ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 47 ท่านตาป่วยหนัก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 47 ท่านตาป่วยหนัก
ตอนที่ 47 ท่านตาป่วยหนัก
ร้านอาหารของพี่น้องตระกูลซ่งกำลังรุ่งเรือง ในทุกวันมีลูกค้าจำนวนมากมาต่อแถวรอซื้อเจียนปิ่งไม่ขาดสาย
ซ่งชิงหลันเห็นว่าวันนี้ที่ร้านไม่ได้ยุ่งมากนัก นางจึงออกไปซื้อของที่ตลาด
แต่ระหว่างทางนั้นเองหญิงสาวก็พบร่างที่คุ้นเคยกำลังเดินผ่านไปท่ามกลางฝูงชน
ซ่งชิงหลันโพล่งออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่!”
ซ่งชิงหลันไม่เคยพบท่านป้าใหญ่ผู้นี้มาก่อน หากแต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกนางว่าญาติฝ่ายแม่คนนี้นั้นมีความสำคัญกับนาง
เหวยหมิ่นจือไม่ได้สนใจเสียงเรียก ทำให้ซ่งชิงหลันต้องรีบสาวเท้าตรงไปจับแขนของนางไว้
แล้วเอ่ยเรียกอีกครั้ง “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่”
เหวยหมิ่นจือมีท่าทีแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้านั้นเป็นใคร “หลันหลัน? หลันหลันเป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย”
“เจ้าค่ะ!” ซ่งชิงหลันพยักหน้า
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ครอบครัวของท่านแม่ใจดีกับนางเสมอมา
หลังจากดีใจได้ไม่นาน คนเป็นหลานก็พลันสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังถือยาสมุนไพรสองห่อเอาไว้ในมือ ดวงตาของนางแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าผ่านการร้องไห้มา
ซ่งชิงหลันคิ้วขมวด จับมือเหวยหมิ่นจือแล้วถามเสียงอ่อน “ท่านป้าสะใภ้ ท่านซื้อยามาเยอะเพียงนี้ ผู้ใดเป็นอันใดหรือเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินคำถามของหลานสาว น้ำตาของเหวยหมิ่นจือก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่
นั่นทำให้ซ่งชิงหลันยิ่งกังวลใจมากขึ้น “ท่านป้าสะใภ้ เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ”
เหวยหมิ่นจือเช็ดน้ำตาแล้วตอบพร้อมสะอึกสะอื้น “ท่านตา ท่านตาของเจ้ากำลังป่วย”
“อันใดกัน?” หัวใจของซ่งชิงหลันหล่นวูบ นางพูดต่ออย่างกระวนกระวายใจ “ไปกันเถิด พาข้าไปดูท่านตาทีเจ้าค่ะ”
ตระกูลหลี่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้เป็นครอบครัวที่ร่ำรวยนัก
ซ่งชิงหลันตามเหวยหมิ่นจือไปที่บ้านตระกูลหลี่ ทันทีที่นางไปถึงลานบ้าน ก็ได้กลิ่นยาลอยฟะฟุ้งไปทั่ว และเห็นร่างของหญิงชราหลังค่อมกำลังต้มยาอยู่ในครัว
นางผู้นั้นคือแม่เฒ่าหลี่ ท่านยายของซ่งชิงหลัน
เหวยหมิ่นจือตะโกนเข้าไปในห้องครัว “ท่านแม่ ออกมาดูเร็วเจ้าค่ะ ว่าผู้ใดมาหาท่าน”
“ใผู้ใดกัน…” แม่เฒ่าหลี่เดินออกมากอย่างงก ๆ เงิ่น ๆ เมื่อได้พบกับหลานสาว นางก็ตกตะลึงโดยพลัน
“หลันหลัน… หลันหลันใช่หรือไม่?”
