ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 467 เป็นห่วงความรู้สึกนางมากเกินไป
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 467 เป็นห่วงความรู้สึกนางมากเกินไป
บทที่ 467 เป็นห่วงความรู้สึกนางมากเกินไป
ซ่งชิงเป่ยพูดไม่ออกในทันที
เขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใดอยู่ ๆ ตนจึงเป็นถึงเพียงนี้ได้ น่าจะเพราะเป็นห่วงความรู้สึกนางมากเกินไปกระมัง คนเราพอมีความสัมพันธ์แล้ว ก็จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
คิดถึงตรงนี้ เขายกยิ้มมุมปากอย่างขมขื่น
กู่เยียนหรานเห็นท่าทางเช่นนี้ของสามีก็กังวลขึ้นมา นางจับมือเขาไว้แล้วกล่าวอธิบาย “ข้าไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจเจ้า แต่เพราะข้ารู้ว่าเจ้ารักข้าเพียงคนเดียว อีกอย่าง ข้าเองก็ดูออกว่าเจ้านั้นมองชิงชิงเป็นน้องสาวมาโดยตลอด ในใจลึก ๆ ของเจ้าย่อมไม่อยากจะทำร้ายน้องสาวคนนี้ไม่ใช่หรือ”
คำพูดของนางนั้นแทงใจดำของเขาทั้งหมด
ซ่งชิงเป่ยพยักหน้า
กู่เยียนหรานพูดต่อ “ข้าคิดว่าแทนที่เจ้าจะหลบหน้านางเช่นนี้ ยิ่งทำให้นางไม่อาจปล่อยเจ้าไปได้ เช่นนั้นไม่ใช่ว่านี่จะยิ่งทำให้นางเสียเวลาหรอกหรือ หากเจ้าใจกว้างและมั่นใจเสียหน่อย มันก็จะดีกับทั้งเจ้าและชิงชิง เจ้าคิดอย่างไร”
“อืม เจ้าพูดถูก ข้าจะเชื่อเจ้า”
ทั้งสองคนกลับไปที่บ้านด้วยกัน
วันนี้กู่เยียนหรานให้พ่อบ้านที่เรือนเตรียมอาหารมากเป็นพิเศษ
บนโต๊ะอาหารมื้อเย็น มีเพียงซ่งชิงเป่ย กู่เยียนหราน อันชิงชิงและซ่างกวนจิ่งหง สี่คนเท่านั้น
อันชิงชิงมองอาหารเต็มโต๊ะใหญ่ อดไม่ได้ที่จะถอนใจ “ไอ้หยา… ของอร่อยมากมายเพียงนี้ พวกเราแค่สี่คนจะกินหมดหรือ”
กู่เยียนหรานยิ้ม “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าชอบกินอันใด จึงให้ทางครัวเตรียมไว้เยอะหน่อย”
“เจ้าวางใจเถิด เยียนหรานเป็นคนกินเก่งมาก อาหารเหล่านี้นางกินหมดแน่” ซ่งชิงเป่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
อันชิงชิงมองท่าทางอวดภรรยาอย่างภูมิใจของชายหนุ่ม ในใจก็โกรธมาก
นางมุ่ยปาก กล่าวออกมาด้วยท่าทางแปลก ๆ “กินเยอะเป็นข้อดีได้อย่างไร นี่เจ้ากำลังเลือกแม่หมูอยู่หรือ นางมีค่าให้เจ้าโอ้อวดเพียงนั้นเชียว ช่างตาไม่มีแววเสียจริง”
กู่เยียนหรานกับซ่งชิงเป่ยก็มองหน้ากันทันที
ซ่งชิงเป่ยสีหน้าเคร่งขรึมในทันใด อ้าปากคิดจะพูดบางอย่าง หากแต่กู่เยียนหรานไม่รอให้เขาเอ่ยปาก นางจับมือของเขาเอาไว้แล้วส่ายหน้า เป็นสัญญาณว่าอย่าใจร้อน
