ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 496 พวกเจ้าเองก็ลองดู
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 496 พวกเจ้าเองก็ลองดู
บทที่ 496 พวกเจ้าเองก็ลองดู
เหล่านางข้าหลวงที่คอยรับใช้อยู่ข้าง ๆ ในตอนนี้พากันเดินหน้ามาหั่นขนมไหว้พระจันทร์ให้กับนายท่านทุกคน
เพียงลงมีดที่ขนมไหว้พระจันทร์ กลิ่นหอมก็ชัดเจนขึ้น ต่อให้เพิ่งจะกินข้าวอิ่ม ก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ
การมีคนจำนวนมากมารวมตัวในวันไหว้พระจันทร์พร้อมกับขนมไหว้พระจันทร์ รวมถึงอารมณ์และทิวทัศน์ นี่เป็นช่วงเวลาดีที่เหมาะแก่การกราบไหว้เทพแห่งดวงจันทร์เสียจริง
จิ่งกวงเยี่ยมองเหล่าอ๋องและหลาน ๆ ที่อยู่กันเต็มศาลา ในใจของเขามีความสุขอย่างมาก “อย่างที่พวกเจ้าเห็น ขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้ต่างจากเมื่อก่อน รสชาติอร่อยกว่า ข้าลองชิมแล้วกินได้ไม่เบื่อ พวกเจ้าเองก็ลองดูเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียว จากนั้นก็จิ้มกินทีละคน และชื่นชมไม่ขาดปาก
“อืม อร่อยมาก! ขนมไหว้พระจันทร์รสโหงวยิ้งนี่หอมกว่าปีก่อนมากนัก! อร่อย! ข้าขอกินอีกชิ้น!”
“นั่นสิ! นั่นสิ! ขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้มีรสชาติเข้มข้น รสเม็ดบัวนี้ยอดเยี่ยมมาก หวานแต่ไม่เลี่ยน ยกให้เป็นที่หนึ่งเลย”
“รสถั่วแดงนี้ก็อร่อย ดูท่าปีนี้ห้องพระเครื่องต้นจะคิดมาอย่างดี”
“เสด็จพ่อ ระดับนี้แล้ว ควรจะให้รางวัลห้องพระเครื่องต้นนะพ่ะย่ะค่ะ”
……
จิ่งกวงเยี่ยลิ้มรสขนมไหว้พระจันทร์พลางมองทุกคนที่ด้านล่าง ก็ยกยิ้มแต่ไม่กล่าวอันใด
ในตอนนี้ ลู่หว่านโหรวที่อยู่ด้านหนึ่ง หลังจากได้กินขนมไหว้พระจันทร์โหงวยิ้งแล้ว ก็กล่าวกับชิ่งอ๋องที่อยู่ด้านข้าง “ขนมไหว้พระจันทร์โหงวยิ้งนี้หอมกว่าปีก่อน เป็นเพราะในไส้ใส่หมูแดงเพิ่มเข้าไป รสชาติเช่นนี้ ข้าเคยได้กินจากขนมไหว้พระจันทร์ของภัตตาคารอวิ๋นหลายเจ้าค่ะ”
“อืม รสเมล็ดบัวนี้ ก็คล้ายคลึงกับขนมไหว้พระจันทร์ที่เจ้าซื้อมาจากภัตตาคารอวิ๋นหลายเช่นกัน”
หากแต่หลิวหรูเยว่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขา อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะ “ชิ่งอ๋อง พระชายาชิ่ง พวกท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร จะบอกว่าพ่อครัวห้องพระเครื่องต้นแห่งวังหลวงนี้ไปลอกสูตรของภัตตาคารอวิ๋นหลายเล็ก ๆ นั่นมาหรือ ช่างหยาบคายเกินไปแล้ว”
กล่าวจบ นางนำขนมไหว้พระจันทร์โหงวยิ้งหมูแดงใส่ปาก ลิ้มรสอย่างละเมียด จากนั้นกวาดตามองซ่งชิงหลัน “ของข้างนอกไม่อาจจะเทียบของในวังหลวงได้ เหมือนกับขนมไหว้พระจันทร์นี้ บางคนบอกว่าขนมไหว้พระจันทร์ของภัตตาคารอวิ๋นหลายนั้นอร่อย นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยกินของในวังหลวง ข้าคิดว่าขนมไหว้พระจันทร์ในวังหลวงนั้นอร่อยที่สุดแล้ว นี่สิจึงจะคู่ควรกับฐานะของพวกเรา ใช่หรือไม่เพคะ ท่านอ๋อง”
หลังจากกล่าวจบ หลิวหรูเยว่ยังกะพริบตาให้จิ่งเทียนสิงที่อยู่ข้าง ๆ เป็นสัญญาณให้เขาตามน้ำกับตนเอง
จิ่งเทียนสิงเข้าใจในทันที จึงนำขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นใหญ่ยัดใส่ปาก “อืม ถูกต้อง พระชายากล่าวได้ถูกต้องที่สุด”
