ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 490 ถูกบังคับให้แยกกัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 490 ถูกบังคับให้แยกกัน
บทที่ 490 ถูกบังคับให้แยกกัน
ซ่งชิงหลันเตรียมใจเอาไว้ก่อนจะเข้าไปในวังหลวงว่างานเลี้ยงราชวงศ์ในราชสำนักครั้งนี้จะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
เพียงแต่นางคิดไม่ถึงเลยว่าจะไม่ธรรมดาถึงเพียงนี้
เพียงเข้ามาในวัง ซ่งชิงหลันก็ถูกบังคับให้แยกจากพวกไป๋เย่หานเสียแล้ว
นางถูกเหล่าแม่นมพาไปอีกที่หนึ่ง บอกว่าจะต้องจัดการประเพณีการเซ่นไหว้ในราชสำนักเสียก่อน
เหล่าราชวงศ์ติดตามองค์จักรพรรดิไปเซ่นไหว้ที่พระตำหนักจ้งเทียน ส่วนเหล่านางในวังหลังและพระสนมเองก็ตามพระมเหสีไปเซ่นไหว้ที่พระตำหนักเฟิ่งอี๋
หลังจากมาถึง ซ่งชิงหลันจึงได้เข้าใจความหมายของสำนวนที่ว่าพิธีการหยุมหยิม
เดิมทีนี่เป็นเพียงการเซ่นไหว้ที่เรียบง่ายอย่างมาก แต่พวกเขากลับทำให้ซับซ้อนเหลือเกิน ทำนั่นทำนี่ จนซ่งชิงหลันเหมือนกับเครื่องจักรที่ไม่มีความรู้สึกอย่างไรอย่างนั้น หัดทำตามพวกนางอยู่ข้างหลัง
ขณะที่ทำพิธีกรรมครั้งนี้ดำเนินไป ท้องฟ้าก็เริ่มจะมืด
ตอนนี้ ซ่งชิงหลันเริ่มคารวะเหล่าหญิงในวังหลวง นางก็เริ่มรู้สึกหิวแล้ว แต่หญิงเหล่านั้นกลับไม่รู้สึกอันใดเลยแม้แต่น้อย
โชคดีที่มาถึงขั้นตอนสุดท้ายกันแล้ว
หลังจากพระมเหสีพาพวกนางอ่านพระคัมภีร์เสร็จแล้ว พวกเขาก็เปลี่ยนสถานที่ มาจุดธูปกันตรงหน้าศาลบรรพบุรุษ
ในตอนนี้ เหล่านางในวังหลังและพระสนมก็ผ่อนคลายเล็กน้อย
อย่างที่เขาว่าผู้หญิงสามคนมารวมตัวก็เหมือนอยู่ในตลาด การมีหญิงมากมายมารวมตัวอยู่ด้วยกันย่อมมีการพูดคุยซุบซิบ
“เฮ้อ… ในที่สุดก็ใกล้จะจบแล้ว ข้าหิวแล้วเนี่ย”
“ข้าก็ด้วย แต่ข้าพกขนมติดตัวมาบ้าง เจ้าอยากกินรองท้องหน่อยหรือไม่”
“เอาสิ ๆ นี่… พวกเจ้าเห็นหรือไม่ นั่นน่ะ… ใช่แม่นางซ่งที่เขาลือกันหรือไม่”
“ใช่นางนั่นแหละ”
“แต่นี่เป็นงานเลี้ยงในครอบครัวของเรา เหตุใดจึงเชิญนางมาด้วยเล่า”
“เจ้ายังไม่รู้หรือ ข้าได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงเชิญแม่นางซ่งผู้นี้มาด้วยตัวเอง”
“ฝ่าบาททรงเชิญมาเองหรือ เพราะเหตุใดกัน หรือว่า… ฝ่าบาททรงถูกใจนาง”
“เจ้านี่นะ อยู่ในวังหลวงมาตั้งนานกลับไม่รู้ข่าวอันใดเลยแม้แต่น้อย ลูกแฝดคู่นั้นของแม่นางซ่ง ความจริงแล้วเป็นบุตรของนางและหานอ๋องอย่างไรเล่า”
“ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่นั่นก็เป็นเรื่องตอนที่หานอ๋องเร่ร่อนอยู่ในหมู่ประชาชน ตอนนี้หานอ๋องกลับมาสู่ราชวงศ์แล้ว หญิงที่มีชาติกำเนิดเช่นนี้จะคู่ควรกับหานอ๋องที่โดดเด่นทางการทหารได้อย่างไร”
“เช่นนั้น นางจึงได้ไม่เคยแต่งงานเข้าจวนอ๋องอย่างนั้นหรือ”
