ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 452 เจ้ากลัวข้าจะหึงหรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 452 เจ้ากลัวข้าจะหึงหรือ
บทที่ 452 เจ้ากลัวข้าจะหึงหรือ
เห็นความตั้งใจในการอธิบายของเขา กู่เยียนหรานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เหตุใดหรือ เจ้ากลัวว่าข้าจะหึงหรืออย่างไร”
ซ่งชิงเป่ยกล่าวอย่างเป็นกังวล “ข้ากลัวว่าเจ้าจะเข้าใจผิด”
“ข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ” กู่เยียนหรานเลิกคิ้วสงสัย “ข้ามั่นใจในตัวเอง และมั่นใจในตัวเจ้าด้วย ไม่อย่างนั้นข้าคงโยนอันชิงชิงลงทะเลไปแล้วละ”
“ว่าอย่างไรนะ” ซ่งชิงเป่ยตกใจกับคำพูดนี้ของนางมาก “เจ้า… เจ้าโหดร้ายเพียงนั้นจริง ๆ หรือ”
“แน่นอนสิ” กู่เยียนหรานเลิกคิ้วอย่างมั่นใจ “ขอบอกตามตรงนะ วรยุทธ์ของอันชิงชิงผู้นั้นไม่ถือเป็นคู่ต่อสู้ของข้าเลย ไปกันเถิด”
พูดจบ ทั้งสองคนก็เดินออกจากห้องเก็บของไปด้วยกัน
อู่เชียนเชียนและซุนอิงหนิงมองอันชิงชิงและซ่างกวนจิ่งหงที่โผล่มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็ล้วนตกตะลึงไป
“พี่ชิงหลัน นี่… นี่เกิดอันใดขึ้นกันแน่” อู่เชียนเชียนเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
ซ่งชิงหลันจึงได้เล่าเรื่องที่ห้องเก็บของให้พวกนางฟังอย่างละเอียด
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
อู่เชียนเชียนที่ได้ฟังกลับพูดไม่ออก “ข้านี่อึ้งไปเลย นี่มันช่าง… ฮ่า ๆ… ดูท่า เมื่อพวกเราไปถึงเมืองหลวงคงครึกครื้นน่าดู”
ซ่งชิงหลันมองท่าทางคาดหวังความครึกครื้นไม่กลัวจะเป็นเรื่องใหญ่ของนาง ก็อดไม่ได้ที่จะปวดหัวขึ้นมา พร้อมกำชับเบา ๆ “เชียนเชียน ตอนนี้ก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว เจ้าอย่าทำให้มันยุ่งเหยิงกว่าเดิมเชียว”
“พี่ชิงหลัน ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร” อู่เชียนเชียนบอกตนเองพลางกล่าวรับประกัน
เปลือกตาของซ่งชิงหลันกระตุก เหตุใดฟังคำพูดนี้ของนางแล้ว ตนก็ยิ่งร้อนรนใจกว่าเดิมอีกเล่า
ซ่งซิงเยว่ที่กำลังเล่นอยู่อีกด้านหัวเราะออกมา “ท่านน้าเชียนเชียน เหตุใดท่านพูดเช่นนี้แล้วถึงไม่มีผู้ใดวางใจได้เลยเล่า”
อู่เชียนเชียนจิ้มจมูกเล็กของนาง พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวเยว่ เจ้านี่ชอบเอาเรื่องจริงมาพูดเล่นเสียจริง”
ไป๋เย่หานและซ่งชิงหนานก็เหมือนกับครั้งก่อน ตกปลาและกุ้งจำนวนมาก
อาหารเที่ยงก็เป็นอาหารทะเลสด ๆ ชุดใหญ่ที่ซ่งชิงหลันทำให้ทุกคน
น้ำแกงปลาที่เพิ่งต้มเสร็จเดือดปุด ๆ ขึ้นมา กลิ่นอบอวลไปทั่วทั้งห้องโดยสาร
ทุกคนนั่งล้อมรอบโต๊ะ ซ่งชิงเป่ยตักน้ำแกงปลาถ้วยหนึ่งให้กู่เยียนหรานอย่างเอาอกเอาใจ ทั้งยังเป่าให้คลายร้อน จากนั้นวางไว้ตรงหน้านาง “ระวังลวกล่ะ”
“อืม” กู่เยียนหรานพยักหน้าอย่างเขินอาย จากนั้นยกชามน้ำแกงขึ้นดื่มอย่างระมัดระวัง
