ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 475 ไม่ใช่ว่าเป็นอันใดไปแล้วหรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 475 ไม่ใช่ว่าเป็นอันใดไปแล้วหรือ
บทที่ 475 ไม่ใช่ว่าเป็นอันใดไปแล้วหรือ
หลังกลับมาจากจวนเฉียน ซ่งชิงหลันก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน ขังตนเองเอาไว้ในห้อง ไม่ออกไปไหนหลายวันติด
ทุกคนล้วนเป็นห่วงนางมาก แต่ไม่มีผู้ใดกล้าไปเคาะประตูรบกวน และยิ่งไม่กล้าเอ่ยปากถามไป๋เย่หาน
ดังนั้น ทุกคนจึงทำได้เพียงมารวมตัวเป็นกังวลอยู่ด้วยกัน
อู่เชียนเชียนกล่าวด้วยสีหน้าไม่สบายใจ “นี่ผ่านมาสามวันแล้ว พี่ชิงหลันยังไม่ออกมาจากห้องเลย ไม่ใช่ว่านางเป็นอันใดไปแล้วหรือ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร” ฉูซื่อโม่วที่อยู่ข้าง ๆ ปฏิเสธการคาดเดานี้ “หากพี่ชิงหลันเป็นอันใดไปจริง ๆ หานอ๋องจะยังใจเย็นเช่นนี้ได้อยู่หรือไร”
“นั่นสิ…”
คนที่เหลือล้วนพยักหน้าเห็นด้วย ด้วยนิสัยรักใคร่ภรรยาของไป๋เย่หาน หากซ่งชิงหลันเป็นอันใดไปจริง ๆ เขาจะต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อีกทั้งจะต้องพังภัตตาคารอี่หงให้ราบไปแล้วเป็นแน่
“เช่นนั้นเหตุใดพี่ชิงหลันจึงต้องขังตนเองไว้ในห้องด้วย” อันชิงชิงขมวดคิ้ว กล่าวเบา ๆ “หรือพี่ชิงหลันยังคงโกรธที่ข้าเป็นคนทำแผนพังอยู่ เฮ้อ… ข้าผิดเอง…”
“ชิงชิง เจ้าอย่าได้โทษตนเองเลย เรื่องนั้นมันผ่านไปแล้ว” กู่เยียนหรานเห็นว่านางรู้สึกไม่ดีก็ปลอบนางทันที จากนั้นขมวดคิ้วครุ่นคิด “ตั้งแต่พี่ชิงหลันกลับจากจวนเฉียน นางก็เปลี่ยนไป หรือว่า… นายท่านเฉียนจะพูดอันใดกับนาง”
เพียงอู่เชียนเชียนได้ฟัง ดวงตาก็เป็นประกายทันที “เช่นนั้นแล้ว… พวกเราไปที่จวนเฉียนเพื่อไปถามนายท่านเฉียนกันดีหรือไม่”
“อย่าเลย” ซ่งชิงเป่ยคัดค้านขึ้นมาคนแรก “ท่านพี่สะใภ้เฉียนเพิ่งจะคลอดบุตร ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ต้องการการพักผ่อน พวกเราเร่งรีบไปหาถึงที่เช่นนี้จะเป็นการรบกวนเกินไป”
“นี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้ เช่นนั้นควรทำอย่างไรกันแน่เล่า”
ในตอนที่ทุกคนกำลังเป็นกังวลกันอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงพูดของเด็กน้อยที่ฟังดูเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยดังขึ้น “ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าเหตุใดพวกท่านต้องกังวลเช่นนี้ด้วย”
ทุกคนมองตามเสียงไป เห็นซ่งซิงเยว่กำลังกินซาลาเปาตุ้ย ๆ อยู่ น่าอร่อยเสียจริง