“แต่ว่า ในเมื่อฝ่าบาททรงให้นางมา ก็แสดงว่าฝ่าบาทใกล้จะรับปากแล้วไม่ใช่หรือ”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง ต่อให้ฝ่าบาททรงเห็นด้วย พวกเจ้าคิดว่า… พระสนมเฉินจะเห็นด้วยหรือ ตลอดชีวิตของนางมีองค์ชายพระองค์เดียว กว่าจะตามกลับมาได้ช่างยากลำบาก ย่อมต้องให้เขาชิงบัลลังก์เป็นแน่”
“ถูกต้อง ข้าเองก็ได้ยินมาว่าพระสนมเฉินกำลังกว้านหาบุตรสาวขุนนางที่เหมาะสมกับหานอ๋องไปทั่ว”
“เช่นนั้นแล้ว แม่นางซ่งผู้นี้ก็น่าสงสารอยู่นะ ต่อให้ให้กำเนิดสายเลือดของราชวงศ์แล้วอย่างไร ในเมื่อไม่มีชื่อ ไม่มีฐานะ ก็เป็นเพียงต้นหญ้าต่ำต้อย…”
ในตอนนี้ พระมเหสีปักธูปเสร็จแล้วก็หมุนตัวกลับมา ใช้ดวงตาจ้องมองเหล่านางในวังหลังที่ซุบซิบนินทาด้วยสายตาเข้มงวด กล่าวเสียงเย็น “อยู่ที่ศาลบรรพบุรุษยังไม่รู้จักกฎเกณฑ์ ไม่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงคืนนี้แล้วหรือไร”
“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ พระมเหสีโปรดทรงเมตตาด้วย”
เหล่านางในวังหลังตกใจจนหน้าซีด รีบขอความเห็นใจ
พวกนางเป็นนางในวังหลังที่ไม่ได้รับความโปรดปราน ตลอดทั้งปีไม่เคยได้พบกับองค์จักรพรรดิ ครั้งนี้กว่าจะได้เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ให้พวกนางได้ออกมาปรากฏตัวบ้างช่างยากลำบาก ก็หวังว่าจะได้แสดงความสามารถโดดเด่นในงานเลี้ยงราชวงศ์ ไม่แน่ว่าอาจจะได้รอยยิ้มจากฝ่าบาทบ้าง ถึงตอนนั้นจะได้พลิกสถานการณ์ ไต้เต้าขึ้นตำแหน่งสูงภายในคืนเดียว
ส่วนพระมเหสีเป็นถึงหัวหน้าของตำหนักทั้งหก จะไม่เข้าใจความคิดเล็ก ๆ ของพวกนางได้อย่างไร
เพียงแต่ว่า ในเมื่อสามารถอยู่ในตำแหน่งพระมเหสีได้แล้ว นางก็ต้องมีความสามารถในการรักษาสมดุลของตำหนักทั้งหก
นางยิ้มบาง ๆ หันหน้าไปมองพระสนมเฉินที่อยู่ข้างกาย “พระสนมเฉิน เจ้าคิดว่าควรจัดการพวกนางอย่างไร”
เมื่อกล่าวคำนี้ออกไป เหมือนเป็นการโยนเผือกร้อนไปใส่มือพระสนมเฉินไม่มีผิด
อีกอย่าง พวกนางเพิ่งจะวิจารณ์เรื่องของซ่งชิงหลันกัน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับพระสนมเฉินทางอ้อมด้วย การให้นางเป็นคนออกความเห็น เรียกได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ช่างเป็นเล่ห์เหลี่ยมชั้นสูงเสียจริง
ซ่งชิงหลันยืนอยู่ข้าง ๆ มองภาพการต่อสู้เล็ก ๆ ในวังหลวงนี้อย่างเงียบ ๆ ภาพที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ เหมือนกับการต่อสู้ในวังหลวงในโทรทัศน์ไม่มีผิด
หากแต่พระสนมเฉินไม่ได้อ่อนแอ นางย่อมรู้ดีว่าพระมเหสีอยากจะยืมปากของตนลงโทษเหล่าสนมที่ไม่เป็นที่โปรดปรานเหล่านั้น
เรื่องที่ทำคนอื่นคับข้องก็ให้นางทำ ส่วนพระมเหสีทรงนั่งเป็นชาวประมงที่ได้รับผลประโยชน์ ขณะเดียวกันยังสามารถทำให้นางรำคาญใจได้ เป็นชั้นเชิงขั้นสูงจริง ๆ
