ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 442 เป็นเจ้าจริง ๆ หรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 442 เป็นเจ้าจริง ๆ หรือ
บทที่ 442 เป็นเจ้าจริง ๆ หรือ
กู่เยียนหรานถอนหายใจยาวเหยียด และหันมามองซ่งชิงเป่ยที่จ้องมองตนเองด้วยดวงตาที่อัดแน่นไปด้วยความโหยหาและประหลาดใจ
นางตกใจกับอารมณ์ที่ซับซ้อนของเขาไปชั่วครู่ และยกยิ้ม “เหตุใดเจ้าต้องมองข้าเช่นนั้นด้วยเล่า”
น้ำเสียงนี้ยังเหมือนตอนนั้นทุกประการ ความรู้สึกคุ้นเคยทำให้ซ่งชิงเป่ยรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ
ดวงตาสองข้างของเขาเป็นประกาย ยังไม่อยากเชื่อความจริงที่อยู่ตรงหน้า และกล่าวด้วยเสียงสั่นเทา “เจ้า… เจ้าคือ… ต้าหู่จริง ๆ หรือ เป็นเจ้าจริง ๆ หรือ”
กู่เยียนหรานปิดปาก พองแก้ม สองมือกอดไว้ที่อก แสร้งโมโหอย่างน่ารักน่าชัง “คนโง่! เหตุใดเจ้าจึงใช้เวลานานนักกว่าจะจำข้าได้ ช่างน่าโมโหเสียจริง ๆ”
ซ่งชิงเป่ยเดินเข้าไป ยกแขนยาวออกมาแล้วดึงกู่เยียนหรานเข้ามาไว้ในอ้อมกอดของตน
“เจ้าคือต้าหู่จริง ๆ เจ้าคือผู้หญิงจริง ๆ ด้วย! เจ้ารู้หรือไม่ ตอนที่ข้ารู้ว่าตนเองชอบผู้ชาย ในใจข้าสับสนเพียงใด!”
กู่เยียนหรานหัวเราะคิกคัก พร้อมกล่าวหยอกล้อ “ต่อให้รู้ว่าข้าเป็นผู้ชาย เจ้าเองก็สารภาพรักแล้วไม่ใช่หรือ”
“เดี๋ยวนะ! นี่มันเรื่องอันใดกันแน่?!”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
คนสองคนได้กลับมาพบหลังจากพลัดพรากไปนาน ความรู้สึกลึกซึ้งต่างตลบอบอวล แต่ทว่ากลับมีเสียงทำลายบรรยากาศดังขึ้น
กู่เยียนหรานสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนของซ่งชิงเป่ยทันที และหันหน้าไปมองอู่เชียนเชียนที่มีสีหน้างุนงง
นางยังคงเป็นเช่นเดิม เอ่ยทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ “ว่าอย่างไร เชียนเชียน ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
หลังจากเห็นใบหน้าของกู่เยียนหรานอย่างชัดเจน อู่เชียนเชียนตกใจอย่างมาก นางยื่นมือชี้ไปที่กู่เยียนหรานอย่างสั่นเทา “เจ้า… เจ้า… เจ้า… เจ้าคือกู่ต้าหู่จริงหรือ”
กู่เยียนหรานกะพริบตาอย่างซุกซน “จริงแท้แน่นอน”
“สวรรค์! นี่… นี่มันอันใดกัน” กล่าวจบ อู่เชียนเชียนวิ่งพล่าน พลางตะโกนอยู่ในเรือน “แย่แล้ว! แย่แล้ว! ทุกคนรีบออกมาเถิด! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
ด้วยผลของเสียงดังสนั่นของอู่เชียนเชียน ทุกคนจึงเดินออกมาจากห้องของตัวเองมารวมตัวกันที่โถงหลักชั้นหนึ่ง
ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะ ซึ่งนอกจากซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานแล้ว ทุกคนล้วนจ้องมองกู่เยียนหรานอย่างแปลกใจมาก
อู่เชียนเชียนยื่นใบหน้าไปตรงหน้ากู่เยียนหรานก่อนมองอย่างจริงจัง จ้องมองทั้งคิ้ว ตา จมูก ปาก และอดไม่ได้ที่จะอุทาน “จิ๊ ๆ ๆ… คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ที่แท้กู่ต้าหู่ เด็กหนุ่มฉลาดเฉลียวจะเป็นคุณหนูกู่เยียนหรานแห่งเรือนพักร้อนวั่งเหมย ข้าว่า… ฝีมือการแต่งหญิงให้เป็นชายของเจ้าจะเก่งกาจเกินไปแล้ว ข้าดูไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว”
ซ่งชิงหลันยิ้ม เอ่ยขัดจังหวะนาง “นี่ เชียนเชียน เจ้าอย่าได้เหมารวมสิ ข้าดูออกตั้งแต่แรกแล้วว่าต้าหู่เป็นผู้หญิง”
“ว่าอย่างไรนะ”
“ว่าอย่างไรนะ”
ซ่งชิงเป่ยและอู่เชียนเชียนตกตะลึงไปพร้อมกัน
ซ่งชิงเป่ยจึงได้เอ่ยถามอย่างตื่นเต้น “ท่านพี่ ท่านรู้ตั้งแต่ตอนไหนหรือ”
ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างมีเลศนัย กล่าวตอบ “เจ้ายังจำวันที่เจ้าและต้าหู่เปียกฝนกลับมาจากยอดเขาชิงอวิ๋น แล้วข้าเตรียมชาขิงน้ำตาลทรายแดงไว้ให้ต้าหู่ได้หรือไม่ ก่อนหน้านั้น ข้าพบว่านางเป็นผู้หญิง และข้าได้ลองนับวันดูแล้ว ตอนนั้นนางน่าจะมีระดู จึงได้เตรียมเอาไว้ให้นาง”
“ว่าอย่างไรนะ มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” อู่เชียนเชียนสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ นางยู่ปากแล้วกล่าว “พี่ชิงหลัน ในเมื่อท่านรู้ว่านางเป็นผู้หญิงตั้งนานแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่บอกข้าเล่าเจ้าคะ”
“บอกเจ้าหรือ หากบอกเจ้าไม่เท่ากับว่าบอกคนทั่วทั้งเมืองหลวงหรอกหรืออย่างไร” ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วมองนางแวบหนึ่ง “อีกอย่าง ในเมื่อเยียนหรานเลือกที่จะแต่งเป็นชาย ย่อมต้องมีเหตุผลของนาง ข้าเองไม่มีเหตุผลจะต้องไปเปิดโปงนางนี่นา”
ซุนอิงหนิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ไม่แปลกเลยที่บางครั้งข้าจะได้กลิ่นหอมจาง ๆ มาจากร่างของต้าหู่”
หญิงงามอย่างพวกนางเวลาอาบน้ำมักจะชอบใส่กลีบดอกไม้และน้ำมันหอม การอาบน้ำเช่นนี้ ร่างกายจะมีกลิ่นหอมติดตัวโดยธรรมชาติ
อู่เชียนเชียนเข้าใจขึ้นมาทันที “ถึงว่า ก่อนหน้านี้ข้าชอบเล่นกับเจ้ามาโดยตลอด ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป คงเป็นเพราะพวกเราหญิงสาวเข้าใจกันได้โดยสัญชาตญาณกระมัง” กล่าวจบ นางยังถลึงตามองฉูซื่อโม่วที่อยู่ข้าง ๆ “เจ้าดูสิ ตอนนั้นเจ้ายังหึงข้ากับต้าหู่อยู่เลย ตอนนี้คงอึ้งไปเลยล่ะสิ ฮ่า ๆ…”
