ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 507 ฟ้ามืด อันตราย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 507 ฟ้ามืด อันตราย
บทที่ 507 ฟ้ามืด อันตราย
ไป๋เย่หานยกยิ้มมุมปากอันร้ายกาจ กล่าวอย่างแผ่วเบา “ข้าไม่ได้คิดอันใดเลยจริง ๆ คงเป็นเจ้าที่คิดเรื่องไม่ดีกระมัง หรือนี่เจ้ากำลังคิด…”
“คิดบ้าอันใดกัน!” ใบหน้าของซ่งชิงหลันแดงก่ำ หลังจากรู้ว่าถูกไป๋เย่หานแกล้ง นางจึงเหยียบเท้าไป๋เย่หานแล้วหนีไป
ดวงตาของไป๋เย่หานจ้องหญิงสาวเขม็ง แล้วรีบเหาะไปด้านหน้าแล้วจับมือของนางไว้ และกล่าวอย่างอ่อนโยน “อย่าวิ่งสิ นี่ฟ้ามืดแล้ว มันอันตรายมากนะ”
ยามนี้ ใบหน้างดงามของซ่งซิงเฉินที่อยู่ข้าง ๆ เองก็เคร่งเครียดขึ้นมา เขาจับมือซ่งซิงเยว่เอาไว้แน่นเช่นกัน ไม่เปิดโอกาสให้นางปล่อยมือ
ซ่งซิงเยว่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เฉินเฉิน เหตุใดเจ้าต้องจับมือข้าแน่นเพียงนี้ ข้าเจ็บนะ…”
“ชู่ว!”
ซ่งซิงเฉินทำท่าบอกให้นางเงียบ “ที่นี่มีอันตราย พวกเรารีบกลับกันเถิด”
กล่าวจบ เด็กทั้งสองคนก็เดินตามหลังไป๋เย่หานไปติด ๆ
หลังจากกลับถึงบ้าน ไป๋เย่หานทำตามสัญญา ช่วยนวดให้ซ่งชิงหลันทันที
ทว่าสิ่งที่ทำให้ซ่งชิงหลันแปลกใจก็คือ คืนนี้ชายคนนี้กลับเชื่อฟังนางเป็นพิเศษ ไม่ได้ฉวยโอกาสอันใดกับนาง เพียงแค่นวดเท่านั้น
ซ่งชิงหลันง่วงงุนไปในความสบายตัวและเพลิดเพลิน ยามที่ไม่ทันรู้ตัวก็ผล็อยหลับไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นซ่งชิงหลันหลับลึก ไป๋เย่หานก็ห่มผ้าห่มให้นางอย่างใส่ใจ จากนั้นจึงได้ออกจากห้องไป
เขาปิดประตูเบา ๆ ทว่าเมื่อหมุนตัวกลับมาก็เปลี่ยนสีหน้า แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในทันที
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดหม่น เผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกออกมา จากนั้นหายไปหน้าประตู เปลี่ยนเป็นเงาดำเลือนลาง
ไป๋เย่หานใช้วิชาตัวเบาออกจากจวนแม่ทัพ พึ่งพาวิชาตรวจสอบมาจนถึงตรอกแห่งหนึ่งที่ไร้ผู้คนใกล้ ๆ กับจวนหานอ๋อง
เขากล่าวเสียงเย็นกับตรอกที่ไม่มีผู้คน “ออกมาเสีย”
จากนั้น ชายชุดดำที่สวมใส่ชุดสอดแนมปิดหน้าปิดตาก็ปรากฏตัวในตรอก
ไป๋เย่หานรู้สึกได้ว่าคนผู้นี้ติดตามพวกเขามาตั้งแต่ตอนที่กำลังเดินกลับจากภัตตาคารอวิ๋นหลายแล้ว
แต่เพื่อปกป้องความปลอดภัยของซ่งชิงหลัน เขาจึงไม่ได้กระทำการบุ่มบ่าม และคิดมาจัดการปัญหาตอนนี้
ไป๋เย่หานหรี่ตามองชายชุดดำแล้วเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ ผู้ใดส่งเจ้ามา”
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอันใด
ไป๋เย่หานแค่นหัวเราะ “ในเมื่อเจ้าไม่บอก เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เมตตา”
เขาสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้พุ่งเป้ามาที่เขาและซ่งชิงหลัน ขอเพียงเป็นสิ่งที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยของซ่งชิงหลัน เขาจะไม่ยอมให้ภัยนี้คงอยู่ต่อไปได้เป็นแน่
คิดถึงตรงนี้ ไป๋เย่หานเผยสายตาเย็นยะเยือก ลอบเคลื่อนย้ายพลัง มองหาโอกาสเหมาะ ๆ จากนั้นโจมตีเข้าใส่ชายชุดดำทันที
ทว่าชายชุดดำผู้นั้นมีวรยุทธ์สูงส่ง หลบการโจมตีของไป๋เย่หานได้ ทั้งสองคนเริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือดในกลางดึก
ทว่าต่อสู้กันไปพักหนึ่ง ชายชุดดำผู้นั้นกลับค่อย ๆ เสียเปรียบ
ไป๋เย่หานยิ้มอย่างเย้ยหยัน ยื่นมือออกไป คิดจะดึงผ้าสีดำที่ปิดหน้าคนผู้นั้น ในตอนนั้นเองชายชุดดำก็พ่นยากล่อมประสาทใส่เขา บังคับให้เขาถอยเท้าไปสองสามก้าว จนกระทั่งยามที่เขากลับมาตอบสนอง ชายชุดดำผู้นั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
ไป๋เย่หานมองค่ำคืนที่กลับมาเงียบสงบ อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
วรยุทธ์ของชายชุดดำผู้นี้ดูคุ้นตาอย่างมาก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน หากแต่เขาคิดอยู่ครู่ใหญ่ก็คิดไม่ออก
ดูท่าจะต้องเพิ่มการคุ้มกันเสียแล้ว
ไป๋เย่หานแบกความรู้สึกหนักอึ้งกลับมายังจวนแม่ทัพ มองเห็นร่างเล็กที่เฝ้าอยู่ตรงประตูจากที่ไกล ๆ
ร่างเล็กนั้นเพียงสัมผัสได้ถึงการกลับมาของไป๋เย่หาน จึงรีบเดินออกมา “ท่านพ่อ กลับมาแล้วหรือขอรับ”
ร่างเล็กนั้นก็คือซ่งซิงเฉิน
เขาเหมือนไป๋เย่หาน ระหว่างทางกลับก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เขาเองก็ถือโอกาสที่ซ่งซิงเยว่หลับจึงได้ออกมา เขารู้ดีว่าไป๋เย่หานจะต้องไปหาคนที่จับตามองพวกตนเป็นแน่
ซ่งซิงเฉินรีบเอ่ยถาม “ท่านพ่อ จับคนผู้นั้นได้แล้วหรือขอรับ”
ไป๋เย่หานส่ายหน้า “หนีไปได้”
ซ่งซิงเฉินกะพริบตาอย่างประหลาดใจ จากนั้นขมวดคิ้วอย่างเคร่งขรึม กล่าวเสียงต่ำ “เช่นนั้นต่อไปพวกเราจะต้องระวังให้มากขึ้น”
“อืม” ไป๋เย่หานพยักหน้าเห็นด้วย “วันพรุ่งนี้ พ่อจะให้หานเฟยส่งคนมาคอยคุ้มกันให้มากกว่าเดิม”
พวกเขาพ่อลูกเข้าใจกันอย่างมาก และจะไม่นำเรื่องอันตรายนี้ไปบอกซ่งชิงหลันและซ่งซิงเยว่เป็นอันขาด
ไป๋เย่หานเดินหน้าไปลูบหัวเล็ก ๆ ของเด็กชาย “นี่ดึกแล้ว เจ้ารีบกลับไปพักเถิด พรุ่งนี้เช้าต้องฝึกวิชาต่อ จะอู้ไม่ได้”
ซ่งซิงเฉินยิ้มพลางพยักหน้า “ขอรับ ท่านพ่อ”
แม้ไป๋เย่หานจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ซ่งซิงเฉินที่ยังเล็กก็รู้สึกได้ถึงการยอมรับที่ท่านพ่อมีให้ตน ทำให้เด็กอย่างตนรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก
เขามองไป๋เย่หานเป็นต้นแบบมาโดยตลอด ตั้งใจฝึกวิชา หวังว่าวันหนึ่งจะสามารถแข็งแกร่งได้เหมือนกับท่านพ่อ ตอนนี้ได้รับการยอมรับจากท่านพ่อ สำหรับซ่งซิงเฉินแล้ว นี่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจได้มากทีเดียว
เช่นนี้แล้ว การที่เขาลำบากตรากตรำฝึกวิชามาโดยตลอดนั้นก็ไม่ได้เสียแรงเปล่า เขาเองก็สามารถปกป้องคนที่รักได้เช่นกัน
ไป๋เย่หานมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของลูกชายที่จากไป อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มซาบซึ้งของคนเป็นพ่อ ที่แท้ การมีบุตรชายก็ดีเหลือเกิน
จากนั้น ชายหนุ่มกลับไปที่ห้องอย่างเงียบเชียบ นอนลงข้างกายของซ่งชิงหลัน
วันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง ซ่งชิงหลันกลับตื่นเสียแล้ว
นางมองคนข้างกายเป็นอย่างแรก เมื่อเห็นใบหน้าหลับใหลที่สงบและหล่อเหลาของไป๋เย่หาน นางยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วจูบเบา ๆ ลงบนใบหน้าของเขา จากนั้นค่อย ๆ นำมือที่โอบกอดตนออก แล้วลงจากเตียง ออกจากห้องไป
ที่นางไม่รู้ก็คือ ทันทีที่นางปิดประตูห้อง ไป๋เย่หานที่อยู่บนเตียงกลับเผยรอยยิ้มร้ายกาจออกมา
ความจริงแล้ว ทุก ๆ การกระทำของนางล้วนอยู่ในสายตาเขาทั้งหมด
ซ่งชิงหลันเดินออกมาจากจวนแม่ทัพ กลับเห็นหลิวกุ้ยเสียและซ่งอวิ๋นเฟิงสามีภรรยายืนอยู่ตรงประตูแล้ว
ทันทีที่หลิวกุ้ยเสียเห็นซ่งชิงหลันก็รีบโบกมือ “หลันหลัน…”
“ขอโทษด้วยเจ้าค่ะ ท่านอาเล็ก ท่านอาสะใภ้ ที่ให้พวกท่านต้องตื่นเช้าเพียงนี้”
ที่แท้ เมื่อคืนนี้พวกเขานัดกันเอาไว้แล้ว ว่าวันนี้จะมาพบกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
ซ่งอวิ๋นเฟิงเพียงยิ้ม และกล่าวตอบ “ไม่เป็นไร หลันหลัน เจ้ามีคำสั่งอันใดก็ว่ามาได้เลย”
“ท่านอาเล็ก ท่านไปหาคนขายปลาที่สนิทกันสักสองสามแห่งแล้วซื้อปลาหลีฮื้อสด ๆ มาทั้งหมดนะเจ้าคะ” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็มองหลิวกุ้ยเสียแล้วกล่าว “ข้าและท่านอาสะใภ้จะไปที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายกันก่อน ดูว่าของสิ่งนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
ซ่งอวิ๋นเฟิงกะพริบตาปริบ ๆ “หลันหลัน อาหารจานใหม่ที่พวกเราจะทำในวันนี้เป็นปลาอีกแล้วหรือ”
ในใจเขาเป็นกังวลเล็กน้อย เช่นนี้จะไม่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่หรือเปล่า
หากแต่ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างมั่นใจ “ถูกต้อง เป็นปลา ทว่าเป็นปลาที่แตกต่างกันเจ้าค่ะ”