ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 513 เช่นนั้นขอยกนางให้เจ้าแล้วกัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 513 เช่นนั้นขอยกนางให้เจ้าแล้วกัน
บทที่ 513 เช่นนั้นขอยกนางให้เจ้าแล้วกัน
ก่อนซ่งชิงเป่ยจะจากไป เขายังไม่ลืมกล่าวเตือนซ่างกวนจิ่งหงประโยคหนึ่ง “ซ่างกวน เช่นนั้นขอยกชิงชิงให้เจ้าแล้วกัน”
กล่าวจบเขาก็พากู่เยียนหรานจากไป
เลี้ยวตรงหัวมุม และหายไปจากสายตาของซ่างกวนจิ่งหง ยามนี้ซ่งชิงเป่ยจับกู่เยียนหรานให้ตัวตั้งตรง กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องแกล้งทำแล้ว ซ่างกวนมองไม่เห็นพวกเราแล้ว”
กู่เยียนหรานยิ้มในทันที “ซ่างกวนผู้นี้ช่างเป็นคนหัวขี้เลื่อยยิ่งนัก”
ซ่งชิงเป่ยขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยวางใจ “แต่ว่าพวกเรายกชิงชิงให้เขาจัดการเช่นนี้ ชิงชิงจะไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่”
“เจ้าวางใจเถิด ซ่างกวนเป็นสุภาพบุรุษ ไม่มีทางทำเรื่องเกินเลยกับชิงชิงแน่ เพียงแต่เขานั้น นิสัยเชื่องช้าเสียเหลือเกิน ตัวเขาเองยังดูไม่ออกเลยว่าตนนั้นมีความรู้สึกต่อชิงชิง”
ซ่งชิงเป่ยพยักหน้า “ชิงชิงเด็กคนนั้นเห็นว่าปกติดูไม่สนใจสิ่งใด หากแต่ความจริงแล้วนางดูแปลก ๆ เวลาอยู่กับซ่างกวนอย่างมาก เด็กคนนั้นเองก็คงไม่รู้ถึงความรู้สึกที่ตนรู้สึกต่อซ่างกวน”
“เช่นนั้นแล้ว…” ขณะกล่าว กู่เยียนหรานดึงมือซ่งชิงเป่ยเอาไว้ “ตอนนี้คงต้องให้เราสองคนช่วยพวกเขาแล้วละ”
……
ซ่างกวนจิ่งหงมองอันชิงชิงที่นั่งอยู่ตรงประตูภัตตาคารอวิ๋นหลายแบบจะตายแหล่มิตายแหล่ รู้สึกเพียงว่าปวดขมับขึ้นมา
สตรีผู้นี้ ตอนไม่เมาก็เป็นปัญหาพออยู่แล้ว คิดไม่ถึงว่าพอเมาแล้วจะยิ่งหนักกว่าเดิมเสียอีก
ของประเภทสุรานี้ ต่อไปคงจะให้นางกินเยอะ ๆ ไม่ได้อีกแล้ว
ซ่งชิงหลันที่เก็บข้าวของเดินออกมา กลับเห็นภาพของชายหญิงรูปงามที่ไม่ยอมอ่อนข้อต่อกัน
หญิงสาวน่ารักสดใสใบหน้าแดงก่ำเพราะความมึนเมานั่งอยู่ โดยมีชายหนุ่มเย็นชาหล่อเหลาทั้งยังโดดเด่นยืนอยู่ตรงหน้าของนาง ภาพนี้ดูแล้วน่าขันเล็กน้อย แต่ก็มีความหวานชื่นอยู่เช่นกัน
“อันชิงชิง นี่เจ้าจะไปหรือไม่” ไม่รู้ว่าซ่างกวนจิ่งหงถามคำนี้ไปกี่รอบแล้ว
“แค่ก ๆ…” ซ่งชิงหลันกระแอมออกมาเบา ๆ เดินหน้าไปกล่าวกับทั้งสอง “เช่นนั้น ข้าพาคนมาแบกนางกลับดีหรือไม่”
ซ่างกวนจิ่งหงกำลังคิดจะตอบตกลง แต่เมื่อหันไปมองคนในภัตตาคารอวิ๋นหลายก็จากไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงซ่งชิงหลันคนเดียว ทว่าเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งจะปล่อยให้นางที่เป็นผู้หญิงลำบากไม่ได้
“เฮ้อ…”
เขาถอนหายใจกับตัวเอง ด้วยความจนปัญญา จึงทำได้เพียงจำใจทำไป
ซ่างกวนจิ่งหงส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกขอรับ ข้าจัดการเองได้”
กล่าวจบเขาก็ยืดแขนออกไป ยกอันชิงชิงขึ้นจากพื้นด้วยมือเดียวราวกับจับลูกไก่ จากนั้นยกนางพาดไว้บนบ่าแล้วก้าวเท้าจากไป เคลื่อนไหวฉับไวในคราวเดียว
ซ่งชิงหลันมองจากอีกด้านอย่างงุนงง นี่เป็นพลังของแฟนหนุ่มสินะ!
