ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 462 สตรีผู้กล้าแห่งยุค
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 462 สตรีผู้กล้าแห่งยุค
บทที่ 462 สตรีผู้กล้าแห่งยุค
ชั่วขณะหนึ่ง ณ ที่นั้น บรรยากาศจมดิ่งเข้าสู่ความกระอักกระอ่วนในทันที
ซ่งชิงหลันเพียงมองและไม่กล่าวอันใด สองมือกอดอก นางอยากจะรู้นักว่าอีกฝ่ายยังจะเล่นลูกไม้อันใดอีก
ในตอนนี้ จู่ ๆ อู่เชียนเชียนก็ลุกขึ้นเดินไป หยิบเอากาสุราจากมือของแม่นางหง และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าชอบดื่มสุราเจ้าค่ะ เอาสุรามาให้ข้าเถิด”
ว่าจบ นางถือโอกาสสัมผัสมือของแม่นางหง “ไอ้หยา แม่นางหง มือของท่านช่างขาวละเอียดเสียจริง น่าอิจฉาเหลือเกิน ไม่เหมือนข้า ควงมีดควงปืนเสียจนด้านหมดแล้ว”
แม่นางหงชักมือตนเองกลับอย่างใจเย็น กล่าวด้วยความนุ่มนวล “แม่นางอู่ชมเกินไปแล้ว แม่นางอู่เป็นสตรีผู้กล้าแห่งยุค ข้าจะไปกล้าเปรียบเทียบกับท่านได้อย่างไร”
“ฮ่า ๆ… ปากเล็ก ๆ ของท่านช่างหวานนัก ไม่แปลกเลยที่เรียกแขกมากินอาหารที่ร้านท่านได้มากมาย”
ในขณะที่พวกนางกำลังชมกันไปกันมานั้นเอง กลับมีเสียงของบริกรดังขึ้น
“ไก่ผัดพิทักษ์วังมาแล้วขอรับ!”
จากนั้นบริกรที่ยุ่งเสียจนเหงื่อแตกพลั่กก็นำไก่ผัดพิทักษ์วังจานหนึ่งวางลงบนโต๊ะ
นึกว่าจะช้าแต่กลับรวดเร็วเสียนี่ แม่นางหงยื่นมือออกไปขวางอาหารจานที่กำลังจะวางขึ้นโต๊ะนั้น
นางหันหลังให้พวกซ่งชิงหลัน มองบริกรด้วยแววตาเย็นชา หากแต่น้ำเสียงยังอ่อนหวานไม่เปลี่ยนแปลง “ไก่ผัดพิทักษ์วังนี้เผ็ดเป็นพิเศษ ถ้าหากข้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นจานที่พวกใต้เท้าจางสั่ง”
บริกรผู้นั้นผงะไป เหงื่อแตกไปทั่วร่าง จากนั้นก็กล่าวตามน้ำทันที “ใช่… ใช่ ๆ ๆ ขอรับ สมองข้านี่จริง ๆ เลย ยุ่งเสียจนทำพลาดไปหมด”
พูดจบ เขามองพวกซ่งชิงหลันด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ขอโทษด้วยขอรับ แขกทุกท่าน ข้าเกือบจะยกอาหารผิดให้พวกท่านแล้ว ข้าจะไปเร่งทางครัวให้ทำอาหารของพวกท่านเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เขามองแม่นางหงอย่างระแวดระวัง จากนั้นเดินจากไปทันที
หลังเห็นว่าเขาจากไปแล้ว แม่นางหงพยายามเก็บสีหน้าโกรธเกรี้ยว และยามที่หันกลับมาอีกครั้ง นางก็เปลี่ยนใบหน้าเปื้อนยิ้มยั่วยวน พร้อมกล่าวเสียงหวาน “ต้องขอโทษจริง ๆ เจ้าค่ะ ต้องรบกวนความสุขของทุกท่านเสียแล้ว ข้ายุ่งเกินไป มักจะมีคนงานที่ทำงานไม่ใช้สมองคนสองคนเสมอ อีกเดี๋ยวข้าจะไปสั่งสอนพวกเขาให้ดีเจ้าค่ะ”