ฉูซื่อโม่วหน้าแดงพร้อมพึมพำเบา ๆ “ผู้ใดจะไปรู้ว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้เล่า…”
นั่นสิ กู่ต้าหู่ยามปกตินั้นสบาย ๆ เหมือนกับเด็กหนุ่มจริง ๆ จนไม่มีผู้ใดมองว่าเป็นหญิงเลยนี่
“จริงสิ!” อู่เชียนเชียนตบโต๊ะ มองไปที่กู่เยียนหรานแล้วเอ่ยถาม “ในเมื่อเจ้าคือคุณหนูแห่งเรือนพักร้อนวั่งเหมย เช่นนั้นตอนที่พวกข้าตัดสินใจจะมาเรือนพักร้อนวั่งเหมย เหตุใดเจ้าไม่พูดอันใดเล่า”
“ความจริงนางก็คิดจะพูดอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ทันได้บอกก็เท่านั้น” ซ่งชิงหลันเอ่ยออกมาทันใด “พวกเจ้าจำได้หรือไม่ ตอนที่พวกเราออกเดินทางมาที่เรือนพักร้อนวั่งเหมย ต้าหู่มีท่าทางหนักใจมาตลอดทาง ตอนนั้น นางคงกำลังสับสนอยู่กระมัง”
“ถูกต้องเจ้าค่ะ” กู่เยียนหรานพยักหน้า “ข้ารู้ว่าพวกท่านล้วนมองข้าเป็นเพื่อน ข้าเองก็หวงแหนมิตรสหายอย่างพวกท่าน แต่ข้าโกหกพวกท่านไปแล้ว ข้ากลัวว่าพวกท่านจะโกรธ”
กล่าวจบ นางหันไปมองซ่งชิงเป่ยที่อยู่ข้างกาย “จนกระทั่งหนึ่งคืนก่อนที่จะขึ้นเรือมาเกาะดอกเหมย คำพูดนั้นของพี่ชิงหลัน ก็ทำให้ข้าตัดสินใจได้ คืนนั้น เดิมทีข้าตัดสินใจจะไปหาเจ้าเพื่อพูดความจริง แต่กลับถูกคนที่ท่านพ่อส่งมาตามตัวข้าพากลับมาที่วั่งเหมยเสียก่อน ด้วยความกังวล ข้าจึงได้ทิ้งจดหมายที่บ่งบอกถึงตัวตนของข้าเอาไว้ให้พวกท่าน”
อู่เชียนเชียนกะพริบตาปริบ ๆ “จดหมายที่บ่งบอกตัวตนหรือ มันคืออันใดกัน”
“คือข้อความแผ่นนี้อย่างไรล่ะ” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันหยิบเอากระดาษข้อความที่กู่เยียนหรานทิ้งไว้ตอนนั้นออกมา
อู่เชียนเชียนหยิบขึ้นมามองซ้ายมองขวา มองไม่ออกถึงความนัยของมัน “ข้อความนี้ซ่อนความหมายอันใดไว้หรือเจ้าคะ”
ซุนอิงหนิงโน้มเข้ามาใกล้ ชี้ไปที่กิ่งดอกเหมยที่มุมขวาล่าง “เป็นกิ่งดอกเหมยนี้หรือไม่”
“ถูกต้อง” ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ตอนแรกข้าเองก็คิดว่ากิ่งดอกเหมยนี้มีอีกความหมายหนึ่ง แต่เดาไม่ออกว่าคืออันใด หลังจากระหว่างที่เราเดินทางมาเรือนพักร้อนวั่งเหมยก็ได้พบคนสองคน ทำให้ข้าเริ่มสงสัย”
“ผู้ใดหรือ ผู้ใดกัน” อู่เชียนเชียนถามด้วยใบหน้าอยากรู้
ซ่งชิงหนานขมวดคิ้ว และโพล่งออกมา “เหล่าซุน”
กู่เยียนหรานที่ได้ยินก็ยิ้มแล้วพยักหน้า “เหล่าซุนคุ้นเคยกับทะเลมาตลอดชีวิต มีเขาพาพวกท่านข้ามทะเลมา ข้าจึงวางใจ ทันทีที่ข้ากลับมาถึงเรือนพักร้อนวั่งเหมย จึงได้ให้เหล่าซุนไปรับพวกท่านเจ้าค่ะ”