ซ่งชิงหลันมองเสียจนจิตใจเด็กสาวของนางซาบซ่านขึ้นมา อยากจะเปลี่ยนเป็นแฟนคลับแล้วจิ้นคู่รักคู่นี้เหลือเกิน
เหตุใดนางถึงเพิ่งสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ที่แปลก ๆ ระหว่างสองคนนี้
ในใจนางลอบกล่าว ‘รอทำงานผ่านไปสักพักหนึ่งก่อน นางจะต้องสืบเรื่องนี้ให้รู้แจ้ง’
ซ่งชิงหลันปิดประตูภัตตาคารอวิ๋นหลายเรียบร้อย หมุนตัวมา กลับเห็นร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตา
“โอ๊ย!” นางตบอกอย่างหวาดกลัว “ไป๋เย่หาน ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด ไม่ส่งเสียงเสียบ้าง ข้าตกใจเสียแทบตาย”
หากแต่ไป๋เย่หานยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ “ข้ากำลังคิดจะเรียกพระชายา แต่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของพระชายา จึงไม่อยากจะรบกวน เหตุใดหรือ เมื่อครู่เจ้าคิดอันใด เหตุใดจึงยิ้มเช่นนั้น”
“ท่านมองผิดแล้ว ข้ายิ้มเสียที่ไหน” ซ่งชิงหลันปากแข็ง จากนั้นก็เปลี่ยนประเด็น “นี่ดึกมากแล้ว ท่านมาได้อย่างไร”
“มารับเจ้ากลับบ้านน่ะสิ”
เมื่อซ่งชิงหลันได้ยินคำพูดนั้น ในใจนางก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
นางยิ้ม “ที่นี่ห่างจากบ้านไม่ไกล ท่านไม่ต้องมาก็ได้ ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ จะหลงทางได้อย่างไร”
“เจ้าไม่หลงทางหรอก แต่ข้าแค่อยากเจอเจ้าให้เร็วอีกหน่อย”
หลังจากเรื่องเมื่อคืน ถึงแม้ไป๋เย่หานจะส่งคนมาปกป้องซ่งชิงหลันอย่างลับ ๆ แล้ว แต่ในใจเขายังไม่อาจวางใจได้ จึงต้องมาด้วยตัวเอง
ซ่งชิงหลันรู้สึกวาบหวามกับความรักลึกซึ้งของเขา นางจับมือของเขาไว้แล้วเอ่ยถาม “เช่นนั้นแล้ว วันนี้ท่านไปที่ใดมา วันนี้ภัตตาคารอวิ๋นหลายของข้ายุ่งเสียแทบแย่ พวกเชียนเชียนก็มากันหมด”
ความหมายก็คือ เหตุใดท่านจึงไม่โผล่มาเลย
ไป๋เย่หานกล่าวอธิบาย “วันนี้เสด็จพ่อทรงเรียกตัวข้าเข้าวังไปหารือเรื่องแผ่นดินกะทันหัน เพิ่งจะเสร็จสิ้นก็ตอนนี้ ทันทีที่ข้าออกจากวังก็มาหาเจ้าที่นี่เลยอย่างไรเล่า”
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด ในใจของซ่งชิงหลันกลับมีเสียงดัง ‘ตึกตัก!’ ขึ้นมา
นางหันหน้าไปมอง เห็นเพียงคิ้วที่ขมวดแน่นของไป๋เย่หาน จึงเดาออกว่าเรื่องราวคงไม่ได้ง่ายดาย “เป็นอย่างไร เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ”
