ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 463 กินแล้วก็จะรู้เอง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 463 กินแล้วก็จะรู้เอง
บทที่ 463 กินแล้วก็จะรู้เอง
อู่เชียนเชียนมองดูอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะก็อยากอาหารขึ้นมา และอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย “อาหารเหล่านี้ดูไม่เลวเลย น่าอร่อยมากเจ้าค่ะ”
ทันทีที่กล่าวออกไป อู่เชียนเชียนก็รู้ว่าตนพูดผิดไปแล้ว นางใจลอยมองอาหารที่คุ้นเคยเหล่านี้ก็คิดว่าตัวเองยังอยู่ที่ภัตตาคารอวิ๋นหลาย ไม่อาจตอบสนองอันใดได้ไปครู่หนึ่ง
ซ่งชิงหลันเองก็ไม่ได้สนใจ เพียงมอง “อร่อยหรือไม่ กินแล้วก็คงรู้เอง”
“ใช่ ๆ ๆ พี่ชิงหลันพูดถูก”
การที่ซ่งชิงหลันสั่งอาหารเหล่านี้ย่อมมีจุดประสงค์ บนโต๊ะมีอาหารจานหลัก อาหารจานใหญ่ ทั้งยังมีอาหารธรรมดา ๆ ที่สามารถทำได้ที่บ้าน เพื่อทดสอบทักษะของพ่อครัวในการใช้มีดและไฟ
ส่วนอาหารที่ซ่งชิงหลันทดลองกินเป็นอย่างแรกก็คือแกงตุ๋นในลูกฟัก
แกงตุ๋นในลูกฟักคืออาหารกวางตุ้ง ชาวกว่างตงชอบอาหารประเภทตุ๋น และอาหารชนิดนี้ก็รวมน้ำแกงและผักตุ๋นไว้ด้วยกัน กินทีเดียวได้สองอย่าง ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
ตอนที่ซ่งชิงหลันเสนอกับฟางโย่วลี่ว่าจะทำอาหารจานนี้ ฟางโย่วลี่ก็อาจหาญขึ้นมาทันที
วิธีการทำแกงตุ๋นในลูกฟักมีมากมาย มีทั้งใช้อาหารทะเล ใช้เนื้อไก่ หรือเนื้อเป็ด
แต่ที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายของซ่งชิงหลันทำออกมาก็คือแกงตุ๋นในลูกฟักโดยใช้เป็ดหัวดำ
ช่างบังเอิญจริง ๆ ที่ภัตตาคารอี่หงนั้นทำออกมาเช่นเดียวกัน ลอกเลียนแบบสิบเต็มสิบ
การทำแกงตุ๋นในลูกฟักโดยใช้เป็ดนั้นความจริงแล้วยากที่สุด เพราะขนบนตัวของเป็ดมีกลิ่นคาว จะต้องจัดการเป็นพิเศษรวมไปถึงการใช้วัตถุดิบผสมกันอย่างพอเหมาะเพื่อปรับเปลี่ยนจึงจะได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ หากละเลยไปเพียงนิด ก็จะทำแกงตุ๋นในลูกฟักนี้พังไปทั้งหม้อเพียงเพราะเป็ดตัวเดียว
ซ่งชิงหลันและฟางโย่วลี่ทดลองกันมานับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะหาวิธีทำที่ดีที่สุดและการปรุงรสที่เข้ากันที่สุดได้
นางเชื่อว่าในเมืองหลวงนี้ นอกจากพวกเราสองคน ก็ไม่มีคนที่สามารถทำรสชาติเช่นนี้ออกมาได้
ไป๋เย่หานลุกขึ้นตักแกงตุ๋นในลูกฟักใส่ชามให้ซ่งชิงหลันอย่างเอาใจใส่ ทั้งน้ำและเนื้อ
ซ่งชิงหลันตักคำหนึ่งใส่ปาก ชิมอย่างละเมียดละไม
ส่วนอู่เชียนเชียนกะพริบตาปริบ ๆ และเอ่ยถามด้วยสีหน้าคาดหวัง “เป็นอย่างไรบ้าง พี่ชิงหลัน อร่อยหรือไม่”
“อืม…” ซ่งชิงหลันเพียงยิ้มแต่ไม่กล่าวอันใด “เจ้าลองชิมดูสิ”
