ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 468 เจ้าอยากจะพูดอันใดกับข้าหรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 468 เจ้าอยากจะพูดอันใดกับข้าหรือ
บทที่ 468 เจ้าอยากจะพูดอันใดกับข้าหรือ
อีกด้านหนึ่ง
หลังซ่งชิงเป่ยและอันชิงชิงเดินออกมาจากโถงใหญ่ พวกเขานั่งลงตรงเก้าอี้หินเล็ก ๆ ตรงลานบ้าน
อันชิงชิงยามนี้มีใบหน้าสดใสเต็มไปด้วยความสุข นางมองซ่งชิงเป่ยด้วยรอยยิ้มที่เปล่งประกาย “เสี่ยวเป่ย ว่ามาเถิด เจ้าอยากจะพูดอันใดกับข้าหรือ”
หลังจากกล่าวจบ นางยังก้มหน้าด้วยสีหน้าเขินอาย
ซ่งชิงเป่ยเห็นท่าทางเช่นนี้ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาสองเท่า
นางเป็นเช่นนี้จะให้เขาพูดต่อไปได้อย่างไรเล่า
“เอ่อ… คือว่า… ข้า…”
“ให้ข้าเดาก่อน…” ไม่รอให้ซ่งชิงเป่ยกล่าวจบ อันชิงชิงก็ขัดจังหวะเขาเสียก่อน ทั้งยังกล่าวด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “ในที่สุดเจ้าก็พบว่ากู่เยียนหรานไม่เหมาะกับเจ้าแล้วใช่หรือไม่ เจ้าจึงอยากจะมาอยู่กับข้า ใช่หรือไม่?”
“อันใดนะ” ซ่งชิงเป่ยชะงักไป นี่มันอันใดกัน?
อันชิงชิงเห็นการตอบสนองของเขาก็รู้ว่าเรื่องราวไม่ได้เหมือนกับที่ตนเองจินตนาการไว้ จึงอดไม่ได้ที่จะมุ่ยปากแล้วกล่าวอย่างโมโห “ไม่ใช่หรือ เช่นนั้นเจ้าจะคุยอันใดกับข้ากัน”
ซ่งชิงเป่ยยิ้ม “ความจริง ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะขอให้เจ้าช่วย…”
จากนั้น ซ่งชิงเป่ยเล่าเรื่องแผนการของพวกเขาให้อันชิงชิงฟังอย่างละเอียด
หลังอันชิงชิงฟังจบ นางก็ไม่สู้ดี “ข้าว่าแล้ว เจ้าจะอยากคุยกับข้าตามลำพังโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร ที่แท้ก็มีเรื่องอยากขอร้องข้า เฮอะ…”
นางหมุนตัวหนีอย่างไม่พอใจ ดูท่าจะไม่สามารถโน้มน้าวได้เลย
ซ่งชิงเป่ยถอนหายใจเบา ๆ ครั้งหนึ่ง “ไม่เป็นไร หากเจ้าไม่อยากช่วยก็ไม่เป็นไร ข้าขอตัวก่อน”
“นี่! รอเดี๋ยว!” อยู่ ๆ อันชิงชิงก็หมุนตัวกลับมารั้งเขาไว้ “ผู้ใดบอกว่าข้าไม่ยินดีช่วยเล่า”
“เจ้าตกลงจะช่วย?”
