ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 466 เจ้าน่ะโลกแคบ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 466 เจ้าน่ะโลกแคบ
บทที่ 466 เจ้าน่ะโลกแคบ
กู่เยียนหรานเป็นคนกระทำการใดเชิงรุก หากพูดว่าจะทำแล้วย่อมเป็นตามนั้น นางบอกลาพวกซ่งชิงหลันทันที แล้วลากซ่งชิงเป่ยจากไป
อู่เชียนเชียนมองร่างทั้งสองที่จากไป อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “เยียนหรานช่างเป็นคนใจกว้างเสียจริง ให้ผู้ชายของตัวเองไปขอให้ศัตรูหัวใจช่วยเหลือ ในหัวนางมีความคิดอะไรอยู่กันแน่นะ”
หากเปลี่ยนเป็นนาง นางคงหาวิธีขัดขวางไม่ให้พวกเขาพบกันไปแล้ว
ซ่งชิงหลันยิ้ม “เยียนหรานเป็นคนใจกว้าง จิตใจบริสุทธิ์ และที่สำคัญที่สุด นางเชื่อในตัวชิงเป่ย ข้าเชื่อว่าน้องชายของข้าจะต้องนั่งตักไม่หวั่นไหว[1]*เป็นแน่”
“ข้ารู้ว่าชิงเป่ยเป็นคนอย่างไร เพียงแต่มีศัตรูหัวใจยิ่งใหญ่เช่นนี้มาอยู่ตรงหน้า อย่างไรก็ต้องมีความรู้สึกรำคาญไม่สบายใจอยู่บ้าง”
ซ่งชิงหลันกะพริบตาอย่างหยอกล้อ “เจ้านี่นะ โลกแคบไปแล้ว”
“โลกแคบก็โลกแคบสิ อย่างไรข้าเองย่อมไม่ยอมก้มหัวให้ความไม่ถูกต้อง พี่ชิงหลัน ท่านเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ” พูดจบ นางขยิบตาให้ซ่งชิงหลัน
นางไม่เคยลืมว่าตอนนั้นซ่งชิงหลันรับมือกับหลิวหรูเยว่ที่เป็นศัตรูหัวใจอย่างไร
ซ่งชิงหลันผงะไป “สถานการณ์ของข้าไม่เหมือนกันนี่ หลิวหรูเยว่ผู้นั้นในใจมีแต่ความคิดชั่วร้าย แต่ชิงชิงน่ะไม่เหมือนกัน เจ้ากับข้าก็รู้ดี นางเป็นหญิงสาวใสซื่อบริสุทธิ์ เพียงแต่มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินไป ไม่ได้มีความคิดชั่วร้ายอันใดเลย ดังนั้นแล้วที่เยียนหรานวางใจนางถึงเพียงนี้ เพราะมีเหตุผลของนาง”
“จะว่าไปก็ถูก” อู่เชียนเชียนพยักหน้าเห็นด้วย “อ้อ จริงสิ ข้าเองต้องกลับก่อน ตอนข้าออกมายังไม่ได้บอกซื่อโม่วเลย”
กล่าวจบ นางลุกขึ้นแล้วจากไป
คนในภัตตาคารอวิ๋นหลายเองก็เริ่มแยกไปทำงานของตนแล้ว
เหลือเพียงไป๋เย่หานที่ยังนั่งอยู่ ซ่งชิงหลันจึงหันหน้าไปมองและพบว่าเขาเอาแต่มองตนอย่างสนอกสนใจมาโดยตลอด
“ท่าน… เหตุใดท่านต้องมองข้าเช่นนั้นด้วย” ซ่งชิงหลันยกมือลูบหน้าตน “หน้าของข้ามีอะไรติดอยู่หรือ”
“ไม่มี” ไป๋เย่หานจับมือของนางแบบไม่ทันตั้งตัว จากนั้นเข้าใกล้ข้างกายนางแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ กล่าวพร้อมดวงตาที่ร้อนแรงดั่งไฟ “ข้าชอบดูท่าทางของพระชายายามที่หึงหวงข้า”
บทสนทนาเมื่อครู่ของนางและอู่เชียนเชียน อดไม่ได้ที่จะทำให้เขานึกถึงความหึงหวงของซ่งชิงหลันที่มีต่อหลิวหรูเยว่ และท่าทางเช่นนี้ก็เพิ่งปรากฏขึ้นยามที่อยู่ภัตตาคารอี่หง ช่างน่ารักเสียจริง
นี่พิสูจน์ได้ว่าพระชายาของเขาใส่ใจตนอย่างมาก
ซ่งชิงหลันกลอกตาให้อีกฝ่าย “ไปไกล ๆ เลย! ท่านชอบทำหน้าเจ้าชู้ใส่ข้าอยู่เรื่อย ข้าจะบอกให้นะ คราวหน้าหากพบแม่นางหงอะไรนั่นอีก ท่านจะต้องเดินอ้อม!”
