ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 437 เป็นของจริง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 437 เป็นของจริง
บทที่ 437 เป็นของจริง
ทันทีที่จื่อเยียนกล่าวออกไป อีกสี่คนที่เหลือก็ตะลึงไป และล้วนมีสีหน้าสงสัยและไม่เข้าใจ
“นี่จะเป็นไปได้อย่างไร เหตุใดจึงเป็นภาพที่สามเล่า”
“นั่นน่ะสิ งานของอาจารย์ฉูอี้เฟิงล้วนมีรอยประทับประจำตัวของเขาอยู่ที่มุมขวาล่าง ภาพที่สามนั้นไม่มีตราประทับเลย แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าเป็นของปลอม!”
“ถูกต้อง ข้าเองก็เคยเห็นภาพวาดของอาจารย์ฉูอี้เฟิง มันมีตราประทับอยู่จริง ๆ!”
“แม่นางจื่อเยียน ท่านจำผิดหรือเปล่า”
จื่อเยียนมองพวกเขาทั้งสี่คนด้วยสีหน้าเรียบเฉย กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “น่าเสียดายที่ต้องบอกพวกท่านว่าภาพที่สามนี้เป็นของจริงจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร”
ตอนนี้ ซ่างกวนจิ่งหงเดินไปข้างหน้า มองภาพที่สามนั้นแล้วกล่าว “บิดาข้าชื่นชอบภาพวาดของอาจารย์ฉูอี้เฟิงอย่างมาก ดังนั้นที่บ้านจึงได้สะสมงานของอาจารย์ฉูเอาไว้บ้าง ตั้งแต่เด็กข้าก็โตมากับการชื่นชมภาพของอาจารย์ฉู รู้ถึงวิธีการวาดภาพของเขาเป็นอย่างดี ภาพนี้นั้นมาจากฝีมือของอาจารย์ฉูอี้เฟิงจริง ๆ ส่วนที่พวกท่านสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่มีตราประทับ ข้าเดาว่าอาจจะเพราะลืมกระมัง”
เขาคิดไปคิดมา ก็มีเพียงการคาดเดานี้ที่พอจะอธิบายเหตุผลได้
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“คุณชายซ่างกวนเดาผิดแล้ว”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงใสขัดจังหวะคำพูดของซ่างกวนจิ่งหง
ซ่างกวนจิ่งหงหันหน้าไปมอง ก็เห็นว่าฉูซื่อโม่วยืนขึ้นมา
ตั้งแต่ตอนที่จื่อเยียนประกาศผล ซ่างกวนจิ่งหงก็ตะลึงไม่น้อยแล้ว เขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าชายตรงหน้านี้ก็ดูภาพจริงออก แต่ความจริงแล้ว ในใจเขาก็พอจะคิดไว้อยู่ว่าอีกฝ่ายจะเดาออก
ตอนนี้เขาถูกฉูซื่อโม่วพูดว่าตนผิดต่อหน้าทุกคน ก็อดที่จะรู้สึกอับอายไม่ได้
เขาแค่นหัวเราะ กล่าวกับฉูซื่อโม่ว “โอ้ งั้นเชิญคุณชายท่านนี้บอกมาหน่อยเถิด ว่าเหตุใดในภาพวาดจึงไม่มีตราประทับของท่านอาจารย์ฉูอี้เฟิง”
ฉูซื่อโม่วยิ้มจาง เดินไปข้างหน้าแล้วเริ่มอธิบาย “ฉูอี้เฟิงเชี่ยวชาญในการวาดภาพทิวทัศน์ น้อยนักที่จะมีคนอยู่ในภาพวาดของเขา แต่ว่าที่มุมขวาล่างของภาพ ‘ระหว่างภูเขาและสายธาร’ นี้กลับปรากฏเด็กชายคนหนึ่ง พวกท่านไม่คิดว่าแปลกหรอกหรือ”
“นั่นสิ เมื่อคุณชายท่านนี้กล่าวเช่นนี้แล้วข้าจึงนึกขึ้นได้ ภาพวาดของอาจารย์ฉูอี้เฟิงที่ข้าเคยเห็นก่อนหน้านี้ล้วนไม่มีคนอยู่จริง ๆ”
ฟังถึงตรงนี้ ซ่างกวนจิ่งหงเองก็ย้อนนึก ภาพของฉูอี้เฟิงที่บ้านของเขาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังคงกล่าวอย่างไม่ยินดีนัก “บางที นี่อาจจะเป็นความบังเอิญกระมัง”
“คุณชายซ่างกวนเองก็พูดได้ถูกต้อง นี่เป็นความบังเอิญจริง ๆ” ฉูซื่อโม่วยิ้มแล้วกล่าวต่อ “ภาพ ‘ระหว่างภูเขาและสายธาร’ ที่เปิดเผยต่อหน้าทุกคนนั้นไม่มีตราประทับก็จริง แต่ความจริงแล้วมันกลับมีตราประทับอยู่”
“เอ๋”
ทุกคนล้วนงุนงง
“คุณชาย ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ อันใดคือไม่มีตราประทับ แต่กลับมีตราประทับ คำพูดของท่านช่างทำให้ข้าเวียนหัวนัก ภาพวาดนี้มีตราประทับหรือไม่กันแน่”
“นั่นสิ! ท่านพูดให้มันชัดเจนทีเถิด! ร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว!”
