ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 464 ใจแคบ
บทที่ 464 ใจแคบ
คนผู้นั้นเองก็โมโห จึงกล่าวตอบเสียงดัง “แม่นางอู่ อย่างที่เขาว่าลางเนื้อชอบลางยา ท่านไม่ชอบภัตตาคารอี่หง ท่านก็ไม่ต้องมาสิ เหตุใดต้องพูดจาให้ร้ายเช่นนี้ด้วย ช่างใจแคบเกินไปแล้วกระมัง!”
“หา! ท่านว่าอย่างไรนะ ท่านว่าผู้ใดใจแคบ!”
เห็นว่าการต่อล้อต่อเถียงของทั้งสองคนเริ่มดึงดูดความสนใจของคนรอบข้าง เพื่อเลี่ยงไม่ให้เรื่องลามไปถึงขั้นที่ไม่อาจจัดการได้ ซ่งชิงหลันจึงจับมืออู่เชียนเชียนเอาไว้อย่างห้ามปราม และส่ายหน้าให้กับนาง
จากนั้นหันมองคนผู้นั้น “ต้องขอโทษท่านด้วยเจ้าค่ะ เชียนเชียนนางดื่มสุรามาจนมึนเมา จึงได้พูดจาให้ท่านคับข้องใจเช่นนี้ ขอให้ท่านอย่าได้ถือสานางเลย”
“เอาเถิด เห็นแก่หน้าแม่นางซ่ง ข้าจะไม่ถือสากับหญิงสาวไร้ประสบการณ์ผู้นี้แล้วกัน” กล่าวจบ เขาก็ถลึงตามองอู่เชียนเชียน แล้วกล่าวเสียงแข็งประโยคหนึ่ง “ลาก่อน!”
จากนั้นก็หมุนตัวจากไป
อู่เชียนเชียนที่ยังคงโมโหอยู่ ชี้ตามหลังของอีกฝ่าย “ท่านว่าผู้ใดเป็นหญิงสาวไร้ประสบการณ์ ท่านกลับมาเลยนะ! หากข้าไม่ตีท่าน…”
ไป๋เย่หานปวดขมับตุบ ๆ เพราะนิสัยโหวกเหวกโวยวายของนาง เขาขมวดคิ้วหันหน้าไปมองนางแล้วกล่าว “หุบปากเสีย”
รัศมีของเขาแข็งแกร่งเกินไป จนอู่เชียนเชียนไม่กล้ากำเริบเสิบสาน
นางมุ่ยปาก มองซ่งชิงหลันอย่างคับข้องใจ
ซ่งชิงหลันเองก็มองนาง พร้อมกล่าวเบา ๆ “เจ้านี่นะ อย่าทำตัวเป็นจุดสนใจนักสิ คนอื่นเขามองอยู่ เจ้าอย่าลืมจุดประสงค์ที่พวกเรามาในวันนี้ อย่าคำนึงถึงสิ่งหนึ่งจนพลาดอีกสิ่ง”
ในที่สุดอู่เชียนเชียนก็เข้าใจความผิดพลาดของตน “ขอโทษเจ้าค่ะ พี่ชิงหลัน ข้า…”
ในตอนนั้นเอง บริกรคนก่อนหน้าที่ยกอาหารมาให้พวกเขาได้ยินเสียงโหวกเหวกจึงรีบวิ่งเข้ามา เขามองทั้งสามคนอย่างเป็นกังวล “แขกทั้งสามท่าน เกิดอันใดขึ้นหรือขอรับ เหตุใดกินอาหารอยู่ดี ๆ ก็มีเรื่องกันขึ้นมาเสียได้”
“อ้อ ไม่มีอันใด เพื่อนของข้าคนนี้คออ่อนเหลือเกิน นางเมามาก จริงสิ พวกข้ากินกันอิ่มแล้ว วางเงินไว้ตรงนี้แล้วกัน” พูดจบ ซ่งชิงหลันหยิบเอาเงินพวงหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ
นางส่งสายตาให้ไป๋เย่หาน จากนั้นทั้งสามก็ออกไปพร้อมกัน
หลังเดินออกมาจากภัตตาคารอี่หง ซ่งชิงหลันที่กำลังจะถอนหายใจโล่งอก ทว่าในตอนนั้นเอง ไป๋เย่หานที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตาแข็งขื้นมาทันใด จับมือนางเอาไว้แล้วดึงเข้ามาในอ้อมแขน
ซ่งชิงหลันตกใจกับการกระทำอันกะทันหันของเขา จึงรีบเอ่ยถามเบา ๆ “มี… มีอันใดหรือ”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางอดไม่ได้ที่จะแดงขึ้นมา
