ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 487 เหนื่อยเกินไปแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 487 เหนื่อยเกินไปแล้ว
บทที่ 487 เหนื่อยเกินไปแล้ว
จางอิงรั่งเป็นเหยี่ยว หานเฟยเป็นแม่ไก่ ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ทั้งสองคนเป็นลูกเจี๊ยบ
นี่คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดของพละกำลัง
แน่นอน แม้เพิ่งเล่นกันได้ไม่นานนัก จางอิงรั่งก็เหนื่อยเสียจนหายใจหอบ
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่โผล่หัวเล็ก ๆ น่ารักออกมาจากด้านหลังของหานเฟยคนละข้าง ซ่งซิงเยว่ทำปากจู๋และกล่าวอู้อี้ “ท่านขุนนางจางเหตุใดท่านจึงหยุดเสียแล้วล่ะเจ้าคะ เล่นต่อสิ ๆ เหยี่ยวยังจับลูกเจี๊ยบอย่างพวกข้าไม่ได้เลย”
“ไอ้หยา… ไม่ไหวแล้ว… ไม่ไหวแล้ว เหยี่ยวอย่างข้าน้อยนี้แก่เกินไป องค์ชายน้อย องค์หญิงน้อย ข้าน้อยวิ่งไม่ไหวแล้วจริง ๆ ขอรับ…”
ขณะกล่าว จางอิงรั่งโบกมือพร้อมกับหายใจหอบอย่างละล่ำละลัก “รูปร่างอย่างข้าน้อยก็แค่นี้ หากแต่รองแม่ทัพหานสูงใหญ่แข็งแกร่ง ข้าน้อยจะไปจับพวกท่านได้อย่างไรเล่า เหนื่อยเหลือเกิน ข้าน้อยเหนื่อยจริง ๆ ขอรับ…”
“ขออภัยขอรับ ท่านขุนนางจาง เป็นพวกข้าเองที่ไม่คิดให้รอบคอบ” ซ่งซิงเฉินกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
ในตอนนี้เอง ซ่งซิงเยว่ก็กลอกดวงตากลมโตใส เผยรอยยิ้มที่ดูคาดเดายาก เอ่ยแนะนำด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ท่านขุนนางจางมาเป็นลูกเจี๊ยบ ส่วนข้าจะเป็นเหยี่ยวเองเจ้าค่ะ”
จางอิงรั่งที่เพิ่งได้พักหายใจ เข้าใจว่าการละเล่นนี้คงจะจบลงเช่นนี้ หากแต่คิดไม่ถึงว่านางจะมีลูกไม้นี้อีก ทำเอาเขาตกใจจนเสียขวัญโดยพลัน
เขาเบิกตาโพลง มองเด็กน้อยซ่งซิงเยว่แล้วเอ่ย “องค์หญิงน้อย ท่านเมตตาข้าน้อยด้วยเถิด ข้าน้อยวิ่งไม่ไหวแล้วจริง ๆ ขอรับ”
หานเฟยที่อยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะแอบเม้มปากหัวเราะ พร้อมทั้งลอบกล่าวในใจ ‘ในที่สุดข้าก็ไม่ใช่คนเดียวที่ต้องทนรับความเมตตาของนายน้อยทั้งสองท่านนี้แล้ว’
จางอิงรั่งเห็นว่าเขาแอบหัวเราะก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้อีกฝ่ายในทันที “รองแม่ทัพหาน ท่านยังหัวเราะได้อยู่อีกหรือ รีบช่วยข้าพูดหน่อยสิ”
ซ่งชิงหลันมองเห็นทุกอย่าง จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ท่านขุนนางจางผู้นี้คือคนสนิทใกล้ชิดของฝ่าบาท ทั้งในและนอกวังไม่รู้ว่ามีคนมากน้อยเพียงใดที่อยากจะผูกมิตรกับเขา และล้วนเคารพนบนอบ คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาถูกเด็กน้อยสองคนทรมานจนหมดสภาพอย่างนี้
