ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 52 นายท่าน ทั้งหมดก็เพื่อแม่นางซ่งหรือไม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 52 นายท่าน ทั้งหมดก็เพื่อแม่นางซ่งหรือไม่
บทที่ 52 นายท่าน ทั้งหมดก็เพื่อแม่นางซ่งหรือไม่
เมื่อรู้ว่าแผนการทั้งหมดถูกเปิดเผย หวังกุ้ยก็หนีกลับไปที่ร้านด้วยความหวาดหวั่น
“บัดซบ! ทุกอย่างกำลังไปได้สวยอยู่แล้ว ไอ้เจ้าหน้าที่สองคนนั้นเข้ามายุ่งได้อย่างไร น่าเสียดายจริง ๆ”
หวังกุ้ยหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก
พอดีกับที่ซ่งชิงหนานออกมาจากห้อง “เจ้านาย ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ เกิดเหตุใดขึ้น ท่าทางท่านอารมณ์ไม่ดี”
ยิ่งได้ยินคำถามนั้นของซ่งชิงหนานเขาก็ยิ่งฉุนขึ้นมา
เมื่อคิดเรื่องที่จะต้องพลาดหวังในการได้ซ่งชิงหลันมาเป็นอนุภรรยา หวังกุ้ยก็ยิ่งโมโหมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม จึงเริ่มระบายความโกรธกับซ่งชิงหนาน
“สารเลว ทั้งหมดก็เพราะเจ้า!”
มือใหญ่คว้าเหล็กแท่งหนึ่งขึ้นมาและตีเข้าที่ซ่งชิงหนานเต็มแรง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เด็กหนุ่มไม่ทันจะได้หลบเลี่ยงจึงถูกตีเข้าเต็ม ๆ เขาร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
“โอ๊ย เจ็บขอรับ ข้าเจ็บนะเจ้านาย ท่านเป็นคนดีมาตลอด เหตุใดถึงมาทำร้ายข้าขอรับ”
ดวงตาของหวังกุ้ยแดงก่ำด้วยความโกรธ “ที่ผ่านมา ข้าทำดีกับเจ้า ไม่ทำร้ายเจ้า ให้ที่อยู่ดีกินดี ก็เพราะหวังจะเอาพี่สาวเจ้ามาเป็นนางบำเรอ หากแต่ตอนนี้มันพังหมด ไม่เหลือสิ่งใดแล้ว!”
ระหว่างที่โวยวายสียงดัง หวังกุ้ยก็ไม่หยุดที่จะไล่ทุบตีซ่งชิงหนานไปทั่วร้าน
ซ่งชิงหนานวิ่งหลบและรีบถามกลับ “ท่านเข้าใจอันใดผิดไปหรือไม่ขอรับ พี่สาวของข้าบอกว่าจะยอมเป็นนางบำเรอให้ท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน”
พี่สาวของเขาพูดอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ว่านางจะไม่แต่งงานอีกต่อไป เพราะอย่างนั้นจึงได้พาหลานน้อยทั้งสองมาเลี้ยงดูด้วยตนเอง
“หากนางหาเงินสามสิบตำลึงมาไถ่ตัวเจ้าไม่ได้ในสิ้นเดือน สุดท้ายจะมีทางเลือกอันใดอีกนอกจากยอมมาเป็นอนุให้ข้า”
ซ่งชิงหนานหยุดนิ่งเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาจ้องไปที่หวังกุ้ยด้วยความโกรธแค้น “นี่ท่าน… วางแผนทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น หมายจะรวบหัวรวบหางพี่สาวข้ามาตั้งแต่แรกอย่างนั้นหรือ ไอ้คนสารเลว!”
“ไอ้เด็กเหลือขอ!” หวังกุ้ยตีซ่งชิงหนานอีกครั้ง “นี่เจ้าคิดว่าข้าทำการกุศลอยู่หรืออย่างไร เหตุใดข้าต้องช่วยพวกเจ้าโดยไม่ได้ประโยชน์ใดด้วย แล้วยามนี้ข้าก็ไม่ได้สิ่งใดจากเรื่องนี้สักอย่างเลย บัดซบเอ๊ย!”