“เจ้าอย่าดีใจเร็วเกินไป…” อันชิงชิงมุ่ยปาก “อย่าเข้าใจผิดนะ ข้าเพียงแค่เห็นแก่พี่ชิงหลันเท่านั้น พี่ชิงหลันเป็นคนดี อีกทั้งยังดูแลข้าอย่างดี พวกเราชาวยุทธภพให้ความสำคัญกับความภักดีที่สุด หากนางต้องการสิ่งใด ข้าย่อมเต็มใจทำโดยไม่ปฏิเสธ”
“ได้ ๆ ๆ ไม่ว่าเจ้าจะทำเพื่อผู้ใด ขอเพียงช่วยได้ก็ดีแล้ว”
วันต่อมา ซ่งชิงหลันมาตั้งแต่เช้าตรู่
นางอยากจะแต่งตัวให้พวกเขาดี ๆ เสียหน่อย
เพราะตั้งแต่ไปภัตตาคารอี่หงครั้งก่อน ซ่งชิงหลันก็พอดูออก ว่าที่นั่นเป็นที่ที่มองคนแล้วยกอาหารให้[1]* พวกเขามีมาตรฐานของตัวเอง จะแบ่งลูกค้าเป็นระดับชั้นต่าง ๆ เพื่อดูแล
มีเพียงการแต่งตัวเป็นคนใหญ่คนโตสูงส่งและมีเงินเท่านั้น ที่จะสืบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้
ซ่างกวนจิ่งหงย่อมไม่จำเป็นต้องพูดมาก เขาเกิดจากครอบครัวร่ำรวย จึงมีบุคลิกแบบคุณชายสูงศักดิ์ที่สวรรค์สร้างโดยธรรมชาติ
แต่อันชิงชิงนี่สิ ตั้งแต่เด็ก นางก็โตมาจากบนเขา ทั้งยังใช้ชีวิตอยู่กับพวกชาวบ้านไม่มีการศึกษา ไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยอันใดมาโดยตลอด จึงต้องแต่งตัวให้ดีเสียหน่อย
ซ่งชิงหลันนำเสื้อผ้าและเครื่องประดับเงินทองมามากมาย แต่งตัวให้อันชิงชิงใหม่ร่วมกับกู่เยียนหราน
หลังจากเลือกชุดกระโปรงสีชมพูปักลายลูกท้อได้แล้ว ซ่งชิงหลันก็เริ่มทำผมให้นาง
นางเขียนคิ้วให้อันชิงชิงพลางกล่าวอย่างนุ่มนวล “ชิงชิง เจ้าจะต้องจำไว้ให้ดีนะ ตอนนี้เจ้าคือหญิงสาวจากตระกูลร่ำรวย พูดจาจะต้องใช้เสียงอ่อนหวานและบางเบา ทุก ๆ การเคลื่อนไหวจะต้องสำรวม เจ้าต้องจำการตั้งค่าของเจ้าให้ดี เข้าใจหรือไม่”
“การตั้งค่าหรือ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ” อันชิงชิงมองนางด้วยสีหน้าสงสัย
กู่เยียนหรานเองก็อยากรู้เช่นกัน
“เอ่อ… ก็คือ… หมายถึงฐานะน่ะ” ซ่งชิงหลันยิ้ม “ข้าหมายความว่า เจ้าต้องจดจำฐานะคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยของเจ้าให้ดี อย่าให้พวกเขาเห็นข้อบกพร่อง เข้าใจหรือไม่”
“ไอ้หยา! แน่นอน! ข้ารู้เจ้าค่ะ” อันชิงชิงโบกมืออย่างสบาย ๆ
ซ่งชิงหลันเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางก็ขมวดคิ้วทันที
ทันใดนั้นอันชิงชิงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ รีบเปลี่ยนน้ำเสียง ให้เข้ากับบทบาท และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่ชิงหลัน”
ซ่งชิงหลันและกู่เยียนหรานสบตากันแล้วยิ้ม “ต้องเช่นนี้สิ”
อันชิงชิงในยามปกติไม่สนใจเรื่องกิริยามารยาท เหมือนพวกผู้ชาย คิดไม่ถึงว่าหลังจากผ่านการแต่งตัวอย่างดีแล้วจะดูเฉลียวฉลาดน่ารักอย่างมาก ราวกับเด็กสาวชนชั้นสูง
ตอนที่ซ่างกวนจิ่งหงเห็นนาง เขาถึงกับตะลึงไปเล็กน้อย แทบจะจำนางไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