ไป๋เย่หานผ่อนคลายคิ้วในทันที กุมมือนางเอาไว้เบา ๆ “แนวหน้าส่งข่าวมา อาณาจักรซีหลิงเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว พวกมันคิดจะวางแผนชั่วกับเมืองหลวงของเรา”
ซ่งชิงหลันพลันเคร่งขรึม “เช่นนั้น ฝ่าบาททรงอยากให้ท่านออกศึก ไปยุติความโกลาหลหรือเจ้าคะ”
นี่หมายความว่าพวกเขาต้องแยกจากกันอีกแล้ว
เพียงคิดถึงตรงนี้ ซ่งชิงหลันยิ่งรู้สึกจมดิ่ง
อย่างไร เรื่องการสู้รบนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ผู้ใดจะรู้ว่าจะนานเพียงใดกว่าจะจบลง ครั้งก่อน เพียงเขาจากไปก็เป็นเวลาถึงหกปี ครั้งนี้หากเขาไปอีก ผู้ใดจะรู้ว่าพวกเขาจะต้องจากกันไปนานเพียงใด คนเราจะมีเวลาหกปีอีกกี่ครั้งเชียว
หากแต่ไป๋เย่หานย่อมรู้ว่านางกังวลสิ่งใด จึงรีบกล่าวปลอบ “เจ้าวางใจเถิด ครั้งนี้เป็นเพียงความวุ่นวายเล็กน้อย หนานหยางอ๋องจัดการไปแล้ว ความจริง มีหนานหยางอ๋องคอยปกป้องอยู่ที่เมืองหนานหยาง พวกซีหลิงคงไม่กล้าทำอันใดบุ่มบ่าม ทว่าครั้งนี้จู่ ๆ พวกมันก็ทำเรื่องโกลาหลขึ้นมา เกรงว่า…”
“อาณาจักรซีหลิงจ้องจะครอบครองเมืองหลวงมาโดยตลอด พวกเขาเป็นปรปักษ์มาตั้งนานแล้ว บางทีครั้งนี้ อาจจะเป็นเพียงแค่การเตือน กำลังรอโอกาสที่จะลงมือ” ซ่งชิงหลันวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น
ถึงแม้นางจะไม่ได้สนใจเรื่องบ้านเมืองนัก แต่ก็ได้ยินมามาก ทั้งยังมีคนรอบตัวมากมายที่อยู่ในราชสำนัก นางย่อมต้องรู้อยู่บ้าง
ไป๋เย่หานพยักหน้า “อืม เจ้ากับเสด็จพ่อคิดเหมือนกัน”
ซ่งชิงหลันเอ่ยถาม “เช่นนั้นตอนนี้ฝ่าบาททรงวางแผนเช่นไรหรือเจ้าคะ”
“ในราชสำนักมีขุนนางบางส่วนที่มีความเห็นว่าควรชิงโจมตีก่อน และกำจัดซีหลิงให้สิ้นซาก แต่ว่า…” ไป๋เย่หานหยุดชะงักไป “เสด็จพ่อกลับทรงมองว่าสันติภาพเป็นสิ่งล้ำค่า อีกอย่าง มีหนานหยางอ๋องที่คอยเฝ้าอยู่ที่เมืองหนานหยาง ซีหลิงไม่มีโอกาส แต่เพื่อเตรียมการณ์สำหรับสิ่งที่ไม่คาดคิด กองทัพที่ชิงหนานเป็นผู้นำจะต้องเตรียมพร้อมไว้อย่างเข้มงวด เตรียมออกเดินทางได้ทุกเมื่อ”
ฟังถึงตรงนี้ ซ่งชิงหลันก็ยิ้มออกมา “องค์จักรพรรดิช่างเป็นองค์จักรพรรดิที่ดีจริง ๆ”
“เอ๋” ไป๋เย่หานเลิกคิ้วอย่างสนอกสนใจในทันที “ข้าคิดว่าเจ้าจะคิดว่าเสด็จพ่อทรงอ่อนแอขลาดกลัวชาวซีหลิงเสียอีก”
เขาไม่ได้พูดไร้สาระ เพราะยามนี้ในราชสำนักก็มีความเห็นเช่นนี้อยู่จริง ๆ