หวังกุ้ยขว้างแท่งเหล็กลงพื้น ย่างสามขุมเข้าไปทั้งต่อยและเตะซ่งชิงหนานอย่างแรง
ใช่ว่าซ่งชิงหนานจะไม่มีปัญญาต่อสู้กับอีกฝ่าย เพียงแค่เขาไม่อยากสู้กลับเท่านั้น
เด็กหนุ่มกลัวว่าตัวเองจะยั้งมือไม่ได้จนเรื่องเลยเถิด หากเป็นเช่นนั้นพี่สาวของเขาจะต้องเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
หลังจากถูกลงไม้ลงมือต่อไปอีกสองสามครั้ง หวังกุ้ยก็หมดแรงและหยุดมือเท้าลง
เมื่อทำร้ายเด็กหนุ่มจนเหนื่อยหอบ เหงื่อท่วมไปทั้งร่างแล้วจึงได้ผลักซ่งชิงหนานให้นอนคู้ตัวอยู่ที่พื้น และทิ้งคำพูดเอาไว้ประโยคหนึ่ง “เย็นนี้เจ้าไม่ต้องกินข้าว”
ซ่งชิงหนานถูกทุบตีจนจมูกช้ำ ใบหน้าบวมเขียว ความเจ็บแล่นมาจู่โจม เหงื่อออกท่วมไปทั่วร่างจากความเจ็บปวด หากแต่ก็ยังกัดฟันทน ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอันใดออกมาสักคำ
เขาเชื่อว่าอีกไม่นานพี่สาวต้องหาเงินมาไถ่ตัวได้ หากแต่ในยามนี้ทำได้เพียงอดทน ไม่ก่อปัญหาให้นางเดือดร้อน
หวังกุ้ยเข้ามาในห้อง หยิบไหใส่สุราออกมา ดื่มเหล้าเพื่อคลายความเศร้า
ยิ่งดื่มมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดความสับสนในใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธจนต้องโวยวายอยู่กับตนเอง
“นังซ่งชิงหลัน กล้าดีอย่างไรมาเล่นกับหัวใจข้า!”
“เงินทั้งหมดที่เจ้าหามาได้ยามนี้ก็ต้องเป็นของข้าด้วย เงินข้าทั้งนั้น ตัวเจ้าเองก็ต้องเป็นของข้า”
“ให้ตาย! ให้มันรู้ไปสิวะ ว่าแค่สตรีนางเดียวข้าจะไม่มีปัญญาจัดการได้!”
“หึ! ดี คอยดูเถิด!”
หวังกุ้ยใบหน้าแดงสุกจากการดื่มสุรา เขาลุกขึ้นยืน เข้าไปหยิบถุงบรรจุผงบางอย่างออกมา แล้วเดินโซเซออกจากร้านตีเหล็ก
ด้านนอกมืดสนิท ร้านค้าต่าง ๆ พากันปิดหมดแล้ว ถนนทั้งเส้นไม่เหลือแสงตะเกียงใด ๆ อีก
หวังกุ้ยอาจหาญเดินไปที่ร้านของซ่งชิงหลันเพียงลำพังโดยไม่ได้ใช้ตะเกียง
เมื่อมาถึงหน้าร้านก็เตะประตูระบายความโกรธ เอาลวดออกมาปลดล็อคประตู
เขาเดินเข้าไปในร้านด้วยความแค้นเคือง ค้นหาบางอย่างไปทั่วทั้งร้าน และในที่สุดก็พบถุงแป้งวางอยู่
เขายกยิ้มราวกับได้รับชัยชนะ เปิดถุงที่ถือติดมือมาด้วยออก โรยผงบางอย่างลงไปในถุงแป้งที่ซ่งชิงหลันใช้ทำเจียนปิ่ง
“หึ! เจ้ารนหาที่เอง อยากรู้นักว่าครานี้เจ้าจะยังโชคดีอีกหรือไม่”
หวังกุ้ยหัวเราะสะใจเสียงดัง เพียงแค่จินตนาการว่าพวกลูกค้าจะเป็นอย่างไรหลังกินเจียนปิ่งของซ่งชิงหลัน ร้านอาหารของนางต้องพังไม่เป็นท่าแน่
เมื่อจัดการทำเรื่องเลว ๆ เสร็จสิ้น หวังกุ้ยก็เดินจากไปอย่างมีความสุข
เขาลงกลอนประตูอีกครั้งราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้น