เขากอดตนในที่สาธารณะท่ามกลางคนมากมาย ช่างทำให้นางประหลาดใจและเขินอายจริง ๆ
ซ่งชิงหลันถึงขนาดรู้สึกได้ว่ามีดวงตาหลายคู่ที่มองมาที่ตนอย่างซุบซิบนินทา
หากแต่ไป๋เย่หานกลับไม่สนใจสิ่งใดมากนัก ในสายตาของเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของซ่งชิงหลัน
เขากอดซ่งชิงหลันไว้แน่น ก้มหน้าลงเล็กน้อย กล่าวเบา ๆ ที่ข้างหูของนาง “มีจิตสังหาร”
“ว่าอย่างไรนะ” ซ่งชิงหลันตกใจมาก นางพยายามสงบใจลง พร้อมดวงตากวาดมองรอบ ๆ ดูว่ามีกลุ่มคนที่น่าสงสัยหรือไม่
อู่เชียนเชียนเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ นางเดินหน้ามาแล้วกล่าวเสียงเบา “ดูเหมือนจะมีคนจ้องมองเราจากด้านหลังเจ้าค่ะ”
ด้านหลังของพวกเขาคือภัตตาคารอี่หง
ซ่งชิงหลันหัวใจเต้น ‘ตึกตัก!’ หรือว่า…
ไป๋เย่หานหันหน้าไปมอง ดวงตาคมเฉี่ยวราวกับเหยี่ยวที่ดุร้ายจ้องมองไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ชั้นสองของภัตตาคารอี่หงเขม็ง มีร่างหนึ่งที่หลบไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งรู้สึกได้ว่าภัยอันตรายหายไปแล้ว ไป๋เย่หานจึงกล่าวขึ้น “ไปกันเถิด”
จากนั้นทั้งสามคนก็รีบเดินกลับไปที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายฝั่งตรงข้าม
จนกระทั่งร่างของพวกเขาหายไปในถนนหย่งอัน ในหน้าต่างบานหนึ่งตรงชั้นสองของภัตตาคารอี่หงก็ปรากฏร่างสองร่าง ร่างหนึ่งสีแดง อีกร่างหนึ่งสีดำ
แม่นางหงยืนอยู่ตรงหน้าต่าง หรี่ดวงตาลึกลับคู่นั้นจ้องมองที่ร่างทั้งสาม มุมปากเผยรอยยิ้มที่คลุมเครือ
ชายชุดดำข้าง ๆ คือชายอายุสามสิบเศษคนก่อนหน้า เขามองแม่นางหง พลางขมวดคิ้วเครียด “แม่นางหง ท่านจะปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้หรือ”
“หากไม่ปล่อยไปจะทำอันใดได้เล่า” ดวงตาคู่งามของแม่นางหงเลื่อนมามองชายหนุ่มอย่างเย็นชา “เหล่าเฮย เจ้าคิดว่าความสามารถของเจ้าและข้าสองคนจะจัดการหานอ๋องได้หรือ เจ้านี่ช่างไม่รู้จักประมาณตนเกินไปแล้ว”
ที่แม่นางหงพูดไม่ผิด หากแต่ในใจเหล่าเฮยยังคงไม่ยอมรับ “แต่ว่า พวกนั้นมาหาถึงที่ แล้วจะ…”
“ข้าเดาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าซ่งชิงหลันจะต้องมาหาถึงที่ เช่นนั้นก็ดี แสดงอำนาจให้นางเห็นเสียหน่อย ทำลายความฮึกเหิมของนาง นางจะได้ไม่คิดว่าตนเองนั้นเก่งกาจที่สุดในเมืองหลวง ขอเพียงพวกเราเอาชนะภัตตาคารอวิ๋นหลายได้ เช่นนั้นเราก็จะเป็นที่หนึ่งของเมืองหลวง”
“เช่นนั้นเมื่อครู่พวกเขาชิมอาหารของพวกเราแล้ว จะส่งผลอันใดกับพวกเราหรือไม่”