นางไม่อยากจะให้การประเมินของตนเองไปกระทบกับการตัดสินของอู่เชียนเชียน
อู่เชียนเชียนลองชิมคำหนึ่ง และกินปีกเป็ดในแกงตุ๋นในลูกฟัก
จนกระทั่งนางกินเนื้อจนหมด ซ่งชิงหลันจึงได้เอ่ยถาม “เชียนเชียน เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“เอ่อ… ค่อนข้างจะพูดยากนะ…” อู่เชียนเชียนขมวดคิ้ว “น้ำแกงและเนื้อนี้กินแล้วรสชาติไม่เลวทั้งยังอร่อย แต่เหมือนว่าจะขาดอันใดไปอย่างหนึ่ง ไม่อร่อยเท่าที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายทำเจ้าค่ะ”
“ไป๋เย่หาน ท่านคิดว่าอย่างไร” ว่าจบ ซ่งชิงหลันหันไปมองไป๋เย่หานอีกด้านหนึ่ง
“ข้าคิดว่า…”
“ช่างเถิด ถามท่านก็ไร้ประโยชน์” ไม่รอให้เขาพูดจบ ซ่งชิงหลันเอ่ยปากขัดจังหวะ
นางรู้จักไป๋เย่หานดี ด้วยนิสัยของเขา คงจะตอบว่าไม่อร่อยเท่าที่นางทำโดยไม่แม้แต่จะคิด จึงไม่ควรค่าให้ปรึกษา
ส่วนไป๋เย่หานปิดปากอย่างเชื่อฟัง และอยู่อย่างเงียบ ๆ
ซ่งชิงหลันมองอู่เชียนเชียนแล้วพูด “ลองกินอาหารอื่น ๆ ดูสิ”
หญิงงามทั้งสองเริ่มกินอาหารมื้อใหญ่ โชคดีที่มีอู่เชียนเชียนผู้เป็นนักกินตัวยงอยู่ด้วย สุดท้ายพวกเขาทั้งสามคนก็กินอาหารที่สั่งมาจนหมด
“เอิ้ก…” อู่เชียนเชียนยังเรอออกมา
นางมองซ่งชิงหลันด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่ชิงหลัน ว่าตามตรง แม้อาหารเหล่านี้จะเหมือนของภัตตาคารอวิ๋นหลาย แต่รสชาตินั้นห่างชั้นกันมาก”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่ว่า…” ขณะพูด ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว กวาดสายตามองโต๊ะรอบ ๆ “เหตุใดพวกเขาจึงคิดว่าอร่อยกว่าของภัตตาคารอวิ๋นหลายเล่า”
ลูกค้าของที่นี่ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นลูกค้าประจำของภัตตาคารอวิ๋นหลาย และทุกคนล้วนกินกันอย่างพึงพอใจมาก บางคนถึงขนาดยกนิ้วโป้งให้แล้วชมไม่ขาดปาก
“นั่นสิ…” อู่เชียนเชียนพบจุดที่แปลกประหลาดนี้ นางพึมพำเบา ๆ “เหตุใดการตอบสนองของพวกเขาจึงแปลกประหลาดเช่นนี้เล่า”
อยู่ ๆ ชายคนหนึ่งที่อยู่ในชุดโอ่อ่าเดินมาตรงหน้าโต๊ะของพวกเขา กล่าวด้วยสีหน้าตื่นตกใจ “เอ๋ นี่คือแม่นางซ่งไม่ใช่หรือ ท่าน… ท่านเองก็มากินข้าวที่ภัตตาคารอี่หงด้วยหรือ”
คนผู้นี้เป็นลูกค้าเก่าของภัตตาคารอวิ๋นหลายในอดีต เขาทำธุรกิจกระดาษวาดภาพ นิสัยไม่เลว เพียงแต่เป็นคนตรงไปตรงมาที่ไม่รู้จักดูสถานการณ์ พูดจาอันใดก็ขวานผ่าซาก ทำให้คนขุ่นเคืองใจได้ง่าย
ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนแต่ไม่ให้เสียมารยาท “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าเองก็ชอบลองของใหม่เช่นกัน”