ทว่าพระสนมเฉินย่อมไม่ปล่อยให้นางได้สมดั่งใจ
นางแสร้งยิ้มออกมาแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน “วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ เป็นวันรวมตัว พวกเราควรอยู่ร่วมกันอย่างสงบ นี่ถ้าหากลงโทษไป อีกเดี๋ยวจะทำให้ฝ่าบาททรงเสียอารมณ์ พวกเราล้วนจะรับมือกันไม่ไหวนะเพคะ จากที่หม่อมฉันเห็น ปล่อยไปเช่นนี้เถิดเพคะ พระมเหสีทรงคิดเห็นเช่นไร”
เพียงคำพูดไม่กี่คำของนาง หม้อร้อนนี้ก็กลับเข้าไปสู่พระมเหสีเสียแล้ว
พระมเหสีหรี่ตาลง มองพระสนมเฉินอย่างลึกซึ้ง และยิ้มอย่างมีความนัย กล่าวกับนางในเหล่านั้นว่า “ยังไม่รีบไปจุดธูปอีก”
สองสามคนนั้นพูดออกมาพร้อมกันทันที “ขอบพระทัยพระมเหสี ขอบพระทัยพระสนมเฉิน”
จากนั้น พระมเหสีและพระสนมเฉินก็เดินมาอีกด้านหนึ่ง เหล่านางในที่ยังเหลืออยู่ก็ขึ้นไปจุดธูปกับเหล่าพระสนม ประมาณครึ่งชั่วยามผ่านไป ในที่สุดก็จบลง
ทุกคนเดินตามหลังพระมเหสีและพระสนมเฉินออกไป
ส่วนซ่งชิงหลันที่หิวเสียจนร่างกายอ่อนแอ ในตอนนั้น ท้องก็ส่งเสียงร้องโครกครากออกมา จนนางปิดท้องไว้ โชคดีที่คนรอบ ๆ ไม่ทันสังเกต จึงไม่กระอักกระอ่วนเท่าไร
นางถอนหายใจ ลอบกล่าวในใจ ‘หากรู้แต่แรกคงเอาของกินเล่นมากินด้วยคงดี’
ผู้ใดจะไปคิดว่าในวังหลวงที่ยิ่งใหญ่นี้จะปล่อยให้คนหิวได้
ในตอนนี้เอง มือขาวงดงามยื่นขนมแป้งอบกรอบชิ้นเล็ก ๆ มาตรงหน้าซ่งชิงหลัน “คงไม่ได้กินมื้อเย็นกันเร็วเพียงนั้นแน่ ท่านกินขนมรองท้องไปก่อนเถิด”
น้ำเสียงนี้ฟังดูอ่อนโยน น่าฟัง และนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเหมือนได้อาบน้ำในฤดูใบไม้ผลิ เพียงได้ฟังก็รู้สึกว่าเจ้าของเสียงจะต้องเป็นยอดหญิงงาม
ซ่งชิงหลันหันหน้าไปมอง เห็นใบหน้าที่มีรูปลักษณ์ธรรมดา เครื่องหน้าไม่ได้มีอันใดโดดเด่นนัก แต่เมื่อมารวมกันแล้วกลับให้ความรู้สึกสบายตา หากแต่เสื้อผ้าของนางเมื่อเทียบกับเหล่าสนมแล้ว ถือว่าไม่เป็นจุดสนใจเอาเสียเลย
ในตอนนี้ นางกำลังยิ้มบาง ๆ แล้วถามอีกครั้ง “ท่านจะกินหรือไม่”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วพยักหน้ารับมา “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“นี่ข้าเป็นคนทำด้วยตนเอง ไม่รู้ว่าจะถูกปากท่านหรือไม่”
นางนำขนมอบกรอบชิ้นเล็กใส่ปาก เคี้ยวแล้วกลืน “อืม อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ”
“แม่นางซ่งเป็นยอดฝีมือในการทำอาหารชั้นเลิศ การได้รับคำชมจากแม่นางซ่ง ข้าก็เหมือนได้รับความชื่นชอบอย่างไม่คาดหวัง” กล่าวจบ นางยิ้มอีกครั้ง ดวงตายิ้มโค้ง ดูแล้วน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ
ซ่งชิงหลันชอบหญิงที่อ่อนโยนผู้นี้ตั้งแต่แรกเห็น
นางยิ้มบาง “ท่านรู้จักข้าหรือเจ้าคะ”