ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 481 เหตุใดต้องดูถูกตนเอง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 481 เหตุใดต้องดูถูกตนเอง
บทที่ 481 เหตุใดต้องดูถูกตนเอง
อันชิงชิงยกยิ้มมุมปากอย่างขมขื่น พร้อมกล่าวเย้ยหยันตนเองว่า “หากเอามาใส่ใจแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า ข้าเป็นเพียงบุตรสาวโจรภูเขา ไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลร่ำรวยอันใด ไม่มีแม่ผู้ให้กำเนิด จึงได้โตมากับกลุ่มผู้ชาย พวกบาดแผลเล็กใหญ่เหล่านี้ถือเป็นเรื่องธรรมดามาตั้งนานแล้ว”
ซ่างกวนจิ่งหงขมวดคิ้ว “ทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน คนเราเกิดมาย่อมมีฐานะเท่ากัน เหตุใดเจ้าต้องดูถูกตนเองด้วย”
“คุณชายซ่างกวน เมื่อก่อนท่านไม่ได้พูดเช่นนี้นะ” อันชิงชิงยิ้มบางพร้อมกล่าวหยอก “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ท่านยังบอกว่าข้าไร้มารยาท ไม่มีผู้ใดสั่งสอนด้วย”
“เอ๋ ข้าเคยพูดเช่นนั้นหรือ เหตุใดข้าจำไม่ได้เล่า”
“ชิ ท่านไม่ยอมรับก็ช่างเถิด อย่างไรในใจของท่านก็มีเพียงกู่เยียนหรานที่สมบูรณ์แบบกระมัง”
ซ่างกวนจิ่งหงขมวดคิ้ว “อยู่ดี ๆ เจ้าจะพูดถึงเยียนหรานเหตุใดกัน”
“ก็ไม่มีอันใดนี่ ข้าเพียงเห็นว่าเมื่อครู่มีคนมองนางจนแทบทนรอไม่ไหว แต่คุณหนูกู่ผู้นั้น อ้อ ไม่สิ ตอนนี้ควรเรียกว่าสะใภ้ซ่ง แทบไม่สังเกตเห็นเลย ในใจของท่านคงจะทุกข์มากกระมัง”
พูดจบ อันชิงชิงเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างคาดหวัง
“แล้วเจ้าเล่า เมื่อครู่เจ้าไม่ได้แอบมองซ่งชิงเป่ยหรืออย่างไร”
“เมื่อครู่ข้าสนใจแค่การต่อสู้ จะมีเวลาไปมองเขาได้อย่างไร”
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีก!” เพียงพูดถึงตรงนี้ ซ่างกวนจิ่งหงทั้งโมโหและขบขัน “รู้ ๆ อยู่ว่าวรยุทธ์ของตนไม่ถึงขั้น ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายชุดดำผู้นั้นเลย แต่ยังจะเอาแต่บุกเข้าไป นี่เจ้าจะส่งตัวเองไปตายหรือ”
อันชิงชิงยังคงเป็นเป็ดที่ถึงตายก็ยังคงปากแข็ง “ผู้ใด… ผู้ใดบอกว่าข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายชุดดำผู้นั้น เมื่อครู่ข้าเพียงไม่ได้แสดงฝีมือเต็มที่เท่านั้นแหละ”
ข้อดีข้อเดียวของนางก็คือวิชาวรยุทธ์ ที่นางจะไม่ยอมให้คนมาดูถูกเป็นอันขาด
ซ่างกวนจิ่งหงมองความปากแข็งของนาง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ชอบใจ ลอบยิ้มมุมปาก จากนั้นกล่าวเบา ๆ “ก็ได้ ๆ ๆ เจ้าพูดถูกทั้งหมด เช่นนั้นตอนนี้จะทายาให้เจ้าได้หรือยัง”
อันชิงชิงพยักหน้า “อืม เอาเลย!”