ส่วนซ่งซิงเฉินที่อยู่ข้าง ๆ หันหน้ามามองพวกเขา ดวงตาที่แจ่มชัดของเด็กชายดูเหมือนจะมีความสงสัยและสมเพชอยู่ด้วย เขาส่ายหน้า จากนั้นหันหน้ากลับไปกินซาลาเปาต่อ
เมื่อถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้ ทุกคนมีความรู้สึกเหมือนโดนเด็กดูถูก
นี่มันอันใดกัน
“แค่ก ๆ…” อู่เชียนเชียนกระแอมสองครั้งเพื่อคลายความกระอักกระอ่วน “เฉินเฉิน เยว่เยว่ ท่านแม่ของพวกเจ้าไม่ออกจากห้องมาหลายวันแล้ว เด็กอย่างพวกเจ้าไม่กังวลเลยหรือ”
ซ่งซิงเยว่มองนางด้วยสีหน้าที่ไม่อาจอธิบายได้ ตอบกลับด้วยเสียงเด็กอ้อแอ้ “มีอันใดให้ต้องกังวลด้วยเล่าเจ้าคะ ท่านแม่ไม่เป็นอันใดหรอก”
ซ่งซิงเฉินกล่าวตามมาติด ๆ “ถูกต้อง ท่านแม่ของข้าเป็นแมลงสาบที่ตีไม่ตายนะขอรับ”
“แมลงสาบที่ตีไม่ตายหรือ” อันชิงชิงเบิกตากว้างอย่างสงสัย “นี่หมายความว่าอย่างไร”
“ท่านน้าชิงชิง ท่านไม่รู้แม้แต่เรื่องนี้หรือเจ้าคะ” ซ่งซิงเยว่หัวเราะออกมาอย่างน่ารักน่าชัง
ซ่งซิงเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หมายความว่า ท่านแม่ข้าไม่ใช่คนที่จะถูกเอาชนะได้ง่าย ๆ อีกทั้งยังเป็นคนที่ยิ่งเจออุปสรรค ยิ่งกล้าหาญอีกด้วย”
ทุก ๆ การกระทำ ท่าทางและน้ำเสียงที่เขาพูด ราวกับไป๋เย่หานที่ลดขนาดร่างลงมาจริง ๆ ทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะเริ่มมีความรู้สึกกลัวเกรงขึ้นมา คล้ายที่มีต่อไป๋เย่หาน
รัศมีนี้ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว
ซ่งซิงเยว่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างอารมณ์ดี “เทศกาลไหว้พระจันทร์ใกล้มาถึงแล้ว แทนที่พวกท่านจะมาทุกข์ร้อนในเรื่องไร้สาระอยู่ มาคิดกันดีกว่าว่าถึงตอนนั้นพวกเราจะมีความสุขกันอย่างไรเจ้าค่ะ”
ได้ยินคำพูดของนาง ทุกคนก็ล้วนสบตากันแล้วหัวเราะออกมา
เด็กก็ยังคงเป็นเด็ก สิ่งที่สนใจที่สุดก็ยังเป็นเรื่องกิน ดื่ม และเล่นสนุก ความสุขของเด็กนั้นเรียบง่ายและบริสุทธิ์ ทำให้พวกเขาอิจฉาอย่างมาก เพราะเมื่อโตขึ้นแล้วก็จะมีปัญหาหนักใจหลายต่อหลายอย่าง
“เฮ้อ…” อู่เชียนเชียนถอนหายใจออกมา “จริงสิ ข้าเกือบลืมไปแล้ว ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วนี่ เพียงแต่ว่าเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ เราจะยังได้กินอาหารอร่อย ๆ ที่พี่ชิงหลันทำหรือไม่”
ทันทีที่นางกล่าวจบมีร่างสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงประตู “แน่นอนว่าต้องได้กิน!”
เมื่อน้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างตื่นเต้น
“พี่ชิงหลัน!”
“ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็ออกมาแล้ว!”