ซ่างกวนจิ่งหงที่อยู่ข้าง ๆ คีบเนื้อไก่ใส่ปากอย่างใจเย็น หลังจากกินอย่างช้า ๆ แล้ว ก็วางตะเกียบลง กวาดตามองอันชิงชิงอย่างเรียบเฉย กล่าวออกมาประโยคหนึ่งอย่างไม่เจ็บไม่คัน “แม่นางอันไม่เคยได้ยินว่าคนกินเก่งนับเป็นโชคหรือ”
อันชิงชิงผงะไป นางถลึงตามองซ่างกวนจิ่งหง แล้วกล่าวเบา ๆ “ท่านกินอิ่มแล้วหรืออย่างไร กินของตนเองไปเถิด จะพูดมากไปเหตุใด”
จากนั้น ลอบขยิบตาเป็นสัญญาณให้เขา “ท่านอยู่ข้างไหนกันแน่ อย่าลืมสิว่าเราเป็นพวกเดียวกัน”
ซ่างกวนจิ่งหงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตานั้น ทั้งยังกินข้าวสนใจเพียงเรื่องของตน
อันชิงชิงลนลานขึ้นมาโดยพลัน ราวกับสมองนางโดนลาถีบไปเสียแล้ว เหตุใดตอนนั้นนางจึงคิดจะมาเป็นพันธมิตรกับเจ้าคนโง่นี่ด้วย
นางโกรธมาก แต่ทำได้เพียงแค่เอาความโกรธไปลงกับอาหาร
อันชิงชิงเห็นว่าตะเกียบของซ่างกวนจิ่งหงกำลังจะคีบหมูผัดเปรี้ยวหวาน ก็ยกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย และยื่นตะเกียบออกไป คีบหมูผัดเปรี้ยวหวานชิ้นนั้นที่อีกฝ่ายกำลังมองอยู่ไปก่อนเอาใส่ปากทันที
นางยังมองซ่างกวนจิ่งหงอย่างสะใจ “อืม หมูผัดเปรี้ยวหวานนี่อร่อยจริง ๆ”
ซ่างกวนจิ่งหงนั่งนิ่ง และโพล่งออกมาอย่างราบเรียบ “น่าเบื่อ”
อันชิงชิงโกรธขึ้นมา
ว่าอันใดนะ กล้ามาบอกว่าข้าน่าเบื่อหรือ ได้ เช่นนั้นข้าจะทำตัวน่าเบื่อของจริงให้ดู
จากนั้น ทุกครั้งที่ซ่างกวนจิ่งหงจะคีบอาหาร อันชิงชิงก็จะแย่งอาหารออกจากตะเกียบเขาเสมอ
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปเช่นนั้น จนซ่างกวนจิ่งหงอดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมา
และได้เรียนรู้ท่าทางของอันชิงชิง แย่งอาหารของนางมาบ้าง
เช่นนั้นเอง สงครามแย่งอาหารด้วยตะเกียบก็เริ่มขึ้นกลางโต๊ะอาหาร
กู่เยียนหรานและซ่งชิงเป่ยที่อยู่ข้าง ๆ เห็นภาพนั้นก็พูดอันใดไม่ออก ทั้งสองลืมกินข้าวกันเสียสนิท
สุดท้ายแล้วอาหารมื้อนี้ มีส่วนหนึ่งที่ลงท้องของอันชิงชิงและซ่างกวนจิ่งหงไป และส่วนใหญ่ล้วนตกลงบนโต๊ะตอนที่พวกเขาแย่งอาหารกัน จนเรียกได้ว่าเละเทะ
เมื่อผลแพ้ชนะออกมา อันชิงชิงกินอย่างอิ่มหนำ นางลูบพุงกลม ๆ ของตนด้วยสีหน้าพึงพอใจ เรอออกมาหนึ่งครั้งแล้วกล่าวอย่างมีความสุข “ฮ่า กินอิ่มมากเลย! อาหารมื้อนี้สุดยอดจริง ๆ”
แม้นางจะมีความสุข หากแต่สีหน้าของคนบางคนกลับโกรธเสียจนหน้าเขียว
อันชิงชิงมองสีหน้าอับอายของซ่างกวนจิ่งหงแล้วลอบยิ้ม “เอาเถิด ข้ารู้แล้ว ข้าจะกลับไปพักที่ห้องก่อนละ”
เมื่อเห็นว่านางจะจากไปแล้ว กู่เยียนหรานจึงเตะซ่งชิงเป่ยที่ใต้โต๊ะอย่างแรง
“โอ๊ย!”