หญิงชราที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้ดูแก่ชรากว่าท่านยายที่แสนใจดีในความทรงจำของนางมาก ดวงตาของหญิงสาวพลันแดงก่ำ สองเท้ารีบก้าวเข้าไปหาท่านยายทันที “ท่านยาย”
ดวงตาของแม่เฒ่าหลี่เองก็รื้นด้วยน้ำตาเช่นกัน นางสวมกอดซ่งชิงหลันอย่างอ่อนโยน แล้วพึมพำออกมา“หลันหลัน หลันหลันที่น่ารักของยาย… ยามนี้เจ้ากับน้อง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง”
“พวกเราสบายดีเจ้าค่ะ ท่านยายไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี” ซ่งชิงหลันตอบ แล้วดันตัวเองออกจากอ้อมแขนของท่านยาย จากนั้นก็เริ่มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านตาล่ะเจ้าคะ ท่านตาอยู่ที่ใด”
“เฮ้อ…” ท่านยายถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “นอนอยู่ในห้อง…”
ซ่งชิงหลันผลักประตูเข้าไปในห้อง พลันได้ยินเสียงไอโขลกของคนด้านใน ทำให้รู้ว่าท่านตากำลังป่วยหนักจริง ๆ
แม่เฒ่าหลี่รีบเดินเข้าไปด้านใน เพื่อเข้าไปดูคนป่วย แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “อีกประเดี๋ยวยาก็จะได้แล้วนะ ทนอีกนิดนะพ่อเฒ่า ข้ามีข่าวดีจะบอกเจ้าด้วย วันนี้หลันหลันมาเยี่ยมเจ้า”
“หลันหลันหรือ?”
ดวงตาขุ่นมัวของพ่อเฒ่าหลี่พลันมีประกายขึ้นมา เขาชันคอขึ้นมาอย่างยากลำบาก เพื่อมองหาหลานสาว จากนั้นก็โบกมือให้นางเบา ๆ
ซ่งชิงหลันรีบตรงไปที่เตียงอย่างรวดเร็ว “ท่านตา… ข้า…”
ชายชรายิ้มอย่างอบอุ่นด้วยท่าทางอิดโรย “เด็กดีของตา ข้ากำลังคิดเรื่องนี้อยู่เชียว คงจะดีไม่น้อย… ถ้าข้า…เพียงข้าได้เห็นหน้าหลาน ๆ สักครั้ง แค๊กๆ”
ไม่ทันจะพูดจบ ท่านตาก็ไอออกมาอย่างรุนแรง
แม่เฒ่าหลี่รีบกล่าวอย่างเป็นห่วง “พ่อเฒ่า เจ้าใจเย็น ๆ ก่อนเถิด ค่อย ๆ พูดสิ”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเข้าหากัน นางหันไปถามป้าสะใภ้ใหญ่ที่ยืนอยู่ไม่ห่างไปนัก “ท่านป้าสะใภ้ ท่านตาเป็นอันใดกัน หมอว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
เหวยหมิ่นจือถอนหายใจยาวเหยียด ดึงซ่งชิงหลันเข้าหาตัวแล้วเอ่ยเสียงเบา “หมอว่าท่านเป็นวัณโรค ไม่มีทางรักษาแล้ว พวกเราต้มยาให้กินตั้งนานนม หากแต่ก็ไม่ได้ผลอันใด”
“หลันหลัน… หลันหลัน”
เสียงของชายชราเรียกนางจากด้านหลังของคนเป็นหลานสาว
ซ่งชิงหลันหันกลับไปอย่างรวดเร็ว เดินกลับไปหาท่านตา รับคำอย่างแผ่วเบา “ท่านตา ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ”
ระหว่างที่พูด นางก็กุมมือเหี่ยวย่นของท่านตาเอาไว้ และใช้โอกาสนี้ในการสำรวจชีพจรของเขา
เมื่อรับรู้ถึงชีพจร นางก็ยิ่งตกใจ
หมอพูดถูก ท่านเป็นวัณโรคจริง ๆ และอาการก็ไม่สู้ดีนัก
นางยืนขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ มองไปที่เหวยหมิ่นจือแล้วพูดว่า “ท่านป้าสะใภ้ ยาที่ท่านตากิน ท่านได้มาจากที่ใด เอามาให้ข้าดูทีเถิด”
“นี่” เหวยหมิ่นจือส่งห่อยาที่เพิ่งได้มาให้หลานสาวอย่างรวดเร็วด้วยความสงสัย “เกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือหลันหลัน มิได้มีสิ่งใดผิดปกติใช่หรือไม่?”