ซ่งชิงหลันมองการตอบสนองที่ดูตื่นเต้นของพวกเขา อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว แล้วเดินเข้ามา “เหตุใดพวกเจ้าจึงมาอยู่กันตรงนี้ แล้วเหตุใดจึงดูเหมือนเป็นทุกข์ใจกันเช่นนั้นเล่า”
ซ่งซิงเยว่ก้าวขาเล็ก ๆ กระโดดลงจากเก้าอี้ เดินมาข้างกายซ่งชิงหลัน ดึงมือของนางเอาไว้แล้วกล่าวพลางหัวเราะคิกคัก “พวกเขากำลังเป็นห่วงท่านแม่เจ้าค่ะ”
“เป็นห่วงข้าหรือ” ซ่งชิงหลันยิ่งสงสัยขึ้นไปใหญ่ “ข้ามีอันใดน่าเป็นห่วง?”
ซ่งซิงเฉินทำหน้าที่ผู้อธิบาย “พวกเขาเห็นท่านแม่ขังตนเองอยู่ในห้องมาหลายวัน ก็เป็นห่วงว่าท่านจะทุกข์ใจขอรับ”
“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ…”
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา น้ำตาของนางแทบไหล นางมองพวกอู่เชียนเชียนแล้วเอ่ย “พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ นี่พวกเจ้าล้วนเพิ่งรู้จักข้าเป็นวันแรกหรือ คิดว่าข้าจะทุกข์ใจกับเรื่องเล็กเพียงนี้จริง ๆ หรืออย่างไร”
ทุกคนอับอายไปกับคำถามสามคำถามติดกันของซ่งชิงหลัน แต่ละคนล้วนหน้าแดงด้วยความเขินอาย
ถูกต้อง ด้วยนิสัยของซ่งชิงหลัน จะไม่เป็นเช่นนั้นแน่ หากแต่พวกเขายังอดเป็นห่วงไม่ได้เสียจนวุ่นวาย จึงได้คาดเดากันไปต่าง ๆ นานา
อู่เชียนเชียนยิ้มเขิน ๆ “พวกข้าเห็นว่าท่านไม่ได้ออกมาแสดงตนตั้งหลายวัน จึงได้เป็นห่วงเจ้าค่ะ จริงสิ พี่ชิงหลัน ท่านอยู่ในห้องมาตั้งหลายวัน ทำสิ่งใดอยู่กันแน่”
ซ่งชิงหลันยิ้มมุมปากที่ดูมุ่งมั่นว่าจะบรรลุความต้องการ “แน่นอนว่ากำลังวางแผนใหญ่อยู่น่ะสิ”
“แผนใหญ่อันใดกันหรือ” อู่เชียนเชียนดวงตาเป็นประกาย เอ่ยถามอย่างอดรนทนไม่ได้
มองซ่งชิงหลันตรงหน้าที่ดวงตาส่องประกาย นางอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างปลาบปลื้มในใจ ‘นี่สิคือพี่ชิงหลันที่ข้าเลื่อมใส!’
“ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ข้าคิดจะปล่อยขนมไหว้พระจันทร์สุดพิเศษของภัตตาคารอวิ๋นหลายเราในช่วงเวลานี้”
พูดจบ นางหยิบเอาสมุดเล่มหนึ่งออกมา นี่คือแผนการตลาดในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่นางคิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้
เพียงทุกคนได้ฟัง ถึงแม้จะมีบางอย่างที่ไม่เข้าใจ แต่ยังรู้สึกว่ายอดเยี่ยมมาก
อันชิงชิงขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ภัตตาคารขายขนมไหว้พระจันทร์?”
นี่มันเรื่องอันใดกัน…
อู่เชียนเชียนมองท่าทางตื่นตูมของนาง ก็อดไม่ได้ที่จะอธิบาย “มีอันใดแปลก ช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ภัตตาคารอวิ๋นหลายของพี่ชิงหลันยังทำบ๊ะจ่างขายมาแล้วเลย คนทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนแย่งกันซื้อ ดูท่าครั้งนี้เองก็จะเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เฮอะ! ถึงตอนนั้นหญิงร้ายอย่างแม่นางหงคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ!”
เพียงคิดว่ากิจการของภัตตาคารอวิ๋นหลายจะเจริญรุ่งเรือง และท่าทางตกตะลึงของแม่นางหง ในใจของนางก็อดไม่ได้ที่จะเบิกบานขึ้นมา