ในตอนนั้นเอง กลับมีชายอายุประมาณสามสิบปีเศษคนหนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยเดินมาหาแม่นางหง
เขาไม่ได้เข้ามาใกล้ แต่อยู่ห่างไปประมาณหนึ่งโต๊ะ กวักมือเรียกแม่นางหงเบา ๆ “แม่นางหง… แม่นางหง…”
“ขอโทษด้วยทุกท่าน ข้าต้องขอตัวสักครู่เจ้าค่ะ” แม่นางหงเปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย จากนั้นรีบเดินไปตรงหน้าชายผู้นั้น
ชายผู้นั้นพยักหน้าให้แม่นางหงอย่างเคารพนบนอบ จากนั้นก็เข้าไปใกล้หูของนาง ใช้มือป้องริมผีปาก ไม่รู้ว่ากำลังกระซิบอันใด
หลังจากแม่นางหงได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นโบกมือให้คนผู้นั้น
จากนั้นชายหนุ่มจากไป
ส่วนแม่นางหงเดินมาตรงหน้าทั้งสามคน “เดิมที ข้าอยากจะดื่มเป็นเพื่อนพวกท่านสักสองสามจอก เพียงแต่ว่ามีแขกคนสำคัญมาที่ร้านเราไม่ทันตั้งตัว ข้าคงต้องไปทักทายด้วยตนเองเสียหน่อย เชิญพวกท่านตามสบายเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นหมุนเอวบางจากไปที่ชั้นสอง
อู่เชียนเชียนยู่ปาก และกล่าวเหน็บแนม “แขกคนสำคัญผู้นี้ยอดเยี่ยมเพียงนั้นเชียวหรือ จึงทำให้นางทิ้งหานอ๋องแล้วไปรับรองคนอื่นได้เช่นนี้”
ซ่งชิงหลันมองตามร่างของแม่นางหง จนกระทั่งเห็นนางเดินเข้าไปในห้องหรูหราห้องหนึ่งบนชั้นสอง
อู่เชียนเชียนยื่นมือออกมาโบกตรงหน้าของนาง “พี่ชิงหลัน ท่านมองอันใดหรือเจ้าคะ นี่แม่นางหงผู้นั้นน่ามองเพียงนั้นเชียวหรือ”
ซ่งชิงหลันจึงได้ละสายตากลับมา
นางขมวดคิ้วและกล่าวเบา ๆ “ข้าเอาแต่รู้สึกว่าที่ชั้นสองมีอีกโลกหนึ่งอยู่”
นี่เป็นลางสังหรณ์ของนาง และนางก็คิดมาตลอดว่าลางสังหรณ์ของตนนั้นแม่นยำ
อู่เชียนเชียนมุ่นคิ้ว และมองไปที่ชั้นสอง “อย่างนั้นหรือ เหตุใดข้าจึงดูไม่ออกกันนะ”
“ช่างเถิด อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย” ซ่งชิงหลันดึงมืออู่เชียนเชียนแล้วกล่าว “เมื่อครู่ที่เจ้าสัมผัสนาง เป็นอย่างไรบ้าง”
อู่เชียนเชียนกลับมาในท่าทางจริงจังในทันที นางส่ายหน้าแล้วกล่าวอย่างเคร่งเครียด “เมื่อครู่ตอนที่ข้าหยิบเหล้านั้นถือโอกาสสัมผัสข้อมือนาง จึงยืนยันได้ว่านางไม่มีวรยุทธ์เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น…” ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วและมองไปยังไป๋เย่หาน “ไป๋เย่หาน ท่านเล่า”
“ดูจากท่าทางการเดินไปจนถึงการพูดคุยแล้ว นางไม่ใช่คนที่มีวิชาจริง ๆ แต่ว่า…” พูดจบ ไป๋เย่หานหรี่ดวงตาอย่างดุร้าย ริมฝีปากบางกล่าวเบา ๆ “ข้ารู้สึกเหมือนว่าเคยพบนางที่ไหน”