กล่าวจบก็ยังมองไปทางจางอิงรั่ง และซักถาม “ขุนนางจาง ขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้เป็นฝีมือของพ่อครัวห้องพระเครื่องต้นคนใดหรือ รสชาตินี้ช่างแตกต่างเสียจริง”
“เอ่อ… เรื่องนั้น…” จางอิงรั่งยิ้ม และมองไปยังซ่งชิงหลันโดยไม่รู้ตัว
หากแต่ซ่งชิงหลันในตอนนี้นั้นไม่สนใจผู้อื่น นำขนมไหว้พระจันทร์ไส้เมล็ดบัวป้อนใส่ปากของไป๋เย่หาน เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มหวาน “เป็นอย่างไรบ้าง อร่อยหรือไม่”
ไป๋เย่หานเคี้ยวอย่างช้า ๆ ลิ้มรสอย่างตั้งใจ จากนั้นดวงตาก็ฉายแววตกใจและยินดี มองซ่งชิงหลันด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “อร่อย รสชาตินี้…”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วพยักหน้า “อร่อยก็ถูกแล้ว เช่นนั้นกินอีกหน่อยเถิด”
ในตอนนี้ หลิวหรูเยว่ที่ได้เห็นภาพนี้ยิ่งรู้สึกเหยียดหยามกว่าเดิม “แม้แต่หานอ๋องเองยังบอกว่าขนมไหว้พระจันทร์ของในวังอร่อย ขุนนางจาง ท่านบอกมาเถิดว่าขนมไหว้พระจันทร์นี้เป็นของพ่อครัวห้องพระเครื่องต้นคนใด จะได้ให้แม่นางซ่งไปเรียนรู้จากเขาเสียหน่อย เพื่อยกระดับฝีมือของนาง”
หลังจากกล่าวจบ นางมองซ่งชิงหลันด้วยสีหน้ายั่วยุ
จางอิงรั่งมองสีหน้าท่าทางเหมือนกิ้งก่าได้ทองของนาง ในใจก็อึดอัด ความจริงแล้วในใจเขานั้นเข้าข้างซ่งชิงหลันมากกว่า
จางอิงรั่งก้มหน้ายิ้มจาง ๆ “ในเมื่อพระชายาลี่ซักถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นนั้นข้าน้อยคงต้องขอบอกตามความจริง ความจริงแล้ว ขนมไหว้พระจันทร์ในวังปีนี้ ทางเราเชิญแม่นางซ่งมาชี้แนะพ่อครัวห้องพระเครื่องต้นในวังหลวงให้ทำออกมาเป็นพิเศษ ดังนั้นแล้ว ขนมไหว้พระจันทร์ที่นายท่านทุกคนได้กิน เป็นขนมไหว้พระจันทร์ที่ทำมาจากสูตรลับของแม่นางซ่งขอรับ”
ทันทีที่กล่าวออกไปเช่นนั้น ทุกคนก็ฮือฮาขึ้นมา
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าความจริงจะเป็นเช่นนี้
ยามนี้ลู่หว่านโหรวตื่นเต้นขึ้นมาอย่างหาได้ยาก “ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า รสชาติขนมไหว้พระจันทร์นี้คุ้นเคยยิ่งนัก ที่แท้ก็เป็นฝีมือแม่นางซ่งจริง ๆ ด้วย”
ชิ่งอ๋องเองหันหน้ามามองซ่งชิงหลันแล้วเอ่ย “แม่นางซ่ง ขนมไหว้พระจันทร์ที่ท่านทำอร่อยจริง ๆ ท่านเก่งกาจเกินไปแล้ว”
“ขอบพระคุณชิ่งอ๋อง และพระชายาชิ่งที่ชม” ซ่งชิงหลันพยักหน้ายิ้ม ๆ
จากนั้นหันหน้าไปมองหลิวหรูเยว่ที่อยู่ตรงข้าม ทว่าเห็นเพียงสีหน้าอับอายราวกับได้กินอุจจาระของนาง จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ดูท่า พระชายาลี่คงจะไม่เคยกินขนมไหว้พระจันทร์จากภัตตาคารอวิ๋นหลายของเรา แต่เช่นนี้ก็ดี ข้าจะได้รับการประเมินที่จริงใจที่สุด เมื่อครู่พระชายาลี่เองก็บอกแล้วว่าขนมไหว้พระจันทร์นี้อร่อย เช่นนั้นก็พิสูจน์ได้ว่าขนมไหว้พระจันทร์จากภัตตาคารอวิ๋นหลายของเรานั้นไม่เลวเลยจริง ๆ”
หลิวหรูเยว่ยังคงมีรอยยิ้มแข็งทื่อ ดวงตาสองข้างเต็มไปด้วยความอาฆาตและริษยา
นางอยากจะกลืนคำที่เพิ่งกล่าวออกมาลงไปให้หมดจริง ๆ นางเองก็คิดไม่ถึง ว่าที่แท้คำที่นำมาเหยียดหยันอีกฝ่ายจะเปลี่ยนเป็นคำชื่นชม ขโมยไก่ไม่ได้แล้วยังเสียข้าวสารอีกกำมือ