อันชิงชิงเดินมาตรงหน้าชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ มองสีหน้าตะลึงงันของเขาและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “เหตุใดท่านจึงมองข้าเช่นนั้น หรือว่าข้าแต่งตัวแปลกมากเลยหรือ”
ซ่างกวนจิ่งหงละสายตากลับมา คลี่ใบพัดแล้วกล่าวเบา ๆ “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง คิดไม่ถึงว่าพอเจ้าแต่งตัวแล้วเหมือนผู้หญิงเหลือเกิน”
“อันใดคือเหมือนผู้หญิง เดิมทีข้าก็เป็นผู้หญิงนะ ท่านพูดอันใดเนี่ย หากพูดไม่เป็นก็ไม่ต้องพูด” อันชิงชิงจ้องมองเขาอย่างโกรธเกรี้ยว
หากไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่ในตอนนี้ส่งผลต่อการแสดงออกของนาง นางจะต้องเดินไปทะเลาะกับเขาเป็นแน่
ซ่างกวนจิ่งหงเองก็รู้ว่าตนผิดจึงเปลี่ยนประเด็น “เอาเถิด พวกเรามาทำเรื่องสำคัญกันก่อน”
“เฮอะ! ข้าไม่เถียงกับท่านแล้ว!” อันชิงชิงมุ่ยปาก
ทั้งสองคนดูอย่างไรก็เข้ากันไม่ได้เสียเลย
ซ่งชิงเป่ยจึงกังวลขึ้นมา เขาดึงแขนเสื้อของซ่งชิงหลันแล้วกล่าวเบา ๆ “ท่านพี่ พวกเขาเป็นเช่นนี้ ท่านจะให้พวกเขาไปจริง ๆ หรือ”
เหตุใดเขาจึงมีลางสังหรณ์ว่าเรื่องนี้จะต้องพังไม่เป็นท่า
หากแต่ซ่งชิงหลันเพียงยิ้มแล้วส่ายหน้า “เจ้าไม่คิดหรือว่า ท่าทางพวกเขาที่ต่อล้อต่อเถียงกันเช่นนี้คุ้นตาอย่างมาก พวกเขาทั้งสองคน ก็เหมือนกับเจ้าและเยียนหรานเมื่อตอนแรกราวกับถอดแบบกันมาเลย!”
เป็นคู่รักคู่กัดอีกคู่แล้ว…
ซ่งชิงเป่ยเข้าใจในทันที กล่าวด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ท่านพี่ ท่านจะบอกว่า ชิงชิงกับซ่างกวนจิ่งหง พวกเขาสองคน…”
“นี่ พวกเราที่เป็นคนนอกเห็นชัดกว่าก็พอแล้ว” ซ่งชิงหลันขัดจังหวะน้องชายทันที “กระดาษหน้าต่างแผ่นนี้ ให้พวกเขาเป็นคนพังมันออกด้วยตัวเองเถิด”
“ขอรับ” ซ่งชิงเป่ยยิ้มแล้วพยักหน้า
ในที่สุดอันชิงชิงก็มีคนที่ตนชอบ เช่นนั้นเขาเองก็วางใจได้แล้ว ต่อไปก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสักที
อยู่ ๆ อันชิงชิงก็หันหน้ามาโบกมือให้ซ่งชิงหลัน และตะโกนว่า “พี่ชิงหลัน พวกเราจะไปกันเมื่อใดหรือเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันเดินไปหานาง “มาแล้ว ๆ จะไปแล้ว”
ซ่งชิงหลันเตรียมรถม้าหรูหราคันหนึ่งให้ทั้งสองคนไว้ล่วงหน้า แบบที่ดูก็รู้ว่าเป็นคนสูงศักดิ์
ซ่างกวนจิ่งหงขึ้นรถม้าไปก่อน จากนั้นยื่นมือให้อันชิงชิงอย่างสุภาพ
อันชิงชิงมองเขาแวบหนึ่งด้วยสีหน้างุนงง “ท่านทำอันใด จะขอทานจากข้าหรือ”
พูดจบ นางก็กลอกตาใส่เขา จากนั้นขึ้นรถม้าเองอย่างสบาย ๆ
ซ่างกวนจิ่งหงรู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันใด ใช่ ไม่ว่าจะแต่งตัวให้ดูเหมือนหญิงสาวจากตระกูลร่ำรวยเพียงใด อันชิงชิงก็ยังเป็นอันชิงชิงอยู่วันยังค่ำ
[1] มองคนแล้วยกอาหารให้ หมายถึง ปฏิบัติกับผู้คนแตกต่างกันไป