จากสัมผัสที่หกของผู้หญิง นางดูออกว่าแม่นางหงมีใจให้ไป๋เย่หาน อีกทั้งยังมีใจอย่างมากเสียด้วย
ความกระหายในร่างกายของนางนั้นชัดเจนเกินไป
และอีกอย่าง หญิงผู้นั้นมีเสน่ห์เหลือล้น ไหนจะท่าทางยั่วยวนนั่นอีก เป็นผู้หญิงประเภทที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะชื่นชอบไม่มีผิดเพี้ยน ถึงแม้นางจะเชื่อมั่นในความรู้สึกของไป๋เย่หานที่มีต่อนาง แต่นางก็ไม่อาจจะไว้ใจปีศาจยั่วสวาทผู้น่ารำคาญอย่างแม่นางหงได้
ไป๋เย่หานมองท่าทางหงุดหงิดอันน่าเอ็นดูของพระชายาก็อดหัวเราะออกมาเสียไม่ได้ เขากล่าวหยอกเย้า “นี่พระชายาหึงอีกแล้วหรือ”
ซ่งชิงหลันไม่ได้เขินอาย นางกล่าวตอบอย่างมั่นใจ “ใช่! ถูกต้อง! ข้าหึง ใครใช้ให้ท่านมองนางเพียงนั้นเล่า”
“ฮ่า ๆ ๆ…” ไป๋เย่หานหัวเราะร่า “เมื่อครู่ที่ข้ามองนาง เพราะคิดว่านางดูคุ้นตาเล็กน้อย ราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน อีกทั้งยังเป็นศัตรูไม่ใช่มิตร พระชายาเองก็รู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่หรือ”
“อืม ถูกต้อง” ซ่งชิงหลันเองรู้สึกเช่นนี้จริง ๆ
จากนั้นนางมองไป๋เย่หานอย่างจริงจังอีกครั้ง “ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ต่อไปท่านก็ต้องอยู่ไกล ๆ นางอยู่ดี”
นางรู้สึกเพียงว่าแม่นางหงผู้นี้อันตราย
“ได้สิ ข้าเชื่อฟังพระชายา” ไป๋เย่หานพยักหน้า จากนั้นก็เข้าไปใกล้ซ่งชินหลันจนแนบชิด ริมฝีปากบางนั้นราวกับว่าจะเข้าไปแนบกับใบหน้าของนาง
ถึงแม้จะใกล้ชิดกันมาหลายครั้ง แต่ซ่งชิงหลันก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดง
ดวงใจเล็ก ๆ ของนางเต้นตึกตักขึ้นมา ผลักอกแกร่งของเขาออกด้วยใบหน้าเขินอาย “ไป๋เย่หาน ท่านอย่ามาสร้างเรื่อง ที่นี่มีคนตั้งมากมายนะ”
แม้เขาเป็นคนหน้าหนา แต่นางหน้าบางนะ
“เอ๋ ข้าขอดูก่อนสิว่ายังมีใครดูอยู่อีกไหม” กล่าวจบ ดวงตาของไป๋เย่หานก็เย็นเยียบ ดวงตาเฉี่ยวคมกวาดมองทุกคนที่อยู่ในพื้นที่อย่างรวดเร็ว
ดวงตาของเขานั้นแตกต่างเป็นพิเศษ เหล่าคนงานสองสามคนที่ยังทำงานอยู่ชั้นหนึ่งถูกมองเสียจนรู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงอยู่ด้านหลัง
“ไอ้หยา ข้าไปดูที่ครัวก่อนดีกว่าว่าทำอาหารเสร็จหรือยัง”
“โต๊ะกับเก้าอี้ตรงนี้ ข้าเช็ดจนสะอาดหมดแล้ว เช่นนั้นข้าไปกวาดพื้นที่ด้านหลังดีกว่า”
“ข้า… ข้าไปช่วยที่ครัวด้วยแล้วกัน”
“รอข้าด้วย ข้าไปด้วย ๆ…”
เพียงไม่นาน คนงานเหล่านั้นหนีหายไปในพริบตา
ยามนี้ ซ่งชิงหลันเขินอายยิ่งกว่าเดิม
นางเบิกตากว้าง ถลึงตามองไป๋เย่หาน “เพราะท่านนั่นแหละ!”