รสชาติของน้ำแกงกระทบเข้ากับช่องปาก นางอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้ซ่งชิงหลัน “อืม อร่อยมากเจ้าค่ะ พี่ชิงหลันเก่งเกินไปแล้ว ข้ายังไม่เคยได้ดื่มน้ำแกงปลาที่สดชื่นเพียงนี้มาก่อนเลย”
“เอ๋ อร่อยขนาดนั้นเลยหรือ” ซ่างกวนจิ่งหงอยากรู้อย่างมาก เขาอดไม่ได้ที่จะซดมันลงไปอึกหนึ่ง
ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ต้องบอกจริง ๆ ว่าน้ำแกงปลานี้อร่อยมาก “น้ำแกงนี้ไม่มีกลิ่นคาวปลาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังรักษาความหอมของเนื้อปลาเอาไว้ได้ดี ไม่รู้สึกว่ามีรสชาติเครื่องปรุงที่มากเกินไป ท่านทำได้อย่างไรหรือขอรับ”
กล่าวจบ เขาหันหน้าไปมองซ่งชิงหลันด้วยสีหน้าสนอกสนใจ
ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างมีเลศนัย “นี่เป็นความลับทางการค้า บอกไม่ได้หรอก”
ตอนนี้ ไป๋เย่หานยังคงเหมือนยามปกติ ทั้งสองมือแกะกุ้ง แกะก้างปลาให้ซ่งชิงหลันและซ่งซิงเยว่สองแม่ลูกไม่หยุด พวกนางสองแม่ลูกรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนซ่งซิงเฉินนั้นลงมือแกะเอง และกินอย่างอิ่มหนำ ทั้งยังแกะกุ้งตัวใหญ่ยัดใส่ปากของซ่งซิงเยว่เป็นครั้งคราวด้วย
“อร่อย ๆ อร่อยเกินไปแล้ว” ซ่งซิงเยว่กินด้วยสีหน้าพึงพอใจ
ครั้งก่อน ตอนที่นั่งเรือ ซ่งชิงเป่ยยังคงหมดอาลัยตายอยาก เมื่อเห็นภาพที่รักใคร่ของคู่อื่น ในใจก็รู้สึกอิจฉาเกินบรรยาย
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ข้างกายเขาเองก็มีคนในใจแล้ว
ดังนั้น ซ่งชิงเป่ยเองก็ต้องเลียนแบบ เขาแกะก้างปลาให้กู่เยียนหรานอย่างตั้งใจ ทั้งยังนำเนื้อปลาใส่ไว้ในชามของนางด้วย “ค่อย ๆ กินล่ะ”
ขณะเดียวกันก็พยายามแกะกุ้ง และนำเนื้อกุ้งที่แกะเสร็จแล้วป้อนใส่ปากของนาง “นี่ กินกุ้งด้วย”
อันชิงชิงนั่งอยู่ตรงข้ามทั้งสองคน เห็นท่าทางรักใคร่หวานชื่นของทั้งสองคน ในใจนางโกรธเสียจนคันฟัน มือที่จับตะเกียบบีบแน่นจนเส้นเลือดปูด และสุดท้ายนางก็ทนไม่ไหว วางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรงดัง ‘ปัง!’ แล้วพูดอย่างโมโห “ข้าไม่กินแล้ว!”
ซ่งชิงเป่ยเหลือบสายตาขึ้นเล็กน้อย ขมวดคิ้วแล้วเอ่ย “ถ้าหากเจ้ากินอิ่มแล้ว ก็ไปนั่งพักที่อื่นก่อนได้นะ”
อู่เชียนเชียนที่ชื่นชมความคึกคักโดยไม่กลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ยิ้มแล้วโพล่งออกมา “ชิงเป่ยเอ๋ย นางไม่ได้กินอันใดเลยสักนิดเลยนะ จะอิ่มได้อย่างไรเล่า”
“นั่นสิ! ข้าไม่ได้กินอิ่ม! แต่สะอิดสะเอียนกับพวกเจ้าจนอิ่มต่างหาก!” กล่าวจบ อันชิงชิงมองกู่เยียนหรานด้วยสีหน้าริษยา
กู่เยียนหรานผงะไปกำลังจะอ้าปากพูดอันใดสักอย่าง
หากแต่อันชิงชิงกับฉวยโอกาสไปเสียก่อน กวาดสายตาแล้วมองซ่งชิงเป่ย “ซ่งเสี่ยวเป่ย เจ้าออกมากับข้า ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
ซ่งชิงเป่ยขมวดคิ้ว “ตอนนี้ทุกคนกินข้าวกันอยู่ เจ้ามีอันใดก็กินให้เสร็จก่อนค่อยว่ากัน”
“ไม่ได้! ต้องตอนนี้! เดี๋ยวนี้!”