นี่ถ้าหากปล่อยให้คนอื่นมาเห็น คงจะตะลึงไปตาม ๆ กัน
ในตอนที่จางอิงรั่งใกล้จะล้มลงนั้นเอง ในที่สุดซ่งชิงหลันก็เอ่ยปาก “เฉินเฉิน เยว่เยว่ พวกเจ้าทำอันใดอยู่”
ในตอนนี้ เหล่าคนที่ได้ยินเสียงหันหน้ามาทันที และเห็นซ่งชิงหลันในชุดสีเขียวกำลังเดินเข้ามา
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่พุ่งตัววิ่งไปหานาง จับมือของซ่งชิงหลันเอาไว้คนละข้างซ้ายขวา
ส่วนจางอิงรั่งที่เห็นซ่งชิงหลันก็เหมือนกับได้เห็นความหวังสุดท้ายก็ไม่ปาน เขาถอนหายใจโล่งอก และกล่าวเบา ๆ “ไอ้หยา ในที่สุดแม่นางซ่งก็มาแล้ว ไม่อย่างนั้นคนแก่อย่างข้าคงจะรับไม่ไหวเสียแล้วขอรับ”
ในตอนนี้ หานเฟยที่อยู่ข้าง ๆ ยกยิ้มมุมปากบาง ๆ อย่างสื่อความนัย และกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ท่านขุนนางจาง ครั้งนี้ท่านคงรู้แล้วกระมังว่าเหตุใดเมื่อครู่ข้าไม่ช่วยท่านพูด มันเป็นเพราะข้าสัมผัสได้นานแล้วว่าพระชายาของพวกเรามาถึงแล้วอย่างไรเล่า และนางจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นแน่”
จางอิงรั่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ท่านนี่ช่างมีไหวพริบเสียจริง”
ทว่าซ่งซิงเยว่ที่มีไหวพริบที่สุด กะพริบดวงตากลมโตใส กล่าวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “ท่านแม่ พวกข้าเล่นเหยี่ยวจับลูกเจี๊ยบอยู่เจ้าค่ะ สนุกมากเลย”
ความนัยที่นางแฝงอยู่ก็คือพวกเขาล้วนอาสาเอง ไม่มีผู้ใดบังคับผู้ใดทั้งนั้น
แล้วซ่งชิงหลันจะมองความคิดเด็กหญิงไม่ออกได้อย่างไร
นางยิ้มบาง หรี่ตามองเด็กหญิง และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เป็นพวกเจ้าสองคนที่เล่นกันอย่างสนุกสนานเสียมากกว่า แม่ว่า ท่านขุนนางจางคงเหนื่อยมากแล้ว ไม่อยากเล่นต่อแล้วกระมัง”
“ท่านแม่… ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ…” ซ่งซิงเยว่ดูออกว่าซ่งชิงหลันโกรธเสียแล้ว จึงก้มหน้ารับผิดอย่างเชื่อฟัง
ซ่งชิงหลันลูบหัวเล็กของพวกเขาสองคนอย่างนุ่มนวล “ไปขอโทษท่านขุนนางจาง”
นางนำเด็กทั้งสองคนมาตรงหน้าจางอิงรั่ง กล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ท่านขุนนางจาง ต้องขอโทษจริง ๆ เจ้าค่ะ พวกเขาสองคนดื้อเกินไป ท่านคงเหนื่อยมาก”
กล่าวจบ นางก็ยื่นมือไปลูบด้านหลังศีรษะของเด็กทั้งสองคน
เด็กสองคนเข้าใจในทันที จึงก้มหัวยอมรับผิดกับจางอิงรั่งอย่างเชื่อฟัง “ขอโทษด้วยขอรับ ท่านขุนนางจาง เป็นความผิดของพวกเรา”
“ไอ้หยา คุณหนูทั้งสอง ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกขอรับ” จางอิงรั่งรีบห้ามพวกเขาเอาไว้ทันที จากนั้นหันมองซ่งชิงหลัน “การอยู่กับคุณหนูทั้งสองเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบในหน้าที่ขอรับ”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วพยักหน้า ไม่ได้ไปสืบเสาะอันใดเรื่องนี้อีก