“ยาน้ำนี้ต้องใช้คู่กับการนวดจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี อาจจะเจ็บสักหน่อย เจ้าทนหน่อยนะ”
สิ้นเสียง ซ่างกวนจิ่งหงเทยาน้ำที่อยู่ในขวดลายครามใส่ฝ่ามือ จากนั้นวางมือลงบนบาดแผลที่แขนของอันชิงชิงแล้วเริ่มนวด
“โอ๊ย! เจ็บ ๆ ๆ! เจ็บมากเลย!” อันชิงชิงส่งเสียงร้องโหยหวน “ซ่างกวนจิ่งหง นี่มันยาอันใดของเจ้ากันแน่ ข้าเจ็บแทบตายแล้ว ท่านตั้งใจใช่หรือไม่”
นางเชื่ออย่างมากว่าเขาจะต้องตั้งใจแน่ ๆ เป็นเพราะเมื่อครู่ตนกระแนะกระแหนที่เขาไม่ได้รับความสนใจจากกู่เยียนหราน เขาจึงได้ใช้อำนาจแก้แค้นส่วนตัว!
หากแต่ซ่างกวนจิ่งหงไม่ได้สนใจอันใดมากเท่านาง
เขายิ้มบาง “เจ็บสิถูกแล้ว หากเจ็บแสดงว่ายานั้นกำลังแสดงผลลัพธ์ พรุ่งนี้เจ้าจะหายดี”
ผ่านไปครู่หนึ่ง อันชิงชิงรู้สึกว่าแขนของตนร้อนเหมือนไฟเผา เหมือนว่าไม่ใช่มือของตนแล้ว นางขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม “ยังไม่เสร็จอีกหรือ”
“เสร็จแล้ว” ซ่างกวนจิ่งหงหยุดการกระทำ ปล่อยมือของอันชิงชิง
อันชิงชิงขยับแขนเล็กน้อย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่นางรู้สึกสบายขึ้นมากจริง ๆ
นางพึมพำเสียงเบา “นี่มันยาอันใดกัน ใช้ดีมากเลย”
“แน่นอนอยู่แล้วนี่คือยาแก้ฟกช้ำที่ตระกูลซ่างกวนของข้าพัฒนาขึ้นเอง”
อันชิงชิงตอบกลับอย่างไม่คุ้นชิน “ขอบคุณนะ”
“เอาเถิด นี่ดึกแล้ว เจ้าพักผ่อนเถิด ข้าขอตัวก่อน”
ซ่างกวนจิ่งหงออกจากห้องของอันชิงชิงไป หากแต่เพิ่งจะปิดประตูเสร็จ และหมุนตัวมา เขาได้พบกับกู่เยียนหรานที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
ทั้งสองคนผงะไปพร้อมกัน
กู่เยียนหรานกะพริบตาปริบ ๆ “ซ่างกวน เหตุใดท่าน…” ออกมาจากห้องของชิงชิง…
ไม่รอให้นางกล่าวจบ ซ่างกวนจิ่งหงรีบกล่าวอธิบาย “เยียนหราน เจ้าอย่าเข้าใจผิดนะ ข้ามาเพราะ…”
ตอนนี้ ดวงตาเฉียบคมของกู่เยียนหรานสังเกตเห็นยาแก้ฟกช้ำที่ตระกูลซ่างกวนพัฒนาขึ้นในมือของซ่างกวนจิ่งหง จึงได้ยิ้มออกมา ยกขวดยาในมือตนขึ้นแล้วกล่าวหยอก “ดูท่าจะถูกท่านชิงนำไปก่อนเสียแล้ว ยานี้ของข้าคงไม่มีประโยชน์”
สีหน้าของซ่างกวนจิ่งหงเผยความกระอักกระอ่วน “เยียนหราน คือว่า นี่ก็ดึกแล้ว ข้ากลับไปพักก่อนนะ”
พูดจบเขาก็หมุนกายจากไป
กู่เยียนหรานมองตามหลังที่กำลังจากไป ดูออกถึงความรู้สึกที่พ่ายแพ้
ซ่างกวนจิ่งหงผู้นี้แปลกเสียจริง
……
อีกด้านหนึ่ง ที่ภัตตาคารอี่หง
เหล่าเฮยและเหล่าชายชุดดำสิบกว่าคนนั้นล้วนคุกเข่าตรงหน้าแม่นางหงขอความเห็นใจ
“แม่นางหง ภารกิจของเราล้มเหลวขอรับ”
“ไอ้พวกไร้ประโยชน์!”
แม่นางหงกวาดชุดน้ำชาทั้งหมดบนโต๊ะลงกับพื้นจนกระเบื้องลายครามที่แตกเป็นชิ้น ๆ ทำให้เหล่าชายชุดดำตกใจจนตัวสั่น
นางหรี่ตาชวนหลงใหลลง ยิ้มอย่างน่าขนลุก ริมฝีปากแดงเปิดออกเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พวกเจ้ายังมีหน้ากลับมาพบข้าอีกหรือ”
นางใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด ทว่าพูดคำกลับน่ากลัวที่สุด จนทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เหล่าเฮยกัดฟัน จากนั้นอธิบายออกมาสองสามประโยค “แม่นางหง เรื่องนี้จะโทษพวกเราไม่ได้นะขอรับ ซ่งชิงหลันผู้นั้นจัดให้คนมาคุ้มกันที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายเอาไว้นานแล้ว รอให้พวกเราเดินเข้าสู่กับดัก อีกอย่าง พวกข้าเองก็ไม่กล้าใช้พลังที่แท้จริง กลัวว่าพวกเขาจะเห็นจุดอ่อน จึงทำได้เพียงกลับมามือเปล่า”
“ซ่งชิงหลันรู้ตั้งแต่แรกแล้ว นางคาดเดาการกระทำของเราได้”สีหน้าของแม่นางหงเคร่งขรึม ดวงตาฉายแววเย็นชา
เหล่าเฮยรู้ว่านางนั้นโกรธจริง ๆ จึงรีบโบกมือให้กับเหล่าชายชุดดำด้านหลังเป็นสัญญาณให้พวกเขาออกไปก่อน
จนกระทั่งเหลือแค่เขาและแม่นางหงสองคน เขาลุกขึ้นแล้วเอ่ยถามเบา ๆ “แม่นางหง เช่นนั้นต่อไปพวกเราควรทำเช่นไรหรือขอรับ”
แม่นางหงเหลือบมองเขาอย่างเยือกเย็น “จะทำอย่างไรได้อีก ในเมื่อแหวกหญ้าให้งูตื่นไปแล้ว เช่นนั้นก็ทำได้เพียงคอยดูความเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ ข้าอยากจะรู้นักว่าซ่งชิงหลันผู้นี้จะยังเล่นลูกไม้อันใดได้อีก”
เพียงไม่นาน ช่วงเวลาสามวันให้หลังก็มาถึง
เช้าตรู่วันนี้ หน้าประตูภัตตาคารอวิ๋นหลายมีคนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกัน ใบหน้าของทุกคนล้วนฉายแววตื่นเต้น
เมื่อเห็นว่าเวลาค่อย ๆ ผ่านไป แต่ประตูของภัตตาคารอวิ๋นหลายยังไม่เปิดออก ทว่ากลิ่นหอมเย้ายวนที่ลอยออกมาผ่านช่องว่างประตูนั้นยังคงลอยเตะจมูก ความรู้สึกที่ต้องการแต่ไม่อาจได้มานี้ ช่างน่าทุกข์ใจและทรมานยิ่งนัก
“เกิดอันใดขึ้น นี่ผ่านมาสามวันแล้ว เหตุใดภัตตาคารอวิ๋นหลายจึงยังไม่เปิดอีก”
“นั่นสิ ตอนนั้นที่เจ้าของร้านคนรองบอก คงไม่ใช่ว่าหลอกเราใช่หรือไม่”
“เป็นไปไม่ได้ แม่นางซ่งเป็นคนคำไหนคำนั้น จะมาหลอกกันได้อย่างไร น่าจะมีเรื่องมาทำให้ล่าช้ากระมัง”
“แต่ข้าอยากรู้มากจริง ๆ ว่านี่เป็นของอร่อยชนิดใดกันแน่!”
“นั่นสิ! สามวันมานี้ข้ากินอันใดก็ไม่ลง นอนก็ไม่หลับ ตั้งหน้าตั้งตารอแต่วันนี้!”
“แม่นางซ่ง! แม่นางซ่ง…”
“แม่นางซ่ง รีบเปิดประตูเถิด…”