปลกเลยที่บางคนเมื่อครู่ใช้เวลานาน บางคนใช้เวลาสั้น ๆ เพราะทุกคนมีความเข้าใจในวรยุทธ์ที่แตกต่างกัน บางคนเรียนรู้เร็ว บางคนเรียนรู้ช้า ถึงขนาดที่บางคนไม่อาจฝึกฝนได้ ข้าพูดไม่ผิดกระมัง แม่นางจื่อเยียน”
จื่อเยียนยังคงยิ้ม “ขอโทษด้วยเจ้าค่ะแม่นางอู่ ข้ายังไม่อาจบอกได้เจ้าค่ะ”