จากนั้นนางเอ่ยถามจางอิงรั่ง “ที่ท่านขุนนางจางมาที่นี่ เป็นเพราะ…”
คงไม่ได้ออกมาจากวังหลวงเพื่อมาเล่นเหยี่ยวจับลูกเจี๊ยบกับเด็กทั้งสองคนโดยเฉพาะหรอกกระมัง
จางอิงรั่งยิ้ม จัดแจงเสื้อผ้าเสียหน่อย จากนั้นยกยิ้มแล้วกล่าว “วันพรุ่งนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ ตามกฎของวังหลวงแล้ว วันพรุ่งนี้ฝ่าบาทจะทรงจัดงานเลี้ยงของราชวงศ์ในวังหลวง ปีนี้ท่านอ๋องเพิ่งกลับมาเมืองหลวง ดังนั้นฝ่าบาทจึงได้ให้ข้าน้อยมาแจ้งข่าวท่านอ๋อง ว่าพรุ่งนี้ให้พาองค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงด้วยกันขอรับ”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้นี่เอง” ซ่งชิงหลันพยักหน้า
หันหน้าไปมองหานเฟยที่อยู่ข้าง ๆ “ท่านอ๋องไม่อยู่ที่จวนหรือ”
หานเฟยอ้าปาก ยังไม่ทันได้กล่าวอันใด จางอิงรั่งจึงรีบเอ่ยออกมา “ข้าน้อยบอกท่านอ๋องแล้วขอรับ เพียงแต่…”
ขณะกล่าว เขามองซ่งชิงหลันอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง “ข้าน้อยรอแม่นางซ่ง เพราะมีเรื่องต้องบอกขอรับ ฝ่าบาทตรัสว่างานเลี้ยงราชวงศ์ในวังหลวงวันพรุ่งนี้อยากจะเชิญแม่นางซ่งไปเข้าร่วมด้วย”
“ข้าหรือ” ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว “ไม่ดีกระมัง”
ถึงแม้ทุกคนจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของนางและไป๋เย่หานกันหมดแล้ว แต่ภายนอก ความสัมพันธ์ของพวกเขายังไม่มีชื่อเรียกที่ชัดเจน ให้นางเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยง นางจะไปในฐานะอันใดกัน
จางอิงรั่งเองก็ดูออกถึงความกังวลของนาง เขายกยิ้มออกมาแล้วเอ่ย “แม่นางซ่ง ท่านคือมารดาแท้ ๆ ขององค์หญิงน้อยและองค์ชายน้อยนะขอรับ ไปร่วมงานเลี้ยงของครอบครัวย่อมไม่มีอันใดที่ไม่เหมาะสม อีกอย่าง…”
ขณะกล่าว เขามองซ่งชิงหลันอีกครั้งแล้วยิ้มอย่างจริงใจ “ฝ่าบาทตรัสชื่อให้ท่านไปแล้ว ฝ่าบาททรงหมายความเช่นไร แม่นางซ่งเป็นคนฉลาดจะเดาไม่ออกเลยหรือขอรับ”
ซ่งชิงหลันยกยิ้มมุมปาก สิ่งที่นางเกลียดที่สุดคือการต้องมาคาดเดาเรื่องในวังหลวง มีเรื่องอันใดก็พูดออกมาตรง ๆ ไม่ได้หรือ จะต้องอ้อมค้อมให้ผู้อื่นเดาอยู่ได้ แม้พวกเขาจะไม่เหนื่อยแต่เพียงนางเห็นก็เหนื่อยแล้ว
อย่างไรนางก็รู้ ที่ฝ่าบาทให้นางไปร่วมงานเลี้ยงกับไป๋เย่หาน ความตั้งใจเบื้องหลังของเขานี้จะต้องไม่ได้เรียบง่ายเพียงนั้นเป็นแน่
ซ่งชิงหลันกำลังจะเอ่ยต่อ
ทว่าทันใดนั้นเอง ด้านหลังของนางกลับมีเสียงเย็นเยียบดังขึ้น “ท่านขุนนางจาง ข้าบอกให้ท่านกลับไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่อีก”