ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 489 คนแก่ก็คือเด็ก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 489 คนแก่ก็คือเด็ก
บทที่ 489 คนแก่ก็คือเด็ก
ฟังถึงตรงนี้ แม่เฒ่าซ่งรู้สึกได้ถึงปัญหาที่หนักหนาอย่างหนึ่ง นางมองซ่งชิงหลันอย่างกังวล “เช่นนั้นแล้ว… เช่นนั้นเฉินเฉินกับเยว่เยว่ต้องเข้าวังไปฉลองวันไหว้พระจันทร์ด้วยหรือ”
ซ่งชิงหลันถอนหายใจ นางรู้ว่าแม่เฒ่าซ่งจะมีการตอบสนองเช่นนี้ จึงได้ไม่บอกนางในทันที
“ไอ้หยา… วันไหว้พระจันทร์ทั้งที ควรเป็นวันที่ครอบครัวต้องมารวมตัวกัน นี่คนก็ไม่อยู่ พวกเราจะกินข้าวและฉลองเทศกาลกันอย่างไรเล่า” พูดจบ แม่เฒ่าซ่งก็มีสีหน้าไม่เต็มใจ
กู่เยียนหรานที่อยู่ข้าง ๆ เห็นเช่นนั้นก็ปลอบโยนในทันใด “ท่านย่า ยังมีพวกข้าอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ พวกข้าเองก็จะกินขนมไหว้พระจันทร์ ชมจันทร์ ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นเพื่อนท่านอย่างไรเล่า”
แม่เฒ่าซ่งมองหลานสะใภ้คนนี้ ในใจนางย่อมยินดี แต่เพียงคิดว่าเด็กน้อยสองคนอย่างซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ไม่อยู่ข้างกาย ในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล
อย่างไรเสีย นางก็เลี้ยงเด็กสองคนนี้มากับมือ วันไหว้พระจันทร์หลายปีที่ผ่านมานี้พวกเขาล้วนฉลองดัวยกัน นี่จู่ ๆ จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน นางไม่เคยชินเลยจริง ๆ
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่สบตากัน ทั้งสองคนกระโดดลงจากเก้าอี้อย่างพร้อมเพรียง ซุกเข้าไปในอ้อมกอดของแม่เฒ่าซ่งคนละข้างซ้ายขวา กล่าวออดอ้อน “ท่านยายทวด ว่ากันว่าวันต่อไปพระจันทร์จะกลมสวยยิ่งกว่า พรุ่งนี้พวกเราจะมาชื่นชมพระจันทร์ของวันที่สิบหกเป็นเพื่อนท่านอีกครั้งนะเจ้าคะ มาชื่นชมกระต่ายด้วยกัน มากินขนมไหว้พระจันทร์ของท่านแม่ด้วยกัน ดีหรือไม่เจ้าคะ”
ว่ากันว่าคนแก่ก็คือเด็ก ขอเพียงโน้มน้าว อันใดก็คุยได้เข้าใจทั้งนั้น
แน่นอน ด้วยคำหวานของซ่งซิงเยว่ อารมณ์ของแม่เฒ่าซ่งดีขึ้นในทันตา
นางจิ้มจมูกเล็กน่ารักของเด็กหญิง กล่าวพลางหัวเราะคิกคัก “ไอ้หยา เยว่เยว่ของพวกเราฉลาดเสียจริง เช่นนั้นพวกเราค่อยมาชมพระจันทร์ดวงใหญ่ในวันที่สิบหกด้วยกันคืนพรุ่งนี้เถิด”
หลังจากโน้มน้าวแม่เฒ่าซ่งแล้ว ซ่งชิงหลันก็กินบะหมี่สองคำอย่างรีบร้อนแล้วกลับไปที่ห้อง
ภายในห้อง นางข้าหลวงกุ้ยจือได้นำชุดฝ่ายในที่นำมาแผ่ออกไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นซ่งชิงหลันเข้ามานางก็เอ่ย “แม่นางซ่ง ท่านมาเลือกไปสักชุดสิเจ้าคะ อีกเดี๋ยวจะต้องทำผมและแต่งตัว มีเวลาไม่มากแล้ว”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว ในใจลอบกล่าว ‘เหตุใดต้องทำให้ซับซ้อนและยุ่งยากเพียงนี้ด้วย’