จิ่งกวงเยี่ยเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ราวกับคาดเดาเอาไว้แล้ว
เขายกจอกสุราขึ้นมา “วันนี้คือวันฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ พวกเรามาดื่มฉลองให้พระจันทร์จอกหนึ่งเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
กล่าวจบ ทุกคนยกจอกสุราขึ้นมา
จากนั้นจิ่งกวงเยี่ยสั่งกำชับจางอิงรั่งเป็นพิเศษ “ในเมื่อพวกเขาล้วนบอกว่าขนมไหว้พระจันทร์นี้อร่อย อีกเดี๋ยวก็ให้ทางห้องเครื่องต้นเตรียมมันไว้ให้พร้อม ให้พวกเขาทุกคนนำกลับไปเสียหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้” จางอิงรั่งพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวจากไป ยังจงใจมองไปยังหลิวหรูเยว่
เห็นนางมีสีหน้าเขียวคล้ำ ย่ำแย่เสียยิ่งกว่ากินอุจจาระ เขาก็อดไม่ได้ที่จะลอบหัวเราะ จากนั้นกวักมือเรียกขันทีน้อยที่ด้านหลังตน “ไปกันเถิด”
ขันทีน้อยผู้นั้นเข้าวังมาไม่นาน ยังดูสถานการณ์ไม่ออก จึงได้เดินหน้าไปอย่างอยากรู้ “ท่านขุนนางจาง พระชายาลี่ใหญ่กว่าแม่นางซ่งไม่ใช่หรือ เมื่อครู่ที่ท่านกล่าวเช่นนั้น ไม่กลัวว่าจะทำให้พระชายาลี่ขุ่นเคืองใจหรือขอรับ”
จางอิงรั่งยิ้ม จากนั้นยื่นมือไปตบศีรษะของหนุ่มน้อยครั้งหนึ่ง “เจ้าโง่นี่ วันนี้เป็นงานเลี้ยงของวังหลวง ฝ่าบาททรงตามแม่นางซ่งมาด้วยตนเอง เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ อีกอย่าง ขนมไหว้พระจันทร์นี้นั้น ความจริงที่ฝ่าบาททรงเชิญแม่นางซ่งมาทำ มีเพียงข้าที่รู้ หากไม่ได้รับการเห็นด้วยจากฝ่าบาท ข้าจะกล้าพูดออกมาต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์หรือ”
เช่นนั้นย่อมแสดงว่าคำพูดของจางอิงรั่งเป็นความคิดขององค์จักรพรรดิ
จางอิงรั่งยิ้มอย่างมีนัย “ที่น่าสนใจที่สุดก็คือกลยุทธ์ที่ฝ่าบาททรงเตรียมขนมไหว้พระจันทร์ให้นายท่านทุกคนนำกลับไปนี่สิ”
“น่าสนใจอย่างไรหรือขอรับ นำขนมไหว้พระจันทร์กลับไปก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ” ขันทีน้อยผู้นั้นถามต่ออย่างสงสัย
“ของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้นั้นจะเหมือนกันได้อย่างไร ต่อให้ไม่ชอบ ก็ไม่อาจโยนทิ้งไปได้ ฝ่าบาททรงช่วยแม่นางซ่งยั่วยุพระชายาลี่อย่างเห็นได้ชัด” กล่าวจบ เขามองขันทีน้อยอย่างลึกซึ้ง “เจ้าน่ะนะ อยากจะเป็นคนรับใช้ในวังหลวง ยังมีอันใดต้องเรียนรู้อีกมาก”
“ใช่ขอรับ ๆ ท่านขุนนางจางโปรดชี้แนะด้วย”
“ได้ ตอนนี้ข้าจะบอกทางให้เจ้าเอง”
“ท่านขุนนางเชิญว่ามาได้เลยขอรับ”
จางอิงรั่งยกยิ้ม “เจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ว่าเมื่อครู่พระชายาลี่ไม่ชอบขนมไหว้พระจันทร์รสชาติใดที่สุด”
ขันทีน้อยผู้นั้นครุ่นคิด “ดูเหมือนจะเป็นฟักเขียวขอรับ”
“เช่นนั้นก็เตรียมไส้ฟักเขียวให้จวนลี่อ๋องมากหน่อย”
ขันทีน้อยผู้นั้นเข้าใจในทันที ยกนิ้วโป้งให้จางอิงรั่งแล้วกล่าว “ท่านขุนนางจาง ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมจริง ๆ ขอรับ”
[1] ขโมยไก่ไม่ได้แล้วยังเสียข้าวสารอีกกำมือ หมายถึง ฉวยโอกาสไม่สำเร็จแล้วยังขาดทุนอีกด้วย