กล่าวจบ อันชิงชิงไม่สนใจผู้ใดหน้าไหน ลุกขึ้นเดินไปด้านนอกห้องโดยสารทันที
ซุนอิงหนิงตกใจกับการกระทำเล่นใหญ่ของนาง กล่าวออกมาเบา ๆ “แม่นางอันผู้นี้เจ้าอารมณ์ยิ่งนัก”
“แม่นางชิงชิงผู้นี้ โตมากับหมู่บ้านโจรผู้ร้ายตั้งแต่เด็กย่อมเลือดร้อนไปบ้าง” ซ่งชิงหลันกล่าวอธิบาย
นางดูออกว่าอันชิงชิงนั้นไม่ใช่คนไร้เหตุผล
อู่เชียนเชียนเองก็พยักหน้าเห็นด้วย “แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น นางก็ไม่ได้มีจิตใจชั่วร้ายอันใดนะ” จากนั้นนางหันหน้าไปมองซ่งชิงเป่ย “ชิงเป่ย เจ้ายังไม่รีบไปดับไฟอีกหรือ”
“ข้า…” ซ่งชิงเป่ยลังเล มองไปยังกู่เยียนหรานข้าง ๆ กายโดยไม่รู้ตัว
กู่เยียนหรานกลับยิ้มอย่างใจกว้าง “ไปเถิด”
จนกระทั่งซ่งชิงเป่ยจากไปแล้ว อู่เชียนเชียนจึงโน้มตัวมาตรงหน้ากู่เยียนหราน “เยียนหราน เจ้าวางใจปล่อยให้ชิงเป่ยไปอยู่กับชิงชิงตามลำพังจริง ๆ หรือ ผู้ใดมีตาล้วนดูออกว่าชิงชิงมีใจให้เขา”
กู่เยียนหรานยกยิ้มมุมปาก “ข้าเชื่อว่าชิงเป่ยจะจัดการได้”
ถึงแม้จะพูดเช่นนั้น แต่นางกลับกินข้าวอย่างเหม่อลอย
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
ไม่ใช่เพราะนางไม่เชื่อใจซ่งชิงเป่ย แต่นางอยากรู้มากว่าอันชิงชิงจะพูดอันใดกับเขา
ดังนั้น กู่เยียนหรานจึงรีบกินข้าวในชามจนหมด วางชามและตะเกียบลง ยิ้มแล้วพูดกับทุกคน “ข้ากินอิ่มแล้ว พวกท่านค่อย ๆ กินเถิด”
กล่าวจบนางก็ลุกขึ้นแล้วจากไป
ซ่างกวนจิ่งหงเห็นเช่นนั้นขมวดคิ้วอย่างเงียบ ๆ วางชามและตะเกียบลงเช่นกัน “ข้าเองก็อิ่มแล้ว”
จากนั้นตามออกไป
อู่เชียนเชียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มบาง ๆ ส่ายหน้าแล้วกล่าว “ไอ้หยา ความรักของทั้งสี่คนนี้ ช่างซับซ้อนเกินไปแล้ว”
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีก” ซ่งชิงหลันถลึงตาใส่นาง “ข้าบอกแล้วว่าอย่าทำให้มันวุ่นวาย แต่เจ้ากลับเอาแต่ใส่ไฟ”
อู่เชียนเชียนตกใจมาก กล่าวด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “พี่ชิงหลัน บอกตามตรง ที่ข้าพูดทั้งหมดล้วนเป็นความจริง อีกอย่าง ถ้าหากพวกเขารักกันมั่นคงยิ่งกว่าทอง ก็ใช่ว่าข้าจะทำให้พวกเขาแตกหักกันได้เพียงไม่กี่คำสักหน่อยเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “เจ้านี่นะ ระวังว่าต่อไปกรรมจะตกถึงตัวสักวัน”
“ไม่มีทางหรอก ใช่หรือไม่ ซื่อโม่ว” กล่าวจบ นางมองฉูซื่อโม่วที่อยู่ข้างกายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
ฉูซื่อโม่วทำหน้างุนงง มองทุกคนแล้วกล่าว “อันใดนะ พวกท่านคุยอันใดกันอยู่หรือ”