ทว่านางไม่มีเวลาว่างมานั่งเลือกแล้ว สุดท้าย จึงคิดวิธีที่รวดเร็วที่สุดออก
“ท่านอ๋องใส่สีอันใดหรือ”
“สีม่วงเจ้าค่ะ”
“ได้ เช่นนั้นข้าใส่ชุดสีม่วงนั้นก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ”
นางข้าหลวงกุ้ยจือพยักหน้า จากนั้นส่งสายตาให้แม่นมด้านหลังสองสามคนนำชุดฝ่ายในที่ซ่งชิงหลันเลือกมา ช่วยซ่งชิงหลันใส่
เมื่อใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ซ่งชิงหลันก็เหมือนกับหุ่นเชิดอย่างไรอย่างนั้น นางถูกเหล่าแม่นมลากมาตรงหน้าโต๊ะแต่งหน้า กดให้นั่งลงดี ๆ
จากนั้น พวกนางสองสามคนก็เริ่มแบ่งหน้าที่กัน ทำผมคน แต่งหน้าคน เลือกเครื่องประดับคน
ตอนนี้ซ่งชิงหลันสัมผัสถึงความหมายแฝงของสิ่งที่นางข้าหลวงกุ้ยจือเพิ่งบอกว่า ‘เวลาไม่พอ’ แล้ว
เพราะเพียงแค่การแต่งหน้าแต่งตัวยังต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม
หากไม่ใช่ว่าซ่งชิงหลันยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ขจัดความซับซ้อน คงจะต้องใช้เวลามากกว่านี้เสียอีก
เวลาคือชีวิต เวลาคือเงินทอง พวกนางเสียเวลาไปเปล่า ๆ เช่นนี้ ช่างถือเป็นการทำให้เสียทรัพย์สิน
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะบ่นอยู่ในใจ หญิงจากวังหลวงเหล่านี้ช่างไม่รู้จักความลำบากของโลกภายนอกเลย ภายในวังหลวงที่ลึกล้ำนั้นคงจะว่างกันเสียแทบบ้า จึงทำได้เพียงเสียเวลากว่าครึ่งของวันไปกับการแต่งหน้าแต่งตัว
เหตุผลก็เพื่อรอชายที่ไม่รู้ว่าจะปรากฏตัวหรือไม่เพียงคนเดียว
ช่างเป็นความทุกข์ทนของสตรีเสียจริง…
นางไม่อยากเป็นสตรีที่ทนทุกข์เช่นนั้น
ในตอนที่ซ่งชิงหลันกำลังครุ่นคิดจินตนาการอยู่ ตอนนี้การเปลี่ยนชุดแต่งตัวก็เสร็จสิ้นเสียที
ทันทีที่พวกนางเปิดประตูออกมา พบว่าไป๋เย่หานพาซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่มารออยู่หน้าประตูเสียแล้ว
พวกเขาสามคนเองก็เปลี่ยนเป็นชุดฝ่ายในที่งดงาม ดูแล้วเปล่งประกายอย่างมาก
“ไอ้หยา… ท่านแม่ งดงามหรือเกินเจ้าค่ะ” เพียงซ่งซิงเยว่เห็นซ่งชิงหลัน นางเอ่ยปากชื่นชมทันที
ซ่งชิงหลันเดินหน้าไป บีบใบหน้าเล็กอ้วนของเด็กหญิง และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เยว่เยว่ของพวกเราเองก็งดงามมาก”
“เช่นนั้นพอเยว่เยว่โตแล้ว ก็จะสวยเหมือนท่านแม่ใช่หรือไม่เจ้าคะ” ซ่งซิงเยว่กะพริบดวงตาโตใส เอ่ยถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
“แน่นอนอยู่แล้ว เยว่เยว่จะต้องงดงามเสียยิ่งกว่าแม่อีก” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันเหลือบมองไป๋เย่หานแวบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรเสีย เพราะมีพันธุกรรมที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่ รูปลักษณ์ของซ่งซิงเยว่จะไม่มีทางห่างไปจากนี้แน่