“นั่นปะไร! ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น” ซ่งชิงหลันกล่าวเห็นด้วยอย่างตื่นเต้น “โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของนาง ข้ารู้สึกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก”
“ดวงตาหรือ” อู่เชียนเชียนกะพริบตาอย่างสงสัย ตอบกลับอย่างไม่คิดอันใดมาก “หรือว่าเปลี่ยนหน้าไปแล้ว”
คนพูดไม่ทันคิด หากแต่คนฟังกลับคิดตาม เมื่อได้ยินเช่นนี้ ในหัวของซ่งชิงหลันก็มีความคิดหนึ่งฉายแวบเข้ามาทันที
แต่ไม่รอให้นางได้บอกข่าวนี้ ก็ถูกคนขัดจังหวะ
ในตอนนั้นเอง ก็มีบริกรสองคนยกอาหารมาถึงโต๊ะ “นายท่านทั้งสาม อาหารของพวกท่านได้แล้วขอรับ ข้าน้อยจะยกอาหารให้เดี๋ยวนี้ขอรับ”
พวกเขาวางอาหารหอมกรุ่นลงบนโต๊ะ
“เรียบร้อย!” บริกรผู้นั้นมองพวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ขอเชิญท่านทั้งสามขอรับ หากมีเรื่องอันใดก็สั่งพวกเราได้ตลอดขอรับ”
“นี่ บริกร” ซ่งชิงหลันเอ่ยปากเรียกเขา จากนั้นเอ่ยถามต่อ “ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้าเสียหน่อย ชั้นสองนี้เป็นลูกค้าแบบใดหรือ”
ขณะกล่าว นางยังส่งสายตาบอกใบ้ พร้อมมองขึ้นไปชั้นสอง
บริกรผู้นั้นสีหน้าลำบากใจ “ไอ้หยา แม่นาง ท่านทำข้าอึ้งไปเลยจริง ๆ คนงานในร้านเรานี้ล้วนแยกกันขอรับ พวกข้ามีหน้าที่เพียงดูแลแขกชั้นหนึ่ง ส่วนชั้นสองห้ามพวกข้าเข้าไปยุ่ง แต่ข้ารู้เพียงว่าลูกค้าที่มาชั้นสองทั้งหมดล้วนเป็นแขกพิเศษที่ร่ำรวยและสูงส่ง พวกเขามีแม่นางหงผู้เป็นเจ้าของร้านคอยดูแลด้วยตนเองขอรับ”
เพียงอู่เชียนเชียนได้ฟังก็ยิ้มออกมาทันที “เช่นนั้นเมื่อครู่พวกข้าสามคนก็มีแม่นางหงมาดูแลด้วยตนเอง เหตุใดไม่พาพวกข้าขึ้นไปชั้นสองเล่า”
“ไอ้หยา… คือว่า… คือว่า…” บริกรผู้นั้นประหม่าขึ้นมา “เรื่องนี้ข้าไม่รู้ขอรับ”
ซ่งชิงหลันรู้ว่าคงไม่สามารถถามอันใดจากเขาได้อีก จึงได้โบกมือแล้วกล่าว “เอาเถิด เจ้าไปทำงานต่อเถิด”
“ขอรับ เชิญทุกท่านตามสบายขอรับ”
บริกรผู้นั้นยิ้ม และถอยออกไป หากแต่ในใจลอบถอนหายใจโล่งอก
ทันทีที่เขากลับมาในครัว ก็ถูกชายอายุสามสิบเศษ ๆ คนเมื่อครู่ดึงมาอีกด้านหนึ่ง เอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา “เมื่อครู่เจ้าคุยอันใดกับพวกเขา”
“ข้า… ข้าไม่ได้พูดอันใดเลยขอรับ พวกเขาถามอันใด ข้าก็มีแต่ตอบว่าไม่รู้”
“เช่นนั้นก็ดี!” ชายผู้นั้นเหวี่ยงเขาไปอีกด้าน “เจ้ารีบไปทำงานเสีย”