ทันทีที่หวังกุ้ยกลับมาถึงบ้าน ฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปก็ยิ่งแรงขึ้นมากขึ้นจนรู้สึกหนักไปทั้งร่าง และทำให้เขาหลับไปในโดยพลัน
…
เป็นเพราะกลัวว่าจะทำให้ท่านย่าเป็นห่วง ซ่งชิงหลันจึงกำชับกับน้องชายทุกคนว่าอย่าให้นางรู้เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้
ถึงอย่างนั้นกำแพงก็ยังมีหูประตูมีช่อง
บรรดาเพื่อนบ้านก็ยังพูดเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่เฒ่าซ่งรู้อีกอยู่ดี
นางทำท่าจะเอ่ยถามหลาน ๆ ตั้งแต่มื้อค่ำ หากแต่ก็ไม่สบโอกาสเสียที จนกระทั่งซ่งชิงตงและน้องชายเข้านอนไปแล้ว แม่เฒ่าซ่งจึงได้เริ่มเอ่ยถามเรื่องราวทั้งหมดกับหลานสาวตนโต “หลันหลัน เกิดเหตุอันใดขึ้น เหตุใดหวังกุ้ยช่างตีเหล็กถึงได้มาก่อกวนเราเล่า”
ซ่งชิงหลันไม่สามารถบอกหญิงชราไปตามตรงเกี่ยวกับเรื่องที่ซ่งชิงหนานถูกขายไปได้
นางเพียงฝืนยิ้มแล้วอธิบายว่า “ไม่ได้มีอันใดใหญ่โตเจ้าค่ะ เพียงแค่ตอนที่เขามาซื้อเจียนปิ่งกิน เขารู้สึกว่าตัวเองได้ของไม่ครบ ถึงได้มาหาเรื่องเพื่อแก้แค้นเท่านั้น”
“หืม… ตัวก็ใหญ่แต่เหตุใดจิตใจแคบถึงเพียงนี้”
“แหะ ๆ ผู้ใดต่างก็รู้ว่าเขาเป็นคนขี้เหนียวมากนี่เจ้าคะ”
แม่เฒ่าซ่งแสดงสีหน้าเป็นกังวลใจ กุมมือชิงหลันด้วยความเป็นห่วง
นางเอ่ยขึ้นว่า “หลันหลัน ที่น่ากลัวคือเขาเป็นคนผูกใจเจ็บ หากเขายังตามมารังควานเจ้าอีก พวกเราจะทำอย่างไรดี เจ้าเองก็เป็นสตรีตัวเล็ก ๆ ย่าเป็นห่วงเหลือเกิน”
“ท่านย่า อย่ากังวลใจไปเลยเจ้าค่ะ ยังมีชิงตงและน้อง ๆ อีกอย่างยังมีท่านพี่อู่ เจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมืองที่คอยช่วยเราด้วย ข้าไม่โดนรังแกได้ง่าย ๆ แน่เจ้าค่ะ”
ทันทีที่หญิงชราได้ยินชื่อของนายท่านที่ดูแลประตูเมือง ท่าทางของนางก็ดูวางใจขึ้น
“อืม เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเก่งมากจริง ๆ ดีแล้วที่หลันหลันสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อพวกท่านมาตั้งแต่แรก”
“ใช้แล้วเจ้าค่ะท่านย่า หลานสาวของท่านเป็นคนมองกาลไกล ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วง ตอนนี้ถึงเวลาที่ท่านย่าจะต้องเข้านอนได้แล้วนะเจ้าคะ”
“อื้ม เช่นนั้นก็รีบนอนกันเถิด”
ยามค่ำคืนเงียบสงัด ซ่งชิงหลันพลิกตัวไปมาบนเตียงฟาง นางไม่สามารถหลับได้ลง
สิ่งที่หวังกุ้ยทำในวันนี้แน่นอนว่าเป็นสัญญาณอันตรายว่าจะมีเรื่องเลวร้ายอื่น ๆ ตามมา
เห็นชัดว่าเขาต้องการทำลายร้านของนาง แล้วคนอย่างเขาจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไรกัน
หญิงสาวนอนคิดอยู่นานก็ไม่สามารถหาคำตอบให้แก่ตัวเองได้เลย
นางจำต้องรู้ที่มาให้ได้ เพื่อจะได้ป้องกันตัวจากคนอย่างเขาได้ถูกจุด