ซ่างกวนจิ่งหงสองมือกอดอกเหมือนกำลังชมการแสดง
เขาอยากจะรู้นักว่าคนตรงหน้าที่ดูสุภาพเรียบร้อยนี้จะมีลูกไม้อันใดมาแสดงอีก
ฉูซื่อโม่วชี้ไปที่เด็กชายตรงมุมขวาล่างของภาพวาด กล่าวอย่างสบาย ๆ “ตอนแรกที่ฉูอี้เฟิงวาดภาพ ‘ระหว่างภูเขาและสายธาร’ นี้ไม่มีเด็กชายคนนี้ อีกทั้งเขายังลงตราประทับลงไปตรงนั้นแล้ว แต่ครั้งหนึ่งบุตรชายวัยเก้าขวบของเขากลับเล่นไม่ทันระวังจนทำให้น้ำหมึกเลอะใส่ตราประทับ ฉูอี้เฟิงรักภาพนี้มากและไม่อาจทำใจทิ้งไปได้ จึงได้วาดภาพเด็กชายคนนี้ลงไปบนตราประทับ”
เพียงทุกคนได้ยิน ก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด “อ๋อ… ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“คิดไม่ถึงจริง ๆ ที่แท้เบื้องหลังภาพ ‘ระหว่างภูเขาและสายธาร’ นี้ก็มีเรื่องราวเช่นนี้”
ซ่างกวนจิ่งหงที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะเสียงเย็น “ไร้สาระ! หากเป็นความจริง เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินท่านลุงกู่พูดเรื่องราวเบื้องหลังภาพวาดนี้เล่า”
ฉูซื่อโม่วยิ้มบาง “ก็เพราะมันเป็นเรื่องราวเบื้องหลังที่แม้แต่นายท่านกู่ก็ไม่รู้น่ะสิ”
ซ่างกวนจิ่งหงยังคงเยาะเย้ย “ข้าว่าเจ้าน่ะ ขี้โม้เก่งแต่ปาก เพียงขยับริมฝีปาก เรื่องโกหกก็ออกมา เจ้าไม่ใช่อาจารย์ฉูอี้เฟิงเสียหน่อย เจ้าจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร เจ้าน่ะกำลังหลอกผู้อื่นอยู่เสียมากกว่า!”