“บังเอิญจริง ๆ ข้าเองก็ชอบลองของใหม่ ตอนแรกที่ภัตตาคารอี่หงเปิดใหม่ ข้าก็มาเพราะอยากจะลองอันใดใหม่ ๆ บ้าง คิดไม่ถึงว่าเพียงกินแล้วจะติดใจ”
เขามองอาหารบนโต๊ะของพวกซ่งชิงหลันที่กินเสียจนเกลี้ยง กล่าวพลางหัวเราะคิกคัก “ดูท่า แม่นางซ่ง พวกท่านเองก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน ถึงแม้อาหารของภัตตาคารอี่หงนี้จะไม่ต่างจากภัตตาคารอวิ๋นหลายนัก แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด อาหารของที่นี่ดูเหมือนจะมีเวทมนตร์เป็นพิเศษ ทำให้คนกินแล้วก็รู้สึกอยากกินอีก เพราะอย่างนั้น ตอนนี้ข้าจึงมากินอาหารที่ภัตตาคารอี่หงทุกมื้อทุกวันเลยทีเดียว”
ซ่งชิงหลันฟังอย่างเงียบ ๆ พยายามคงรอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ อย่างไรเสียถึงจะแพ้ แต่ต้องไม่เสียกระบวนทัพ
เพียงแต่ว่าคนผู้นี้ไม่รู้จักดูสถานการณ์จริง ๆ กลับกล้าที่จะชมอาหารของภัตตาคารอื่นว่าอร่อยต่อหน้านาง นี่มันดีจริง ๆ หรือ
ไป๋เย่หานที่อยู่ข้าง ๆ ทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว เขาจะให้พระชายาที่รักต้องคับข้องใจได้อย่างไร
เขาส่งสายตาเย็นชาและกำลังคิดจะเอ่ยปากด่าคน
หากแต่ซ่งชิงหลันจับมือของเขาที่ใต้โต๊ะเอาไว้ และส่ายหน้า
ส่วนอู่เชียนเชียนที่มีนิสัยโผงผางไม่ได้ใส่ใจอันใดเพียงนั้น อีกอย่างนางเองก็เป็นคนปกป้องพวกพ้องอย่างมาก ย่อมทนไม่ไหวที่คนอื่นมาพูดกับซ่งชิงหลันไม่ดี
นางแค่นหัวเราะ และกล่าวด้วยสีหน้าดูถูก “ท่านคิดว่าอาหารของภัตตาคารอี่หงนี้อร่อยจริง ๆ หรือ ในสายตาข้า ก็อยู่ในระดับที่พอกินได้เท่านั้น อีกอย่าง อาหารของภัตตาคารอี่หงนี้เลียนแบบรายการอาหารของภัตตาคารอวิ๋นหลายมาแทบทุกอย่าง ไม่มีอันใดเป็นเอกลักษณ์เลย ภัตตาคารอวิ๋นหลายนั้นไม่เหมือนกัน พี่ชิงหลันมักจะคิดค้นอาหารใหม่ ๆ ออกมา ทำให้พวกเราอิ่มหนำสำราญ นี่สิจึงจะเป็นการทำภัตตาคารอย่างแท้จริง!”
คนผู้นั้นถูกหญิงสาวคนหนึ่งพูดจาเช่นนี้ต่อหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียหน้า จึงได้โต้กลับในทันที “แม่นางอู่ ท่านเองก็พูดถูก แต่ท่านคงไม่รู้ แม่นางซ่งจากเมืองหลวงไปเป็นเดือน ในช่วงระยะนี้ ภัตตาคารอวิ๋นหลายไม่มีอาหารใหม่ ๆ เลย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกเราย่อมยินดีจะมากินของอร่อย ๆ ที่ภัตตาคารอี่หง อย่างไรเสียเราล้วนจ่ายเงิน ย่อมต้องจ่ายกับสิ่งที่คุ้มค่าจึงจะถูก”
อู่เชียนเชียนทนไม่ไหวแล้ว นางตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นทันที “คนอย่างท่านพูดไปอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ข้าบอกแล้ว อาหารของที่นี่ไม่อร่อยเท่าของภัตตาคารอวิ๋นหลายเลย ภัตตาคารอี่หงอันใดกัน ก็เป็นเพียงของปลอมเท่านั้นแหละ!”