ซ่งชิงเป่ยร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เขามองกู่เยียนหรานด้วยสีหน้าคับข้องใจ
ส่วนกู่เยียนหรานถลึงตามองอีกฝ่าย “เจ้ายังมัวอ้ำอึ้งอันใดอยู่ ชิงชิงจะไปแล้ว…”
หากแต่อันชิงชิงที่ได้ยินเสียงซ่งชิงเป่ยร้องลั่น ก็หันหน้ามามองและกล่าวด้วยสีหน้ากังวล “เสี่ยวเป่ย เจ้าเป็นอันใดไป”
“ข้า…” ซ่งชิงเป่ยอ้อมแอ้ม พูดอันใดไม่ออก
กู่เยียนหรานมองอย่างกระวนกระวาย นางอดไม่ได้แล้วจริง ๆ จึงได้เอ่ยปากแทนเขา “ชิงเป่ยมีเรื่องอยากคุยกับเจ้า”
“อย่างนั้นหรือ” อันชิงชิงมองซ่งชิงเป่ยอย่างคาดหวัง
ซ่งชิงเป่ยที่ถูกไล่เป็ดขึ้นชั้น[1]*แล้ว ทำได้แค่กัดฟัน เขาเม้มปากยกยิ้มอันแข็งทื่อ “ใช่ ใช่แล้ว ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะคุยกับเจ้าตามลำพัง”
คำว่าคุยตามลำพังนี้ ทำให้ในใจของอันชิงชิงเริงร่าอย่างมาก
นางเด้งตัวอย่างมีความสุข “ได้สิ! ได้สิ! เราไปกันเถิด!”
นางจับมือของซ่งชิงเป่ยแล้วจากไป
กู่เยียนหรานเมินเฉยต่อสีหน้าขมขื่นของเขา ทั้งยังมีท่าทางยินดีกับความโชคร้ายของอีกฝ่าย
คนฉลาดอย่างซ่างกวนจิ่งหงย่อมดูออกนานแล้วว่าพวกเขากำลังเล่นละครกันอยู่ เขาส่ายหน้าแล้วลอบยิ้มออกมา
รอจนกระทั่งโถงใหญ่นั้นเหลือเพียงกู่เยียนหรานและซ่างกวนจิ่งหง กู่เยียนหรานก็ปรับอารมณ์เสียหน่อย กำลังคิดจะเอ่ยปาก
แต่คิดไม่ถึง กลับเป็นซ่างกวนจิ่งหงที่ชิงพูดออกมาก่อน “ว่ามาเถิด มีเรื่องอันใด”
กู่เยียนหรานผงะไปทันที “ซ่างกวน เหตุใดท่านจึงรู้ว่าข้ามีเรื่องจะพูดกับท่านเล่า”
“ข้าไม่ได้โง่เหมือนอันชิงชิงนะ” ซ่างกวนจิ่งหงยิ้มบาง ๆ “เจ้ากับซ่งชิงเป่ยจงใจทำอาหารมื้อใหญ่ ไม่ใช่เพราะมีเรื่องจะขอพวกข้าหรอกหรือ ว่ามาเถิด มีเรื่องอันใดกันแน่”
กู่เยียนหรานยิ้มแห้ง แน่นอน คุยกับคนฉลาดย่อมสบายใจ
ดังนั้น นางจึงนำเรื่องที่จะขอให้พวกเขาแทรกตัวเข้าไปในภัตตาคารอี่หงเพื่อสืบเรื่องราวบอกกล่าวกับซ่างกวนจิ่งหงอย่างละเอียด
หลังซ่างกวนจิ่งหงฟังจบก็ขมวดคิ้ว ไม่ได้กล่าวอันใด
กู่เยียนหรานกลืนน้ำลายอย่างประหม่า “ท่านว่าอย่างไร”
“ได้ ข้ายินดีจะช่วยเจ้า”
[1] ไล่เป็ดขึ้นชั้น หมายถึง ถูกบังคับให้ฝืนใจทำ