ซ่งชิงหลันเปิดห่อยาออกมาแล้วตรวจสอบอย่างละเอียด “อืม… ยาไม่มีสิ่งใดผิดปกติเจ้าค่ะ เป็นยาสำหรับวัณโรคจริง ๆ หากแต่เป็นการสั่งยาตามอาการ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ แม้จะดื่มไปแล้วจะทำให้ดีขึ้น แต่โรคจะไม่หายไป เพียงครู่เดียวก็จะกลับมาไออีกครั้ง”
“ใช่ ๆ ถูกต้อง ท่านตาของเจ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง ๆ” แม่เฒ่าหลี่เอ่ย “หลันหลัน นี่เจ้ารู้เรื่องการแพทย์ด้วยหรือ”
ซ่งชิงหลันยิ้มเล็ก ๆ แล้วอธิบายว่า “ข้าศึกษามาเล็กน้อยช่วงหลายปีที่ผ่านมาเจ้าค่ะ อาการป่วยของท่านย่า ข้าก็เป็นคนช่วยรักษาเช่นกัน”
เมื่อเหวยหมิ่นจือได้ยินดังนั้นก็เกิดประกายความหวังในดวงตาของนาง “อย่างนั้นหรือ หลันหลัน เจ้าช่วยท่านตาด้วยได้หรือไม่”
ซ่งชิงหลันเม้มริมฝีปาก “ความจริงแล้ว ข้าเพิ่งจับชีพจรของท่านตา ท่านเป็นวัณโรคจริง ๆ แต่ใช่ว่าจะรักษาไม่ได้ ข้าพอจะรู้ตำรับยาที่น่าจะรักษาอาการของท่านตาได้”
ท่านยายได้ยินดังนั้นก็กล่าวอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นอย่ารอช้าเลย เขียนใบสั่งยามาเร็วเถิด”
เหวยหมิ่นจือรีบนำกระดาษและพู่กันมาให้นาง ซ่งชิงหลันจึงเขียนใบสั่งยาอย่างรวดเร็ว
ว่ากันว่าคนที่ป่วยมานานย่อมรู้เรื่องของโรคภัยเป็นอย่างดี เหวยหมิ่นจือที่มักจะไปร้านยาอยู่เสมอจึงคุ้นเคยกับใบสั่งยาเป็นอย่างมาก
นางมองที่ใบสั่งยาของซ่งชิงหลันก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจ “หลันหลัน ใบสั่งยาของเจ้าเป็นยาที่แตกต่างออกไปจากเดิม ข้าคิดว่ามันน่าจะได้ผลดี เพียงแต่…”
ซ่งชิงหลันรีบถาม “มีอันใดหรือเจ้าคะ”
เหวยหมิ่นจือแสดงอาการกังวลใจ “หนึ่งในตัวยาที่ต้องใช้คือบัวหิมะ มันราคาแพงมาก อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีถึงสามสิบตำลึง…”
หญิงชรามีท่าทีจริงจัง “ข้าเชื่อในตัวหลันหลัน ยาตำรับนี้จะช่วยพ่อเฒ่าได้เป็นแน่ ต่อให้ต้องขายทุกอย่าง ข้าก็พร้อมแลกเพื่อได้เงินมา”
เหวยหมิ่นจือพยักหน้ารับกับแม่สามี “เจ้าค่ะท่านแม่”
ทั้งคู่จึงเข้าไปในห้องของตนเองเพื่อรวบรวมเอาเงินทั้งหมดออกมา แต่พวกนางสามารถรวบรวมมาได้เพียงสิบห้าตำลึงเท่านั้น
เหวยหมิ่นจือมีท่าทางกระวนกระวาย “ท่านแม่ ทำอย่างไรดี นี่ได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น”
ท่าทางของแม่เฒ่าหลี่ก็ดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน “รอลูก ๆ กลับมาก่อน ข้าจะถามพวกเขาว่ามีเงินอีกหรือไม่”
“ท่านเองก็รู้ว่าน้องรองและคนอื่น ๆ แทบจะไม่มีเงินเลย เราน่าจะต้องไปหยิบยืมคนอื่นมาก่อน”
“ข้ายืมทุกคนที่พอจะยืมได้ไปหมดแล้ว จะเหลือผู้ใดให้เรายืมอีกเล่า”