แม่นางหงดวงตาเย็นวาบ และออกคำสั่ง “เจ้าต้องจับตาดูห้องครัวไว้ให้ดี จะปล่อยให้ภัตตาคารอวิ๋นหลายมีโอกาสลืมตาอ้าปากไม่ได้เด็ดขาด แล้วก็…”
ขณะกล่าว แม่นางหงเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาอีกคน “ข้าว่าซ่งชิงหลันผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกได้ง่าย ๆ ตอนนี้ต้องระวังสิ่งที่เราทำให้มากหน่อย ให้นางรู้ไม่ได้เด็ดขาด”
“ข้าเข้าใจแล้ว เรื่องนี้ข้าจะติดตามด้วยตนเองขอรับ”
“อืม” แม่นางหงพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นโบกมือแล้วกล่าว “ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้าไปเถิด”
แม่นางหงมองภัตตาคารอวิ๋นหลายฝั่งตรงข้ามเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเห็นสภาพรกร้างที่หน้าประตูร้าน นางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ยอดหญิงอันใดกัน สุดท้ายก็ต้องมาพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือข้า”
กล่าวจบ นางก็ปิดหน้าต่างลง แล้วหายไป
พวกซ่งชิงหลันที่เพิ่งกลับมาถึงภัตตาคารอวิ๋นหลาย หลิวกุ้ยเสียกับซ่งอวิ๋นเฟิงที่เห็นดังนั้นก็เดินมาหาอย่างร้อนรน “เป็นอย่างไร เป็นอย่างไรบ้าง หลันหลัน เมื่อครู่เจ้าไปภัตตาคารอี่หงมา สถานการณ์ทางด้านนั้นเป็นอย่างไร”
อู่เชียนเชียนมุ่ยปาก มองรอบ ๆ ชั้นหนึ่งและเห็นว่าไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ที่นั่นต่างกับร้านของเราราวกับฟ้ากับเหว ภัตตาคารอี่หงแทบไม่มีโต๊ะว่างเลยเจ้าค่ะ”
พ่อลูกฟางโย่วลี่เดินออกมาจากในครัว
เขาขมวดคิ้ว กล่าวด้วยใบหน้าไม่อยากจะเชื่อ “พ่อครัวของภัตตาคารอี่หงผู้นั้นเก่งกล้ามาจากที่ใดกัน จึงสามารถทำอาหารที่อร่อยกว่าภัตตาคารอวิ๋นหลายของเราได้ ข้าอยากจะรู้จริง ๆ”
เขาถือว่าตนเป็นผู้มีประสบการณ์โชกโชนในด้านการทำอาหารมากแล้ว เมื่อก่อนนี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ยิ่งเมื่อได้พบกับซ่งชิงหลัน ฝีมือการทำอาหารของเขายิ่งยอดเยี่ยมขึ้นจากการค้นคว้าอาหารกับซ่งชิงหลัน เขาคิดไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าในแวดวงนี้ยังมีผู้ใดที่จะทำอาหารได้อร่อยกว่าพวกเขาอีก
“อาจารย์ฟาง ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝีมือการทำอาหารหรอกเจ้าค่ะ” ซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นมองชายชราอย่างลึกซึ้ง
ทุกคนงุนงงขึ้นมาในทันใด และนั่งล้อมรอบซ่งชิงหลัน
ซ่งชิงหลันกล่าวทีละคำ ๆ “เมื่อครู่ข้าชิมอาหารของภัตตาคารอี่หงมาแล้ว อาหารของเขานั้นคล้ายคลึงกับของเรามากจริง ๆ แต่ข้าบอกได้เลยว่า อาหารที่พวกเขาทำนั้นอร่อยไม่เท่าอาหารที่พวกเราทำเลย”