ไป๋เย่หานตีหน้าซื่อ “ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!”
“ท่านไม่ได้ทำอะไร แต่ทำทุกอย่างเลย!” ซ่งชิงหลันดิ้นออกจากอกของชายหนุ่ม และลุกขึ้นเดินไปที่ห้องส่วนตัวตรงชั้นสอง
ไป๋เย่หานมองตามหลังของนางที่จากไปก็กระวนกระวายขึ้นมา “นี่เจ้าจะไปไหนกัน”
ซ่งชิงหลันไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา “ไปคิดแผนรับมือ”
ไป๋เย่หานสีหน้าหม่นหมองขึ้นมาทันควัน แล้วความใกล้ชิดที่คุยกันไว้เล่า
อีกด้านหนึ่ง
คำสัญญาที่กู่เยียนหรานกล่าวเอาไว้ที่ภัตตาคารอวิ๋นหลาย นี่ทำให้ซ่งชิงเป่ยลำบากนัก
เขารู้จักอันชิงชิงดี เดิมทีที่กู่เยียนหรานให้นางมาพักที่บ้านของพวกเขา เขาก็ไม่สบายใจมากพอแล้ว ตอนนี้จะให้เขาไปขอให้นางช่วยอีก จากที่เขารู้จักอันชิงชิงมา นางจะต้องยิ่งแข็งข้อ ถือโอกาสยื่นข้อเสนอที่ล้ำเส้นเป็นแน่
ระหว่างทางกลับบ้าน กู่เยียนหรานเห็นสีหน้าอมทุกข์ของซ่งชิงเป่ยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “ดูเจ้าสิ หน้ายับหน้าย่นไปหมดแล้ว เพียงแค่ให้เจ้าไปคุยกับชิงชิงหน่อยเท่านั้นเอง เหตุใดเจ้าต้องกลัวเพียงนั้นด้วย หรือว่านางจะจับเจ้ากินหรือ”
“นางไม่เพียงแต่จะกินข้า แต่กินแบบไม่ให้เหลือกระดูกเลยด้วย!” ซ่งชิงเป่ยพูดด้วยสีหน้าเกินจริง
เขาท่องยุทธภพมาหลายปี พบเจอคนมามากมาย เข้ากับคนได้ง่ายราวกับปลากระดี่ได้น้ำมาโดยตลอด
มีเพียงแต่อันชิงชิงเท่านั้นที่ไม่ว่าเขาจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็ง ก็ไม่อาจทำอะไรนางได้เลย
คิดถึงเรื่องนี้ ซ่งชิงเป่ยยู่ปากอย่างคับข้องใจ “เยียนหราน ผู้หญิงคนอื่นมีแต่กังวลว่าผู้ชายของตนจะไปมีอะไรคลุมเครือกับหญิงอื่น เจ้าก็รู้อยู่ว่าชิงชิงมีใจให้ข้า แต่เจ้ายังจะผลักข้าไปหานางอีก นี่เจ้าไม่ชอบข้าเลยอย่างนั้นหรือ”
“คิก ๆ!”
กู่เยียนหรานหัวเราะออกมา “ซ่งชิงเป่ย เจ้าเปลี่ยนเป็นคนไร้เหตุผลตั้งแต่เมื่อไรกัน”
[1] นั่งตักไม่หวั่นไหว หมายถึง ผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่