ในตอนนี้ นางข้าหลวงกุ้ยจือที่คอยจัดการเวลาอยู่ตลอดเอ่ยเตือนจากด้านข้าง “ท่านอ๋อง ได้เวลาแล้วเพคะ รถม้าเข้าวังหลวงรออยู่ด้านนอกนานแล้วเพคะ”
ไป๋เย่หานพยักหน้าอย่างเย็นชา “เข้าใจแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็จับมือเล็กของซ่งชิงหลันเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างนุ่มนวล “ไปกันเถิด”
ทันทีที่ขึ้นรถม้าไป นางเริ่มยืดกล้ามเนื้อ
ไป๋เย่หานรีบช่วยนวดไหล่ให้นางทันที บีบเอวเล็กไว้แล้วกล่าวอย่างเห็นใจ “เหตุใดเจ้าจึงเหนื่อยถึงเพียงนี้”
“ท่านลองถูกคนกดให้นั่งลงบนเก้าอี้แบบห้ามขยับแล้วจับทรมานกว่าสองชั่วยามดูสิ ดูว่าจะเหนื่อยหรือไม่” ซ่งชิงหลันกลอกตา “คนยืนพูดย่อมไม่ปวดเอวจริง ๆ นั่นแหละ”
ไป๋เย่หานยิ้มอบอุ่น “ดังนั้นตอนนี้ข้าถึงได้ช่วยนวดให้พระชายาอย่างไรเล่า”
“ข้าด้วย ข้าเองก็ช่วยนวดน่องให้ท่านแม่เจ้าค่ะ”
จากนั้น ซ่งซิงเฉินกับซ่งซิงเยว่ก็เดินมายื่นมือเล็กนุ่มนวดน่องขาให้ซ่งชิงหลัน
ซ่งชิงหลันเพลิดเพลินไปกับบริการนวดของทั้งสามคน ในใจรู้สึกสบายเกินจะกล่าว มันสบายเสียจนแทบผล็อยหลับไป
ทว่าในตอนนั้น ไป๋เย่หานกลับคิดอันใดออก มองซ่งชิงหลันแล้วเอ่ยถาม “จริงสิ เมื่อคืนเจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลย เจ้าไปทำอันใดมากันแน่ จึงกลับมาดึกดื่นเพียงนั้น”
ซ่งชิงหลันกลอกตาเล็กน้อย มองไป๋เย่หานแล้วเผยรอยยิ้มมีเลศนัย “คืนนี้ท่านจะรู้เอง อย่าใจร้อนไปเลย”
พูดจบ นางชี้ไปที่ไหล่ “ไป๋เย่หาน ตรงนี้เองก็เมื่อย ท่านช่วยนวดให้ข้าอีกหน่อยสิ”
“นี่ ๆ ๆ… เบา ๆ หน่อย เบา ๆ หน่อยสิ อย่าทำข้าเจ็บ…”
“อืม… แรงเท่านี้แหละ รักษาระดับไว้นะ อา สบายจัง…”
ด้านนอกรถม้า เหล่าแม่นมที่มาด้วยได้ยินเสียงอันคลุมเครือของซ่งชิงหลันดังมาจากด้านใน อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงอย่างเขินอาย
ถึงแม้ภายนอกนางข้าหลวงกุ้ยจือจะดูไม่ตกใจ แต่ความจริงในใจนางว้าวุ่นไปหมด
นางลอบกัดฟัน กล่าวในใจ ‘ซ่งชิงหลันผู้นี้ช่างเก่งเหลือเกิน กล้าให้ท่านอ๋องนวดให้เลยหรือ ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เรื่องนี้จะต้องบอกให้พระสนมเฉินรู้เสียแล้ว สตรีเช่นนี้ช่างกล้าเหลือเกิน ต้องหาวิธีจัดการให้ได้’
จนกระทั่งนางได้สติกลับมา ก็ได้ยินเสียงนางข้าหลวงสองสามคนตรงหน้ากำลังกระซิบกระซาบอยู่
“ท่านอ๋องกับแม่นางซ่งช่างรักกันมากจริง ๆ”
“นั่นสิ! นั่นสิ! ปกติเห็นหานอ๋องเย็นชาตลอด คิดไม่ถึงว่าจะมีด้านนี้อยู่ด้วย”
“แม่นางซ่งช่างน่าอิจฉาเสียจริง…”
“ครั้งนี้ฝ่าบาททรงเชิญนางมาร่วมงานเลี้ยงราชวงศ์ด้วยพระองค์เอง คงจะทรงวางแผนให้นางเป็นพระชายาหานอ๋องเป็นแน่”
……
นางข้าหลวงกุ้ยจือขมวดคิ้ว ตะโกนเสียงเย็นออกไป “บังอาจ! พวกเจ้าพูดเรื่องไร้สาระอันใด อยากตายหรือไร”