ฟังถึงตรงนี้ อู่เชียนเชียนถึงกับนั่งไม่ติด
นางวิ่งไปข้างหน้าขวางฉูซื่อโม่ว และมองซ่างกวนจิ่งหงพร้อมหัวเราะเสียงเย็น “ซื่อโม่วของข้าไม่ได้หลอกผู้ใดเสียหน่อย! ในโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดรู้จักภาพวาดของอาจารย์ฉูอี้เฟิงได้ดีเท่าเขาแล้ว”
คนอื่นที่อยู่ ณ ที่นี้พูดออกมา “ซื่อโม่วหรือ เหตุใดชื่อนี้จึงฟังดูคุ้นหูนัก”
มีแสงประกายวาบเข้ามาในหัวของซ่างกวนจิ่งหงโดยพลัน และดูเหมือนว่าเขาจะคิดอันใดบางอย่างออก ชายหนุ่มจ้องเขม็ง มองฉูซื่อโม่วด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “เจ้า… เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่”
อู่เชียนเชียนยกยิ้มอย่างภูมิใจ และกล่าวตอบ “ในเมื่อชัดเจนเพียงนี้แล้ว เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าเขาคือผู้ใด เขาก็คือบุตรชายคนเดียวของอาจารย์ฉูอี้เฟิง ฉูซื่อโม่วอย่างไรเล่า”
เพียงกล่าวออกไปเช่นนี้ อีกสี่คนที่เหลือเข้าใจในทันที
“อ้อ! ใช่ ๆ ๆ! ซื่อโม่ว! อาจารย์ฉูอี้เฟิงมีบุตรชายเพียงคนเดียวชื่อว่าฉูซื่อโม่ว! ไม่แปลกเลยที่ข้าจะคุ้นหู!”
“ได้ยินว่าบุตรชายของฉูอี้เฟิงเชี่ยวชาญในการวาดภาพคน ภาพ ‘เทพลั่วเสิน’ นั้นสมบูรณ์แบบและโด่งดังไปทั่ว!”
“วันนี้พวกเราไม่เพียงแต่ได้เห็นภาพวาดจากฝีมือของอาจารย์ฉูอี้เฟิง แต่ยังได้พบคุณชายฉูที่เป็นจิตรกรแห่งยุคสมัยใหม่ด้วย ช่างเป็นบุญวาสนาจริง ๆ! หากออกจากเรือนพักร้อนวั่งเหมยไปแล้ว ข้าคงเอาเรื่องนี้ไปอวดได้ตลอดชีวิต! ฮ่า ๆ…”
“คุณชายฉู ยินดีที่ได้พบ! ยินดีที่ได้พบ! ต้องโทษที่พวกเรามีตาหามีแววไม่! ในเมื่อคุณชายฉูบอกว่าภาพที่สามนั้นเป็นภาพของบิดาท่าน จะต้องไม่ผิดแน่!”
ฟังพวกเขาพูดจาเอาอกเอาใจฉูซื่อโม่ว ซ่างกวนจิ่งหงรู้สึกทำอันใดไม่ถูก
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนตรงหน้าจะเป็นฉูซื่อโม่ว จิตรกรที่เขาชื่นชมตัวจริงเสียงจริง
เขานั้นชื่นชอบรูปแบบการวาดภาพของฉูซื่อโม่วมากกว่าผลงานของอาจารย์ฉูอี้เฟิงเสียอีก ภาพที่เขาวาดนั้นไม่เพียงแต่ดูเหมือนจริง แต่ยังดูมีชีวิตชีวา ตัวเขาเองยังซื้อผลงานของอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัวเพื่อเป็นของสะสมเลยด้วยซ้ำ
อู่เชียนเชียนเห็นท่าทางอับอายและตกตะลึงของอีกฝ่าย ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เป็นอย่างไร ตอนนี้คุณชายซ่างกวนยังมีอันใดจะถามอีกหรือไม่”
“ไม่มี” ซ่างกวนจิ่งหงส่ายหน้า จากนั้นประสานมือคำนับฉูซื่อโม่ว ด้วยสีหน้าถ่อมตน “ความจริงข้าเองชื่นชมภาพวาดของคุณชายฉูมาก วันนี้มีชะตาได้พบกัน ช่างเป็นเรื่องดี เมื่อครู่ข้าพูดจาหยาบคาย คุณชายฉูโปรดอภัย อย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย”
ฉูซื่อโม่วยกยิ้ม “ในเมื่อเป็นการแข่งขัน ก็ควรพยายามเต็มที่ คุณชายซ่างกวนไม่ต้องเก็บไปใส่ใจหรอก”
เขาพยักหน้าให้ซ่างกวนจิ่งหง จากนั้นพาอู่เชียนเชียนกลับมานั่งด้วยกัน
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz