ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 484 ข้าขอคารวะทุกคน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 484 ข้าขอคารวะทุกคน
บทที่ 484 ข้าขอคารวะทุกคน
วันนี้ลูกค้าของภัตตาคารอวิ๋นหลายแห่กันมาไม่ขาดสาย ธรณีประตูแทบจะถูกเหยียบจนไม่เหลือ
เหล่าคนงานทำงานกันตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ลูกค้าจึงค่อย ๆ แยกย้ายกันไป
เพื่อให้รางวัลทุกคนเสียหน่อย ซ่งชิงหลันและฟางโหย่วลี่พ่อลูกลงครัวด้วยกัน ทำอาหารอร่อย ๆ เลี้ยงทุกคน
เมื่อมองดูอาหารบนโต๊ะที่กำลังร้อนและหอมกรุ่น ทุกคนรู้สึกว่าความเหน็ดเหนื่อยและความลำบากทั้งหมดล้วนคุ้มค่า
ซ่งชิงหลันยกจอกสุราแล้วยืนขึ้น “วันนี้ภัตตาคารอวิ๋นหลายของเราเปิดทำการใหม่อีกครั้ง ถือว่าชนะศึกแรกแล้ว วันนี้ต้องลำบากทุกคนแล้วจริง ๆ มา ข้าขอคารวะทุกคนหนึ่งจอก”
สิ้นเสียง นางก็ชนจอกคารวะ ดื่มสุราในจอกจนหมดในคราวเดียว
ทุกคนเองดื่มจนหมดคราวเดียวเช่นกัน
หวงเสี่ยวโต้วที่มีชีวิตชีวาที่สุดมองซ่งชิงหลันและกล่าว “พี่ชิงหลัน ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ พวกข้าทุกคนล้วนมองภัตตาคารอวิ๋นหลายเป็นบ้าน เมื่อเห็นว่าภัตตาคารอวิ๋นหลายดีขึ้นเรื่อย ๆ พวกเราย่อมมีความสุขจากก้นบึ้งของหัวใจ อย่างไรพวกเราเองก็ไม่ต้องคิดมาก เพียงแต่ทำตามพี่ชิงหลันทุกอย่าง ทุกคนว่าใช่หรือไม่”
“ใช่! ถูกต้อง! ขอแค่มีพี่ชิงหลันอยู่ ภัตตาคารอวิ๋นหลายอันเป็นครอบครัวใหญ่ของเราก็จะคงอยู่ตลอดไป!”
“เช่นนั้นพวกเรามาชนกันอีกจอกเถิด!”
“ดี! มา! ชน!”
พวกอู่เชียนเชียนนั่งกินข้าวอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง
อันชิงชิงมองดูท่าทางฮึกเหิมของทุกคน ในใจก็อดที่จะตื้นตันไปด้วยไม่ได้ นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “บรรยากาศของภัตตาคารอวิ๋นหลายนี้ดีเสียจริง ทุกคนล้วนมีความสุขรื่นเริง เหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น ท่านพี่ชิงหลันก็เช่นกัน ไม่วางมาดของเจ้าของร้านเลยแม้แต่น้อย หากเป็นข้า ข้าคงชอบเจ้าของร้านเช่นนี้”
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้นางอดคิดถึงกลุ่มอินทรีย์ดำไม่ได้ กลุ่มอินทรีย์ดำของนางเหมือนครอบครัวเช่นกัน ถึงแม้ทุกคนจะมีแหล่งกำเนิดที่แตกต่าง พบเจอเรื่องราวก่อนหน้ามาต่างกัน หากแต่พวกเขาล้วนเป็นพี่น้อง จิตใจมุ่งหมายไปที่เดียวกัน รวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว
คิด ๆ ไป อันชิงชิงก็คิดถึงบ้านเสียแล้ว
อู่เชียนเชียนไม่ทันสังเกตเห็นอารมณ์ที่ผิดแปลกของอันชิงชิง นางยังคงเป็นเช่นเดิม เพียงได้ยินคนชมซ่งชิงหลัน นางก็มีความสุขอย่างมาก กล่าวอย่างโอ้อวด “แน่นอนอยู่แล้ว หากเจ้าไปลองถามแถวถนนหย่งอันก็จะรู้ว่าทุกคนนั้นมองพี่ชิงหลันสูงส่งมาก แน่นอนว่านอกจากแม่นางหงที่เพิ่งมาใหม่นั้นนะ”
เพียงพูดถึงแม่นางหง นางอดไม่ได้ที่จะมุ่ยปาก ราวกับกำลังพูดถึงสิ่งอันใดที่เป็นลางร้าย
กู่เยียนหรานยิ้ม จากนั้นพูดต่อ “วันนี้ภัตตาคารอวิ๋นหลายของเรามีลูกค้ามากมายมาช่วยอุดหนุน แม่นางหงผู้นั้นน่าจะโกรธเสียจนควันออกหู”
“เฮอะ โกรธจนตายได้ก็ดีน่ะสิ” อู่เชียนเชียนยิ้มพลางเลิกคิ้ว “นางเป็นคนหาเรื่องก่อนแท้ ๆ”
ในตอนนั้นเอง หลังจากดื่มคำนับแล้ว ซ่งชิงหลันก็มากินข้าวที่โต๊ะเดียวกับพวกเขา
นางมองทุกคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “พวกเจ้าคุยอันใดกันอยู่หรือ คุยกันเสียสนุกเชียว”
“พวกเรากำลังพูดถึงแม่นางหงอยู่พอดีขอรับ” ซ่งชิงเป่ยรีบอธิบาย “พวกเราคาดเดากันว่าคืนนี้แม่นางหงคงจะโกรธเสียจนนอนไม่หลับเป็นแน่”
“มันเกินจริงเพียงนั้นเสียที่ไหน อีกอย่าง คนอย่างแม่นางหงไม่มีทางคิดแต่จะโกรธ ตอนนี้น่าจะกำลังคิดหากลยุทธ์อยู่เสียมากกว่ากระมัง” ซ่งชิงหลันหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบปลาไนต้มผักดองเสฉวนเข้าปาก วันนี้นางยุ่งมาทั้งวันจึงไม่ได้กินอันใดมากนัก
หลังจากโล่งใจลง ทั้งยังอารมณ์ดี ความอยากอาหารจึงเพิ่มขึ้นมาก
“เอ๋ จริงสิ พี่ชิงหลัน เหตุใดข้าจึงได้ยินว่า… ท่านเอาขนมไหว้พระจันทร์ไปส่งแม่นางหงด้วยตัวเองเล่าเจ้าคะ นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่” พูดจบ อู่เชียนเชียนขมวดคิ้ว เอนตัวเข้าไปข้าง ๆ ซ่งชิงหลัน มองนางด้วยสีหน้าสงสัย
ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ใช่ เป็นเรื่องจริง”
“อันใดนะ เหตุใดยังต้องเอาขนมไหว้พระจันทร์ไปมอบให้ด้วยตัวเองด้วยเล่า ใช่ว่าท่านไม่รู้ แม่นางหงผู้หน้าเนื้อใจเสือนั้นชอบการลอกเลียนแบบเป็นที่สุด ท่านทำเช่นนี้เหมือนเอาโอกาสดี ๆ ไปมอบให้ตรงหน้านางไม่ใช่หรือเจ้าคะ” อู่เชียนเชียนยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ
หากแต่กู่เยียนหรานที่อยู่ข้าง ๆ กลับพูดว่า “แต่ว่า ในเมื่อพวกเราขายขนมไหว้พระจันทร์ ต่อให้ไม่เอาไปมอบให้นาง นางเองก็สามารถมาซื้อเองได้อยู่ดี”
“อืม เยียนหรานพูดถูก” ซ่งชิงหลันพยักหน้า “อย่างไรสุดท้ายผลก็เหมือนกัน สู้ให้ข้าเอาไปมอบให้ด้วยตัวเองเสียจะดีกว่า จะได้ยั่วโมโหนางด้วย เจ้าไม่ได้เห็นนี่นา วันนี้สีหน้าของนางดำเมี่ยมเพียงใด แต่ที่สำคัญที่สุด…” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซ่งชิงหลันหยุดชะงัก
“อันใดหรือเจ้าคะ”
พวกอู่เชียนเชียนมองซ่งชิงหลันด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างมีเลศนัย “ที่สำคัญที่สุดก็คือ สูตรลับของขนมไหว้พระจันทร์นี้มีเพียงข้า อาจารย์ฟาง และพี่ใหญ่ฟางที่รู้ ข้าเชื่อว่านอกจากพวกข้าสามคนแล้ว คนอื่น ๆ ไม่อาจลอกเลียนได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็นแน่ ดังนั้นข้าจึงไม่ได้กังวลใจอันใดอย่างไรเล่า”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
ทุกคนเข้าใจในทันที และพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
ทันใดนั้นอู่เชียนเชียนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เช่นนั้นแล้ว แม่นางหงคงกำลังปวดหัวเสียแทบตาย ฮ่า ๆ ๆ…”
เพียงคิดถึงภาพนั้น ในใจของนางก็สะใจอย่างเกินจะบรรยาย
หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำ ทุกคนค่อย ๆ แยกย้ายกันกลับไป
ทว่าก่อนซ่างกวนจิ่งหงจะจากไป ยามที่เขาเดินไปตรงหน้าป้ายโฆษณาขนมไหว้พระจันทร์ ก็หยุดชื่นชมมองดูฉางเอ๋อในภาพอย่างเงียบ ๆ จนเหม่อลอย
ทุกครั้งที่เขามองภาพวาดอย่างจริงจัง ใจจะจดจ่อไม่วอกแวก ต่อให้มีคนเข้ามาใกล้ เขาไม่รู้ตัวเลย
“ท่านคิดว่าภาพนี้เป็นอย่างไร”
ในตอนนี้ก็มีเสียงอ่อนโยนดังขึ้นข้างหู
ซ่างกวนจิ่งหงจึงได้สติกลับมา หันหน้าไปมองฉูซื่อโม่ว เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายฉูอยากได้ยินความจริงหรือคำโกหกเล่า”
“ต้องเป็นความจริงอยู่แล้ว”
“ความจริงก็คือ ฉางเอ๋อในภาพนี้วาดออกมาได้สมบูรณ์แบบเสมือนจริงมาก อีกทั้งฝีแปรงนี้ก็เรียกได้ว่าเยี่ยมยอด เป็นงานที่ประณีตยิ่งว่าเนรมิตเสียอีก ดูออกเลยว่าคุณชายฉูใส่ใจอย่างมาก เพียงแต่ว่า…”
ฉูซื่อโม่วซักถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น “เพียงแต่ว่าอันใดหรือ”
“ที่ข้าพูดสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมุมมองของแต่ละบุคคล ท่านอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย” ซ่างกวนจิ่งหงยิ้มจากนั้นกล่าวต่อ “เพียงแต่ข้าคิดว่าภาพวาดฉางเอ๋อนี้ยังห่างไกลจากภาพเทพลั่วเสินภาพนั้นของท่านมาก ถึงแม้ฝีแปรงจะยอดเยี่ยมกว่าภาพเทพลั่วเสินมาก หากแต่ข้ารู้สึกว่าตอนที่ท่านวาดภาพเทพลั่วเสินนั้นใส่ความรักลงไปด้วย จึงดูมีชีวิตชีวามากกว่า ส่วนภาพฉางเอ๋อนี้กลับไม่มีความรู้สึกเช่นนั้น”
กล่าวจบ ฉูซื่อโม่วก็เงียบไปนาน
มองในอีกแง่หนึ่ง ซ่างกวนจิ่งหงไม่ได้พูดผิดเลย
ยามที่ฉูซื่อโม่ววาดภาพเทพลั่วเสิน ในหัวคิดถึงแต่อู่เชียนเชียน ส่วนตอนที่วาดภาพฉางเอ๋อ เขาคิดเพียงว่าจะวาดนางให้สวยงามขึ้นหน่อย
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงของอู่เชียนเชียนดังมาจากด้านนอกภัตตาคารอวิ๋นหลาย “ซื่อโม่ว เจ้ามัวแต่ชักช้าอันใดอยู่ รีบออกมาสิ กลับบ้านกัน!”